จิ่งเยี่ยนกุยพูดขึ้นข้างๆ “หนูได้ยินมาว่าโรคพิษสุนัขบ้า ยิ่งแผลใกล้สมองก็จะยิ่งออกอาการเร็ว คุณอาคะ มือของอาถูกกัด รีบกลับเข้าเมืองไปฉีดวัคซีนเถอะค่ะ ถ้าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะคะ”
อาหญิงใหญ่จิ่งทั้งโกรธทั้งกลัว แน่นอนว่าเธอรู้ดีว่าโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!
ครั้งที่แล้วที่เธอมาก็โดนหยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ไล่ตะเพิดออกไป ครั้งนี้กลับโดนเสี่ยวจ๋ายจ๋ายกัด แถมแม่แท้ๆ ยังปกป้องเสี่ยวจ๋ายจ๋ายตัวนั้นอีก!
ก่อนมาครั้งนี้เธอได้คุยโม้โอ้อวดกับอู๋ต้าเฉิงไว้ว่าจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ดังนั้นจึงข่มความไม่พอใจในใจไว้แล้วปั้นหน้ายิ้ม “ไม่เป็นไร ฉันว่าหมาตัวนี้สะอาดดีแล้ว ไม่น่าจะเป็นหมาบ้าหรอก แผลหายก็คงไม่เป็นอะไร”
เสี่ยวจ๋ายจ๋าย "โฮ่งๆๆๆๆๆๆ! (แกนั่นแหละหมาบ้า แกทั้งครอบครัวนั่นแหละหมาบ้า! ฉันต่างหากที่เป็นหมาที่สวยที่สุดเก่งที่สุดในโลก!)”
ครั้นอาหญิงใหญ่จิ่งได้ยินเสียงเสี่ยวจ๋ายจ๋ายก็อยากจะหันไปตีมันให้ตาย แต่หยางหว่านซิ่วกลับปกป้องมันไว้แน่นแล้วถามตรงๆ ว่า “ช่วงนี้แกกลับมาบ้านสองครั้งแล้ว มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
อาหญิงใหญ่จิ่งตั้งใจจะถามลองเชิงความเห็นของจิ่งเยี่ยนกุย แต่พอหยางหว่านซิ่วถามแบบนี้เธอก็ไม่พอใจ “ฉันกลับมาก็ต้องมาเยี่ยมแม่อยู่แล้ว! ก่อนหน้านี้ฉันยุ่งมากแทบจะไม่ได้กลับมาเลย แม่ก็บอกว่าฉันอกตัญญู แต่พอตอนนี้ฉันกลับมาบ่อยๆ แม่ก็ยังมาสงสัยเจตนาของฉันอีก แม่นี่เอาใจยากจริงๆ เลยนะ!”
หยางหว่านซิ่วจ้องหน้าเธอแล้วพูดว่า “ก็ได้ ในเมื่อแกกลับมาเยี่ยมฉัน อย่างนั้นก็ช่วยเอาผ้าปูที่นอนไปซักให้หน่อยก็แล้วกัน”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วยแม่ทำงาน แต่ฉันเจ็บมือ” อาหญิงใหญ่จิ่งชูมือที่พันผ้าไว้ให้ดู แล้วจ้องเสี่ยวจ๋ายจ๋ายตาเขม็ง “แม่ บ้านเราก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ยังจะเลี้ยงหมาอยู่ทำไม? ถ้าจะเลี้ยงก็เลี้ยงหมาที่มันว่าง่ายหน่อยสิ นี่เลี้ยงหมาโง่ๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน?”
เสี่ยวจ๋ายจ๋ายเห่าใส่เธออีกสองครั้ง
หยางหว่านซิ่วเหลือบมองเธอ “ฉันจะเลี้ยงหมาอะไรมันก็เรื่องของฉัน แกจะมายุ่งอะไร แกบอกว่ามือเจ็บ ซักผ้าไม่ได้ แต่ถอดออกได้ใช่ไหม? จะนั่งโง่อยู่ทำไม? ไปทำงานได้แล้ว!”
