บทที่ 13 น้องเฟิงกับพี่เฟิ่ง
ในคืนนั้นติงว่านหรูก็ให้หมายเลขโทรศัพท์กับโม่เฟิง โดยจดลงบนกระดาษแผ่นบาง ๆ จากนั้นติงว่านหรูก็ไปส่งทั้งสามคนกลับบ้าน ก่อนจะหายไปจากโลกของโม่เฟิงอีกครั้ง
ความจริงแล้วโม่เฟิงก็อยากจะพูดว่า เขาอยากจะเป็คนที่ดูแลติงว่านหรู แต่เขารู้ดีว่านั่นเป็แค่เื่ตลก เพราะคนที่สามารถเลี้ยงดูผู้หญิงที่สวยและเพอร์เฟกต์ขนาดนี้ได้ จะต้องเป็คนที่อำนาจล้นฟ้า มีเงินทองล้นมือ ไม่ใช่ชายหนุ่มธรรมดา ๆ อย่างเขา
สามวันผ่านไปหลังจากนั้น ชีวิตของโม่เฟิงก็ดูจะสดใสขึ้น ในตอนกลางวันเขาจะไปหยอกล้อกับสาว ๆ ในแผนกพิเศษ ส่วนตอนกลางคืนก็ขึ้นเตียงกับจูลี่อย่างเร่าร้อน เรียกได้ว่าชีวิตของโม่เฟิงนั้นสุขสบายเป็อย่างมาก แต่ทว่าในใจของเขากลับรู้สึกเป็กังวลราวกับว่าจะมีพายุร้ายถาโถมเข้ามา
ความรู้สึกนี้ถึงแม้จะยังไม่ค่อยชัดเจน แต่โม่เฟิงมั่นใจอย่างมากว่ามันจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะประโยคของติงว่านหรูที่ว่าเธอไม่เคยช่วยเหลือเขาเลย
จากการวิเคราะห์ที่ผ่านมา โม่เฟิงรู้ว่าตัวเองอาจจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับวังวนแห่งอำนาจโดยไม่รู้ตัว เหตุผลที่ตอนนี้ยังไม่เกิดอะไรขึ้นอาจเป็เพราะเขายังไม่ได้ทำสิ่งที่อีกฝ่าย้า หรือไม่อีกฝ่ายก็กำลังรอจังหวะอยู่
สิ่งนี้ทำให้โม่เฟิงรู้สึกว่าเขากำลังถูกควบคุม เพราะเขาไม่รู้จักอีกฝ่ายเลย แต่ฝ่ายนั้นกลับรู้จักเขาเป็อย่างดีและดูเหมือนว่าเขาก็ตกอยู่ในกำมือของอีกฝ่ายไปแล้วด้วย
ขณะที่โม่เฟิงกำลังเหม่อลอยอยู่นั้น จู่ ๆ โทรศัพท์ของเขาก็สั่นขึ้น เมื่อดูแล้วก็พบว่ามีข้อความจากวีแชตส่งเข้ามาว่า [กำลังทำอะไรอยู่?]
