บทที่4 สุสานนักพรตเฒ่า
‘เ้านาย ท่านอย่าไปเลย มันอันตราย ท่านเพิ่งจะบรรลุวรยุทธ์ระดับสี่เท่านั้น สุสานของเซียนาไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะรับมือได้’ เสียงซ่งจูดังขึ้นตลอดทาง
ตอนนี้อ้ายเชียนมุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อไปยังทิศทางที่เขียนไว้ในแผนที่ โชคดีที่นางพอจะเดาสัญลักษณ์ของแผนที่ออก
หลังออกจากสุสานนอกเมืองมา ก็สามารถจับทิศทางขุมสมบัติในแผนที่ได้อย่างรวดเร็ว เพียงสองวันนางสามารถข้ามูเามาลูกหนึ่งแล้ว
‘มันควรจะเป็แถวนี้’ นางเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ตอนนี้ฟ้ามืดแล้วไม่ควรดิ้นรนตามหาต่อ เพราะหากพบกับอันตรายในตอนมืดรับมือได้ยากกว่าตอนสว่าง
คิดแล้วหญิงสาวก็เลือกที่จะมองหามุมอับ เพื่อกลับเข้าไปในมิติ สายตามองเห็นพุ่มไม้ไม่ไกลจึงเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล
ขณะที่คิดจะเข้าไปในโลกใบเล็กของตัวเอง อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนเท้าลอยอยู่บนอากาศ ร่างไถลลงไปในหลุมอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกที่ร่างกายไหลลงไปบนพื้นตามแรงโน้มถ่วง ทำให้อ้ายเชียนรู้สึกกังวล แต่นางไม่ได้ตื่นใ เก็บมือเท้าอย่างดีและรอรับแรงกระแทกเท่านั้น
เพราะความมืดทำให้มองไม่เห็นว่าจะสิ้นสุดปลายอุโมงค์เมื่อไหร่ แต่ดั่งนางลอดเข้ามาในถ้ำที่ไม่มีสิ้นสุด อุโมงค์พาไปส่งที่ใดก็ไม่อาจรู้ได้
ขณะที่คิดอยู่นั้น ร่างของนางก็กระแทกกับพื้นอย่างแรงจนกระอักเืออกมา
“แค่กๆๆ” หญิงสาวยืนขึ้นเตรียมตัว มือขวาต่อยไปที่กำแพงด้านหลัง
ตุบ… อสรพิษขนาดเท่าแขนของเด็กผู้หญิงหล่นลงข้างตัวนาง หัวมันแตกกระจายไม่เหลือเงาร่างเดิม แต่ยังไม่หมดเท่านั้น หญิงสาวกระทืบเท้าอีกสองสามครั้ง
อสรพิษที่เข้ามาใกล้ถูกกระทืบเข้าที่หัวโดยไม่อาจต้านทานได้ พวกมันกลายเป็ซากศพในทันที เมื่ออสรพิษตัวอื่นๆรับรู้ถึงความร้ายกาจของเด็กหญิงตรงหน้า พวกมันก็ถอยร่น หายเข้าไปในความมืดราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่
อ้ายเชียนไม่ได้ลดการระวังตัวลงแม้แต่น้อย ด้วยความสามารถของคนตาบอด ทำให้อ้ายเชียนมีประสาทััส่วนอื่นที่เร็วกว่ามนุษย์ทั่วไป แม้อยู่ในความมืดก็สามารถรับรู้การเคลื่อนไหวเล็กน้อยได้
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่นางสามารถโจมตีอสรพิษที่เข้ามาด้านหลัง ได้โดยไม่ต้องหันไปมอง นอกจากนี้วิชาหมัดมวยที่เรียนมา ยังมีความแม่นยำเหนือสิ่งใด ขอเพียงนางเล็งเป้าแล้ว ยากที่จะหลบ
เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาก็ช่วยให้มองเห็นรอบด้านได้ อ้ายเชียนแปลกใจเล็กน้อย เพราะตรงหน้านางมีสุสานป้ายหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่
หญิงสาวยิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจ ‘มาถึงแล้ว สุสานของผู้ยิ่งใหญ่จากยุคาอยู่นี่นี่เองสินะ ไม่คิดว่าจะมีเพียงสัตว์เดรัจฉานน้อยคอยปกปักษ์ แต่จะประมาทไม่ได้’