อาหญิงใหญ่จิ่งไม่ค่อยเต็มใจ แต่ด้วยความตั้งใจบางอย่างก็จำต้องอดทน
ผ้าปูที่นอนสมัยนั้นไม่ใช่แบบสวมปลอก แต่ใช้เข็มหมุดเย็บให้ติดกับขอบผ้าเอาไว้ จึงต้องถอดออกมาซัก
ผ้าปูที่นอนของหยางหว่านซิ่วเป็นผ้าสีเขียวปักลายดอกโบตั๋นใหญ่ๆ เนื้อผ้าค่อนข้างหยาบกระด้าง ส่วนด้านในเป็นผ้าฝ้ายลายตาราง ผ้าปูที่นอนชุดนี้ใช้มาสิบกว่าปีแล้ว ทั้งเก่าและชำรุดตรงขอบผ้า มีรอยปะตรงขอบผ้าหลายจุด
อาหญิงใหญ่จิ่งเห็นผ้าปูที่นอนชุดนี้ก็แสดงท่าทีรังเกียจอย่างมาก แค่สัมผัสก็รู้สึกว่ามันสกปรก ตอนนี้ให้เธอมาถอดซัก จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “แม่ ผ้าปูที่นอนของแม่เก่าและขาดมากแล้ว เปลี่ยนใหม่เถอะ!”
“โอ๋ย ลูกสาวฉันนี่เป็นห่วงฉันแล้วเหรอ เอาสิ แม่รอให้ลูกซื้อของใหม่มาให้ใช้อยู่นะ” หยางหว่านซิ่วพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
อาหญิงใหญ่จิ่งหุบปากฉับพลัน ผ้าปูที่นอนแบบนี้ถึงคุณภาพจะไม่ดีแต่ก็ยังมีราคาห้าหกหยวน เธอไม่ยอมเสียเงินซื้อให้หยางหว่านซิ่วหรอก
หยางหว่านซิ่วรู้ดีว่าลูกสาวคนโตของเธอเป็นคนอย่างไร ตอนนี้เงียบไปได้ก็ดีแล้ว
ที่จริงจิ่งเยี่ยนกุยซื้อผ้าปูที่นอนผ้าฝ้ายใหม่ให้หยางหว่านซิ่วสองชุดแล้ว แต่คนแก่ไม่ยอมใช้ ตอนนี้อาหญิงใหญ่จิ่งมา ก็เลยจับมาใช้แรงงาน ถอดผ้าปูที่นอนเก่าออก แล้วจะได้ใช้ของใหม่ซะที
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นวิธีที่หยางหว่านซิ่วปฏิบัติต่ออาหญิงใหญ่จิ่งก็รู้สึกขบขัน อาหญิงใหญ่จิ่งเป็นคนที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งและเห็นแก่ตัวมาก หยางหว่านซิ่วบอกว่าอาหญิงใหญ่จิ่งมาบ้านเป็นครั้งที่สองแล้ว ถ้าจะบอกว่าไม่มีเรื่องอะไร เธอก็ไม่เชื่อหรอก
อาหญิงใหญ่จิ่งถอดผ้าปูที่นอนเสร็จแล้วก็ตั้งใจจะชวนจิ่งเยี่ยนกุยคุย แต่ก็ถูกหยางหว่านซิ่วไล่ให้ไปนั่งใช้ไม้ทุบผ้าปูที่นอนข้างริมสระ
หยางหว่านซิ่วพูดว่า “ในเมื่อแกกลับมาเยี่ยมฉัน จะให้ฉันทำงานคนเดียว ส่วนแกนั่งดูอยู่ข้างๆ ได้ยังไง? ลูกสาวบ้านอื่นที่แต่งออกไปก็ยังกลับมาซักผ้าซักผ้าปูที่นอนให้แม่ทุกสามถึงห้าวันเลยนะ แต่แกแต่งงานไปก็ยี่สิบกว่าปีแล้วมั้ง เพิ่งกลับมาช่วยฉันซักผ้าเป็นครั้งแรก ต่อให้มือข้างหนึ่งโดนหมากัดไป มืออีกข้างก็ยังเอาไว้ทุบผ้าได้อยู่ดีนั่นแหละ!”
อาหญิงใหญ่จิ่งเถียงแม่ตัวเองไม่ได้ แถมยังมีความตั้งใจไม่ดีแอบแฝงอยู่ จึงทำได้แค่ทน แต่ก็ยังโอดครวญอยู่เรื่อยว่า “โอ๊ย ปวดเอว!” “โอ๊ย เจ็บมือ!”
จิ่งเยี่ยนกุยกับอาหญิงเล็กได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะ ไม่มีใครคิดจะช่วยพูดแทนอาหญิงใหญ่จิ่งเลยสักคน
พอใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวัน อาหญิงใหญ่จิ่งและหยางหว่านซิ่วก็ซักผ้าและผ้าปูที่นอนจนเสร็จ อาหญิงใหญ่จิ่งเห็นอาหญิงเล็กจิ่งกำลังทำอาหาร ก็พูดอย่างลำพองใจว่า“หงจวง ฉันเอาเนื้อมาด้วย ไปหั่นแล้วทำผัดเนื้อกินกลางวันสิ”
พูดจบก็กล่าวต่อด้วยความซาบซึ้งใจ “พวกแกคงไม่ได้กินเนื้อมานานแล้วใช่ไหม? ถึงบ้านเราจะเลี้ยงอะไรไว้ก็ได้กินแค่นั้น หมูที่บ้านก็เลี้ยงไว้รอปีใหม่ถึงจะฆ่า แถมพอฆ่าก็ยังไม่กล้าเก็บเนื้อดีๆ ไว้กินเลย มีแต่เครื่องในหมู”
“ส่วนไก่ที่บ้าน ก็ไม่เคยเห็นแม่เรายอมกินเลย แม่เราก็ขี้เหนียวซะด้วย กินเนื้อแต่ละทีไม่ต่างกับรอขึ้นปีใหม่! แกต้องขอบคุณฉันนะ ฉันมาช่วยทำให้มื้ออาหารของพวกแกดีขึ้น ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะได้กินเนื้ออีกทีเมื่อไหร่”
อาหญิงเล็กจิ่งเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน จึงปล่อยให้เธอพูดพล่ามไป พอเปิดดูเนื้อที่เธอหิ้วมา ก็พบว่าเนื้อมีแค่ประมาณครึ่งจินเท่านั้น แถมยังเป็นเนื้อส่วนคอที่ไม่น่ากินเลย ไม่ติดมันสักชิ้นเดียวอีกต่างหาก ทำให้เธอถึงกับพูดไม่ออก
หยางหว่านซิ่วเห็นก็โกรธขึ้นมาทันที “จิ่งซูจวง แกจะมาทำอุบาทว์อะไรที่นี่ ใครต้องการเนื้อชิ้นนี้ของแก ถึงแกจะเอาเนื้อชิ้นนี้ไปให้เสี่ยวจ๋ายจ๋าย มันก็คงไม่กินหรอก!”
พูดจบก็โยนเนื้อชิ้นนั้นออกไป เสี่ยวจ๋ายจ๋ายวิ่งไปดูเนื้อชิ้นนั้นแล้วก็เบือนหน้าหนี ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยเนื้อชิ้นนั้นออกไป ตามด้วยเชิดหน้ากลับมาอยู่ข้างๆ จิ่งเยี่ยนกุยอย่างสง่างาม
อาหญิงใหญ่จิ่งรีบร้อนขึ้นมาทันที “แม่ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกแม่มีความเป็นอยู่ยังไง ไม่ต้องมาทำเป็นคนหน้าใหญ่ใจโตต่อหน้าฉันหรอก…”
พอพูดถึงตรงนี้ก็ต้องหุบปากลงทันที เพราะเห็นหยางหว่านซิ่วถือมีดแล้ววางเนื้อหมูสามชั้นอย่างดีที่ติดมันสลับกับเนื้อ หนักประมาณหนึ่งจินลงบนเขียง
หยางหว่านซิ่วบอกอาหญิงเล็กจิ่งว่า “เอาไปทำหมูสามชั้นผัดพริก แล้วแบ่งให้หงอิงชามหนึ่งด้วย”
อาหญิงเล็กจิ่งรับคำทันที
หยางหว่านซิ่วหันไปมองอาหญิงใหญ่จิ่งด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า “ทีแรกฉันคิดว่าแกจะมีน้ำใจกลับมาเยี่ยมฉัน แล้วยังมาช่วยซักผ้าให้ ฉันก็เลยให้คนเชือดสัตว์แล่เนื้อส่งเนื้อดีๆ กลับมาให้ ที่ไหนได้ แกมันก็ยังเป็นคนนิสัยเสียเหมือนเดิม”
“ฉันรู้ว่าบ้านแกมีชีวิตความเป็นอยู่ดี อู๋ต้าเฉิงบ้านแกเป็นคนเมืองกินข้าวสารหลวง แถมยังเป็นหัวหน้าเล็กๆ ในหน่วยงาน แกดูถูกคนบ้านเดิม แถมยังกลัวว่าคนบ้านเดิมจะไปเกาะแกกิน แต่ที่ผ่านมาฉันเคยไปเกาะแกกินไหมล่ะ?”
“บ้านเราอาจจะไม่ดีเท่าบ้านแก แต่มันก็ไม่ได้แย่เหมือนที่แกคิด เอาความรู้สึกหวังดีอันน้อยนิดของแกเก็บไปซะ อย่ามาโอ้อวดต่อหน้าฉัน”