โม่เฟิงไม่ได้คิดอะไรมาก จึงตอบกลับไปว่า [ผมกำลังคิดว่าต่อจากนี้จะเดินไปบนเส้นทางไหนดี]
[ในเมื่อเป็เส้นทาง ย่อมต้องมีทิศทางอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเลือกเดินไปทางไหน การเดินทางไปเรื่อย ๆ ก็ต้องดีกว่าอยู่นิ่งเฉยใช่ไหมล่ะ อย่างน้อยคุณก็ได้เห็นทิวทัศน์สองข้างทางไง!] รอไม่นานคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยก็ตอบกลับมา ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ค่อยพอใจกับความท้อแท้ของโม่เฟิงสักเท่าไร
ข้อดีของเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตก็คือสามารถพูดอะไรก็ได้ตามที่ใจ้า จะพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหนก็ได้ และที่สำคัญคือเมื่อพูดไปแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบคำพูดนั้น โม่เฟิงอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับยิ้มออกมาและพึมพำเบา ๆ ว่า “ดูเหมือนว่าจะทำได้แค่นั้น คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะ”
ตอนที่โม่เฟิงกำลังจะตอบกลับไปนั้น หลัวเสี่ยวเฟิ่งก็เดินเข้ามาในห้องทำงานของโม่เฟิงพอดี “น้องเฟิง เจอเื่อะไรดี ๆ มางั้นเหรอ?! เห็นนั่งยิ้มคนเดียวทั้งวันเลย”
ความจริงแล้ว ‘เฟิง’ กับ ‘เฟิ่ง’ เป็คำที่ออกเสียงต่างกัน แต่เพื่อป้องกันความสับสน ทุกคนจึงเรียกหลัวเสี่ยวเฟิ่งว่าพี่เฟิ่ง ส่วนโม่เฟิงก็เรียกว่าน้องเฟิง
ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงค่อนข้างสนิทสนมกัน และบ่อยครั้งที่โม่เฟิงมักจะเล่าเื่ตลกทะลึ่งให้หลัวเสี่ยวเฟิ่งฟัง แต่เธอก็ไม่ได้โกรธอะไร ไม่เหมือนตอนที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ ๆ ที่ยังเขินอาย กันอยู่บ้าง บางทีนี่อาจจะเป็สิทธิพิเศษระหว่างคนสนิทกันแล้วก็ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วหากจะโกรธกันด้วยเื่เล็กน้อยแค่นี้มันก็ไม่คุ้ม
โม่เฟิงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่เฟิ่งผมกำลังคิดถึงพี่อยู่พอดีเลย พี่น่ะชอบขมวดคิ้วแบบนี้ตลอดเลย ผมเห็นทีไรก็อดหัวเราะไม่ได้ทุกที”
ทันใดนั้น ใบหน้าของหลัวเสี่ยวเฟิ่งก็แดงระเรื่อขึ้นมา เธอยื่นมือออกไปจะตีโม่เฟิง แต่ลืมไปว่าทั้งสองยืนห่างกันพอสมควร แถมเธอยังใส่รองเท้าส้นสูงอยู่ด้วย นั่นจึงทำให้หลัวเสี่ยวเฟิ่งเกือบจะเสียหลักล้มลงไป
แต่ด้วยความรวดเร็วของโม่เฟิงที่ลุกขึ้นโอบกอดหลัวเสี่ยวเฟิ่งไว้ได้ทันทำให้เธอไม่ต้องหน้าทิ่มลงพื้น แต่ทว่าการโอบกอดนั้นค่อนข้างรีบร้อน ทำให้มือข้างหนึ่งของโม่เฟิงดันไปที่หน้าอกของหลัวเสี่ยวเฟิ่งพอดี
ตอนนี้โม่เฟิงไม่ใช่หนุ่มน้อยซื่อบื้อแล้ว เขาจึงไม่ปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ให้หลุดมือไป โม่เฟิงบีบหน้าอกของหลัวเสี่ยวเฟิ่งอย่างแรง ััอันนุ่มนวลนี้ทำให้โม่เฟิงเืลมสูบฉีดขึ้นมาทันที ด้วยความรู้สึกนี้ทำให้เขาไม่อยากจะปล่อยมือ โม่เฟิงจึงตัดสินใจจะลองเสี่ยงดู เขาจึงโอบเอวของเธอไว้ด้วยมืออีกข้าง
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนหลัวเสี่ยวเฟิ่งไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวเผลอส่งเสียงครางออกมาด้วยความสุขโดยไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นจึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังเผลอไผลไปแล้วรีบเอามือปิดปากตัวเองไว้ แต่ดูเหมือนว่าจะสายไปแล้ว
ทันใดนั้นใบหน้าของเธอก็แดงก่ำไปด้วยความอาย ในขณะเดียวกัน สายตาของเธอจ้องมองไปที่โม่เฟิงอย่างดุเดือด เธอโกธรที่เขาไม่ระวังจนไปโดนตรงนั้นของเธอซะได้
โม่เฟิงโน้มตัวลงมาบดขยี้ริมฝีปากบางของหลัวเสี่ยวเฟิ่งอย่างหนักหน่วงทันที มือใหญ่ของเขายังลูบไล้ไปตามเอวคอดของเธออย่างนุ่มนวล เขาไม่รอช้ารุกล้ำเข้าไปยังช่องสวาทของเธอทันที
หลัวเสี่ยวเฟิ่งใรีบอ้าปากร้อง เพื่อขัดขวางการกระทำอันหื่นกามของเขา แต่ทว่าเธอกลับตกหลุมพรางของโม่เฟิงเข้าจนได้ เพราะเมื่อเธอเปิดปากออก โม่เฟิงก็เกี่ยวพันเรียวลิ้นที่สอดอยู่ในช่องปากทันที พร้อมทั้งดูดดึงลิ้นของเธออย่างมัวเมา ไม่นานลิ้นทั้งสองก็เริ่มการพัวพันกันอย่างเร่าร้อน
หลัวเสี่ยวเฟิ่งเคลิบเคลิ้มไปกับจูบอันแสนเร่าร้อน มือเล็กที่กำลังจะห้ามโม่เฟิงเมื่อครู่ก็หยุดนิ่ง ปล่อยให้โม่เฟิงบุกรุกเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ตอนนี้ความรู้สึกด้อยกว่าของโม่เฟิงที่มีต่อติงว่านหรู ถูกระบายลงบนหลัวเสี่ยวเฟิ่งอย่างเต็มที่ เื่แบบนี้ไม่มีอะไรที่เรียกว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมหรอก เพราะท้ายที่สุดแล้วทั้งเขาและหลัวเสี่ยวเฟิ่งก็ไม่ได้รักกันจริง ๆ แค่ต่างคนต่างได้ในสิ่งที่้าก็เท่านั้น
โม่เฟิงซึ่งชำนาญในเื่นี้เป็อย่างดีจึงไม่ปล่อยให้หลัวเสี่ยวเฟิ่งหลุดรอดไปได้ง่าย ๆ เขาฉวยโอกาสตอนที่หลัวเสี่ยวเฟิ่งยังไม่ทันได้ตั้งตัว อุ้มเธอขึ้นไปบนโต๊ะทำงานทันที เนื่องจากห้องทำงานเป็ห้องแบบปิด ดังนั้น คนข้างนอกจึงไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นภายในห้องนี้
ในตอนนี้โม่เฟิงถอดเสื้อผ้าของหลัวเสี่ยวเฟิ่งออกจนหมดแล้ว ทันทีที่ร่างกายเปลือยเปล่าของหลัวเสี่ยวเฟิ่งัักับอากาศเย็นภายในห้องเธอก็รู้สึกเย็นะเืขึ้นมาทันที แต่เมื่อเธอคิดจะขัดขืน โม่เฟิงก็กดตัวเธอให้นอนราบลงไปบนโต๊ะทำงานทันที แล้วเริ่มพรมจูบไปทั่วเรือนร่างของหลัวเสี่ยวเฟิ่งแทบจะทุกตารางนิ้ว
ถึงแม้ว่าหลัวเสี่ยวเฟิ่งจะมีหน้าตาที่ด้อยกว่าจูลี่อยู่บ้าง แต่รูปร่างของเธอนั้นไม่แพ้กันเลย และอกอันอวบอิ่มของหลัวเสี่ยวเฟิ่งยังน่าดึงดูดกว่าจูลี่ซะอีก ผิวพรรณของหลัวเสี่ยวเฟิ่งก็ขาวผ่องเนียนนุ่มน่าัั ราวกับว่าไม่มีร่องรอยตำหนิใดเลย
ภายใต้แรงบีบคั้นจากโม่เฟิง ผิวของหลัวเสี่ยวเฟิ่งเริ่มมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที ซึ่งนี่เป็สัญญาณบ่งบอกถึงอารมณ์ที่เร่าร้อน โม่เฟิงค่อย ๆ ผละริมฝีปากออกจากเรียวปากของหลัวเสี่ยวเฟิ่ง เขายิ้มอย่างพึงใจก่อนจะพูดว่า “พี่เฟิ่งผมหลงรักพี่มานานแล้ว ตอนนี้พี่ก็เปลือยเปล่าอยู่ต่อหน้าผม ถ้าเกิดพี่ร้องเสียงดังขึ้นมา คนข้างนอกคงได้ยินแน่ ๆ เลย!”
โม่เฟิงต้องระมัดระวังเพราะในออฟฟิศมีคนเดินเข้าออกตลอด ดังนั้นโม่เฟิงจึงขู่เธอไว้ก่อน
หลัวเสี่ยวเฟิ่งพูดอย่างเ้าเล่ห์ว่า “น้องเฟิ่ง นายปลุกอารมณ์พี่ขึ้นมาขนาดนี้แล้วจะให้พี่กลับไปแบบนี้น่ะเหรอ หรือว่านายทำไม่ไหวกันนะ?!”
เมื่อได้ยินดังนั้นโม่เฟิงก็รู้สึกเหมือนถูกท้าทาย เขาถอดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดแทรกแก่นกายอันแข็งขืนลงไปในร่างบางที่เปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้า เห็นได้ชัดว่าหลัวเสี่ยวเฟิ่งไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ เธอพูดอย่างแ่เบาว่า “น้องเฟิ่งดูเหมือนของนายจะเล็กไปหน่อยนะ”
โม่เฟิงจะทนให้ใครมาดูถูกศักดิ์ศรีความเป็ชายของเขาได้อย่างไร เขาเริ่มขยับเร็วขึ้น พร้อมกับขบเม้มดูดเนื้อเนียนบนเรือนร่างของหลัวเสี่ยวเฟิ่งอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับทิ้งรอยแผลแดงเป็จ้ำไว้เต็มไปหมด
ไม่นานห้องทำงานก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความหื่นกระหาย ร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งที่เปลือยเปล่ากำลังร่วมรักกันอย่างเร่าร้อน ต่อหน้าการจราจรที่คับคั่งด้านนอก
เมื่อเวลาผ่านไป ความเร่าร้อนนั้นกลับไม่ได้ลดลงเลย แต่ทว่ามันกลับยิ่งดุเดือดมากขึ้นไปอีก ในตอนนี้ทั้งคู่ต่างอยากความเป็ใหญ่ ต่างฝ่ายต่างอยากเป็ฝ่ายคุมเกมและ้าเอาชนะ
ดังนั้นเสียงครางอันสุขสมของทั้งคู่จึงดังก้องไปทั่วห้องทำงานอย่างไม่อายใคร ในขณะเดียวกันเสียงคำรามของโม่เฟิงที่กระแทกแก่นกายอยู่นั้นก็ไม่ได้เบาไปกว่าเสียงของหลัวเสี่ยวเฟิ่งเลย ถ้าไม่ใช่เพราะห้องทำงานมีฉนวนกันเสียงที่ดี คนทั้งชั้นคงได้ยินการปะทะกันอย่างดุเดือดจนใบหน้าร้อนผ่าวแน่ ๆ
หลังจากดำเนินไปถึงครึ่งชั่วโมง การแย่งชิงครั้งนี้ก็ยุติลงทั้งสองฝ่ายไม่มีใครแพ้ใครชนะ โม่เฟิงยังคงคร่อมอยู่บนร่างของหลัวเสี่ยวเฟิ่ง พร้อมกับหอบหายใจเบา ๆ
ในขณะเดียวกันมือทั้งสองข้างก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย มือข้างหนึ่งของโม่เฟิงนวดคลึงอยู่้า ส่วนมืออีกข้างก็กำลังคลำวนไปอยู่ด้านล่าง
ในขณะที่จุดเชื่อมต่อของทั้งคู่ยังคงแนบชิดกันแน่น โม่เฟิงหัวเราะแล้วพูดว่า “พี่เฟิ่งลีลาบนเตียงของพี่ดีจริง ๆ ผมเกือบจะต้องยอมแพ้ให้พี่แล้ว ไม่รู้ว่าผู้ชายคนไหนฝึกให้พี่จนกลายเป็สาวสวยครบเครื่องขนาดนี้ได้ หรือพี่เป็แบบนี้ั้แ่เกิดแล้ว”
หลัวเสี่ยวเฟิ่งส่งสายตาอันเย้ายวน พร้อมกับลมหายใจอันหอมหวานราวกับดอกไม้ จากนั้นเธอใช้เล็บจิกเบา ๆ ลงบนกล้ามเนื้อแน่นของโม่เฟิง แล้วพูดอย่างอ่อนหวานว่า “งั้นต่อไปน้องเฟิงจะฝึกกับพี่บ่อย ๆ ไหมล่ะ”
โม่เฟิงย่อมไม่ปล่อยโอกาสแบบนี้ไปแน่นอน เขาลูบไล้ผมสวยของหลัวเสี่ยวเฟิ่งอย่างแ่เบาแล้วพูดว่า “พี่พูดจาห่างเหินจัง ทำเอาผมรู้สึกเหมือนคนนอกเลยนะ ในเมื่อเรามีวาสนาต่อกันขนาดนี้ แถมผมก็แอบชอบพี่มานานแล้วด้วย ขอแค่พี่ยินยอม ผมจะมาหาทันทีที่พี่เรียก”
ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนิทสนมโดยที่ยังเปลือยกายอยู่อย่างนั้น
ตอนนี้ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว ทั้งคู่จึงจำใจลุกขึ้นต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยเหมือนเดิมและแยกย้ายกันเดินไปคนละทางเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นอะไรผิดปกติ
ไม่รู้ว่าเป็เพราะความรู้สึกผิดในใจ หรือเพราะโม่เฟิงยังมีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่บ้าง เพราะเวลาที่เขาััตัวของหลัวเสี่ยวเฟิ่ง เขามักจะรู้สึกว่าตัวเองต่ำช้ามากหรือแม้กระทั่งรู้สึกรังเกียจตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โม่เฟิงไม่ใช่คนโสดอีกต่อไปแล้ว เขามีแฟนแล้ว และแฟนสาวของเขาดีกับเขามาก เมื่อไม่นานมานี้เขาก็เพิ่งมีอะไรกับเธอ แต่ตอนนี้เขากลับมั่วอยู่ในออฟฟิศกับผู้หญิงคนอื่น แต่ถ้าจะให้เขาเลิกใช้ชีวิตแบบนี้ โม่เฟิงก็คิดว่าให้เขาตายไปซะยังจะดีกว่า
ชีวิตก็เป็แบบนี้แหละ ต้องเผชิญกับสิ่งยั่วยวนใจอยู่เสมอ ต้องเจอกับทางเลือกอยู่ตลอดเวลา รู้สึกผิดเมื่อเจอสิ่งล่อใจ และลังเลใจเมื่อต้องตัดสินใจ ดังนั้นผู้คนจึงมักถามตัวเองว่าการทำแบบนี้ถูกหรือผิด การทำแบบนั้นดีหรือไม่ดี แต่สุดท้ายแล้วมีใครบ้างที่จะหักห้ามใจตัวเองได้
ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องรู้สึกผิดและละอายใจ แต่มนุษย์ก็เป็สัตว์แบบนี้แหละ เมื่อเจอสิ่งยั่วยวนก็อยากลอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกก็มักจะหวาดกลัว ดังนั้นจงเผชิญหน้ากับมันอย่างใจเย็น แล้วทุกอย่างก็จะเป็ไปตามทางของมันเอง
วันนี้เป็วันเกิดของจูลี่ โม่เฟิงจึงตัดสินใจไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของขวัญให้เธอ เพราะว่าจูลี่เป็แฟนสาวของเขาแล้ว แต่เขายังไม่เคยซื้อของขวัญให้เธอเลย ซึ่งมันคงดูไม่ดีเท่าไหร่ เื่นี้ทำให้โม่เฟิงรู้สึกละอายใจเล็กน้อย
ห้างสรรพสินค้าเหมยอิง ถือว่าเป็ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองหนานผิง มีผู้คนเข้ามาเดินชอปปิงมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อวัน กล่าวได้ว่าที่นี่มีสินค้าทุกประเภทให้เลือกซื้อ ั้แ่เครื่องประดับทองคำและเงินราคาแพง ไปจนถึงไม้จิ้มฟัน จึงเป็หนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่คนนิยมมาชอปปิงกัน
หลังจากเดินวนไปมาในห้างสรรพสินค้าหลายรอบ โม่เฟิงก็เห็นผู้คนมากมายหลากหลายประเภท แต่ก็ยังไม่เจอของที่เหมาะกับจูลี่เลย จนตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าแล้วและสงสัยว่าทำไมผู้หญิงถึงชอบชอปปิงกันนัก พวกเธอไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ?!
สุดท้ายแล้ว โม่เฟิงก็ยังหาของขวัญที่ถูกใจให้จูลี่ไม่ได้ จึงไปนั่งพักที่โซนพักผ่อนในห้างสรรพสินค้า ทันใดนั้นก็มีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นมาจากด้านหลังพร้อมกับมืออันเรียวเล็กที่ตบไหล่ของเขาเบา ๆ หญิงสาวพูดว่า “ขอโทษนะคะ คุณช่วยถือของให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”