อ้ายเชียนยังคงระแวดระวัง นางค่อยๆเดินเข้าไปที่ป้ายหินหน้าสุสานทีละก้าว ทำให้มั่นใจว่าพื้นมั่นคงและไม่มีกับดัก
ที่น่าแปลกใจคือ ก่อนจะถึงป้ายหินสุสาน กลับมีป้ายไม้วางนอนระนาบกับพื้น ตัวอักษรราวกับเรืองแสงเป็สีเงินอ่อนๆทำให้นางต้องอ่านอย่างจำใจ
“ผู้มีวาสนาจึงเข้ามาได้ เข้ามาแล้วก็ไม่ต้องกังวลอันตราย เ้าจะเป็ลูกศิษย์คนต่อไปของข้า”
อ้ายเชียนโคลงหัวไม่เข้าใจ แต่เสียงของซ่งจูก็อธิบายขึ้นมา
‘เ้านาย เมื่อครู่ในอุโมงค์ ข้าสามารถรับรู้ถึงกับดักทางแยกมากมาย แต่ท่านกลับถูกส่งตรงมายังห้องสุสานนี้ ข้าคิดว่า...ภายในนั้นมีอาคมที่ช่วยคัดแยกพร์ของผู้คน เมื่อตรงตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้จึงจะถูกนำมาที่นี่ ท่านผ่านด่านทดสอบมาแล้วโดยไม่รู้ตัว’
อ้ายเชียนขมวดคิ้วสงสัย นางอดขนลุกขึ้นมาไม่ได้ เพราะหากตัวนางไม่มีเงื่อนไขที่ตรง ก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วจะถูกส่งไปที่ไหนกันแน่ อาจจะถูกส่งไปแล้วพบกับความตายทันทีเลยก็เป็ได้
‘แน่นอนว่าทางแยกเ่าั้มีแต่อันตรายรออยู่ แม้รอดกลับไปได้ก็ไม่สมบูรณ์...ข้าถึงได้บอกไงว่าเ้านายยังอ่อนแอเกินไปไม่ควรมาท้าทาย’ ซ่งจูอดบ่นไม่ได้
“เงียบเถอะ” อ้ายเชียนยิ่งฟังก็ยิ่งปวดใจ นางเกือบตายแล้วจริงๆ โชคดีที่นางบังเอิญผ่านเงื่อนไขที่ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ตั้งเอาไว้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาตั้งไว้ว่าอย่างไร
‘ข้าพูดจริงนี่นา หากว่าท่านแกร่งกล้ากว่านี้ ท่านจะสามารถรับรู้ได้แต่แรกแล้วว่าพุ่มไม้นั้นคือทางเข้าของด่านทดสอบ แล้วยังสามารถรู้ได้ว่าเส้นทางใดจะนำไปสู่อะไร แม้ไม่สามารถผ่านการคัดเลือกได้ ก็ยังมีโอกาสที่จะรอดมากขึ้นหากเลือกเส้นทางถูก แต่นี่ท่าน...’
“เลิกบ่น” อ้ายเชียนขมวดคิ้วนิดๆ นางยังขนลุกไม่หายเหมือนกันเถอะ เกือบตายเชียวนะ!
ขาเล็กๆก้าวไปตามทางเดิน หลังจากผ่านป้ายไม้นั้นมาแล้วอีกไม่กี่สิบก้าวก็ถึงตรงหน้าป้ายหินขนาดใหญ่เท่าตัวนาง
ตรงจุดนั้นมีแสงจันทร์ส่องเข้ามาในถ้ำพอดี ทำให้สามารถมองเห็นอักษรที่สลักเอาไว้ได้
“ปรมาจารย์ศิลปะการชงชา อี้เยี้ยง...ชงชา...เอ่อ” อ้ายเชียนรู้สึกพูดไม่ออก แต่ขณะที่นางจะพูดอะไรต่อ ก็รู้สึกเหมือนใต้เท้าไร้หลักยึดอีกครั้ง ราวกับโลกพลิกคว่ำลงมา
‘เ้านาย อาคมส่งตัว! ท่านอย่าขยับอยู่นิ่งๆ’ เสียงซ่งจูทำให้อ้ายเชียนยืนนิ่งๆ แต่ถึงอย่างไรนางก็รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนเครื่องเล่นรถไฟเหาะ ร่างกายปลิวไปมาตามกระแส
“อ๊าก...พี่ใหญ่ข้าไม่ยอม ข้าจะต้องชนะท่านให้ได้” เสียงเล็กๆของเด็กชายดังขึ้น ทำให้อ้ายเชียนลืมตาขึ้นอีกครั้ง
นางมองไปรอบด้านอย่างแปลกใจ ‘ตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหน’ ตัวนางมองเห็นเด็กชายสองคนกำลังยืนประจันหน้ากัน พวกเขามีใบหน้างดงามเกินจะเอ่ยออกมาเป็คำพูด หากเติบใหญ่ต้องเป็ชายหนุ่มที่หล่อเหลาแน่
รอบด้านของนางมีสวนดอกไม้ ลานหินสำหรับฝึกซ้อม บนลานนั้นมีหม้อหลอมโอสถที่ตั้งวางเอาไว้ ขณะที่เด็กทั้งสองยืนห่างออกมาหน่อย แต่ดูแล้วเหมือนพวกเขายืนอยู่หน้าหม้อหลอมของใครของมัน
“ไม่ยอมก็ต้องยอม เ้าไม่อาจกราบอาจารย์ได้เพราะแพ้ข้าอย่างหมดท่า”
“เช่นนั้นทำไมนางจึงกราบอาจารย์ได้ ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอม” เด็กชายทำท่าทางงอแง ก่อนจะชี้นิ้วมาทางที่อ้ายเชียนยืนอยู่
อ้ายเชียนมึนหัวตึ้บ งงว่าตนเองเกี่ยวอะไรด้วย ขณะที่คิดก็ยกมือขึ้นดู ปรากฎว่าแขนของนางเล็กลงมาก ดูสั้นและอวบขึ้นส่วนหนึ่ง เมื่อยกมือขึ้นแตะใบหน้า พบว่ามีแก้มยุ้ยแปลกๆเพิ่มเข้ามา นอกจากนี้ผ้าผูกตาที่นางพันเอาไว้ก็หายไปแล้ว
หญิงสาวไม่สนใจเด็กชายทั้งสองที่ทะเลาะกัน กลับเดินหันหลังไปยังบ่อบัวด้านข้าง เมื่อไปถึงก็ชะโงกมองด้วยสายตาฉงน ภาพที่ปรากฎตรงหน้า...คือใครกัน
“เสี่ยวอ้ายทำอะไร เ้ามานี่” ชายหนุ่มที่เคยอยู่ในลานปรากฎกายข้างนาง ก่อนจะใช้แขนเดียวช้อนก้นอุ้มนางขึ้น ให้นั่งอยู่บนแขนของเขา
“พี่ใหญ่ปล่อยนาง ข้าไม่ยอมรับนางมาเป็ศิษย์พี่ของข้า” เด็กหนุ่มที่ดูดื้อรั้นผู้นั้นก็ตามมาด้วย
“เสี่ยวฟ่งอย่าเสียมารยาท เสี่ยวอ้ายมีพร์เหนือใคร เป็ความหวังของพวกเราทุกคน เราต้องดูแลนางให้ดี”
“อาจารย์ก็จากไปแล้ว เหตุใด เหตุใดจึงไม่เลือกข้าเป็ศิษย์น้องของท่าน กลับเลือกใครก็ไม่รู้” เสียงเด็กดื้อยังคงดัง
แต่อ้ายเชียนกลับหรี่ตาลง เมื่อเสียงของซ่งจูหายไปจากความรู้สึกของนาง กระทั่งนางเรียกเขาเท่าไหร่ก็ไม่มีการตอบกลับ
‘ที่นี่มันที่ไหนกัน...แล้วทำไมข้าจึงกลายเป็เสี่ยวอ้ายอะไรนี่ เป็เด็กสามสี่ขวบเท่านั้น’ คิดว่าร่างกายของหญิงบ้าตระกูลโจวเด็กแล้ว ตอนนี้นางกลับมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงอายุสามสี่ขวบเท่านั้น...เด็กกว่ากันเยอะ
“เลิกเซ้าซี้ ไปฝึกวิชาให้แกร่งกล้ายิ่งขึ้นแล้วมาประลองกับข้าอีกครั้ง หากเ้าสามารถเอาชนะข้าที่ออมมือให้ห้าส่วนได้เมื่อใด เหล่าศิษย์พี่ย่อมรับเ้าเข้าร่วมสำนัก” เมื่อผู้เป็ศิษย์พี่กล่าวจบ ชายหนุ่มที่ชื่อเสี่ยวฟ่งก็ยืนอยู่เื้ั ทำได้เพียงมองตามหลังศิษย์พี่ของเขาอย่างเศร้าสร้อย
อ้ายเชียนนิ่งไม่กระดุกกระดิกแม้แต่น้อย กลับมีความรู้สึกเหมือนร่างเล็กๆนี้ขยับไปเอง กระทั่งเอ่ยปากด้วยตัวเอง
“ศิษย์พี่ ข้าอยากไปศึกษาวิชาปรุงยากับศิษย์พี่ใหญ่” เสียงเล็กๆของเด็กผู้หญิง กลับนิ่งสงบราวกับคนโต ทำให้อ้ายเชียนแปลกใจอย่างยิ่ง
“ได้...เสี่ยวอ้าย แม้อาจารย์จากพวกเราไปนานแล้ว และเ้าไม่เคยได้รับการสอนสั่งแต่ก็ถือว่าสืบทอดวิชาจากอาจารย์ รวมถึงเจตนารมณ์ของท่าน เ้าต้องตั้งใจ”
เมื่อเด็กหนุ่มพูดถึงเื่นี้ อ้ายเชียนก็นึกขึ้นได้ว่านางมองเห็นป้ายหลุมศพ ‘ปรมาจารย์ศิลปะการชงชา อี้เยี้ยง’ นี่ต้องเกี่ยวข้องกับเื่แปลกๆที่นางพบเจอแน่ๆ
แต่ว่า...การชงชามีอะไรสำคัญงั้นเหรอ? ทำไมพวกเขาทำเป็ใหญ่โต ราวกับเป็โลกทั้งใบอย่างนั้น อ้ายเชียนอดสบถในใจไม่ได้ นางต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนกันแน่