บทที่ 9 การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้น
ทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจกันขวางอยู่ตรงหน้าประตู ไม่ยอมให้หลี่เซียงหลานผ่านไปได้ง่าย ๆ
เหล่าป้า ๆ ในหมู่บ้านชื่นชอบการมุงดูเื่ชาวบ้านเป็ที่สุด เื่ของคนอื่นใคร ๆ ก็อยากรู้ แต่เื่ฉาวในบ้านของหลี่เซียงหลานเองนี่สิที่หาดูได้ยากยิ่งนัก หากได้ยืนดูต่ออีกสักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย!
เมื่อเห็นสีหน้าของหลิวผิงเริ่มถอดสี ซูอวี้จู๋กับเสิ่นฟางไห่ก็ยิ่งทวีความไม่พอใจ ส่วนเสิ่นหนานซิงรู้สึกว่านาทีทองอันยอดเยี่ยมที่สุดมาถึงแล้ว!
ที่ผ่านมาทุกคนมักจะคิดว่าเสิ่นฟางไห่มีเงินเดือนประจำ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ภรรยาและลูก ๆ ของตัวเองต้องอดอยากแน่ แม้แต่ผู้ใหญ่ในตระกูลเสิ่นก็ยังต้องเกรงใจครอบครัวนี้ เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็คนเดียวในบ้านที่มีรายได้ แล้วเขาจะปล่อยให้ลูกเมียต้องตกระกำลำบากได้อย่างไร?
ทว่าความจริงกับจินตนาการนั้นห่างไกลกันเหลือเกิน พ่อของเธอหาเงินเลี้ยงคนทั้งบ้าน แต่พี่น้องของเธอกลับมีชีวิตที่อัตคัด ยิ่งกว่าครอบครัวที่เอาแต่นอนรอความตายเสียอีก!
เสิ่นหนานซิงค่อย ๆ ดึงชายเสื้อของซูอวี้จู๋ ทั้งแม่และลูกสาวมีความคิดตรงกันในวินาทีนี้ทันที
"ป้า ๆ คะ ในเมื่อพวกคุณมากันพร้อมหน้าแล้ว หนูก็ไม่รู้สึกอายแล้วค่ะ ขอให้พวกคุณช่วยตัดสินให้ความเป็ธรรมกับครอบครัวเราหน่อยได้ไหมคะ!"
"พี่ไห่เกิดอุบัติเหตุรถชนเมื่อหลายวันก่อน หมดสติอยู่ในโรงพยาบาล ต้องให้ฉันคอยดูแลอยู่คนเดียว หนานซิงกลัวว่าฉันจะเหนื่อยเกินไป และกลัวว่าพ่อตื่นมาแล้วไม่มีอะไรตกถึงท้อง เลยคิดจะเอาหมั่นโถวจากบ้านมาให้พวกเราสองลูกค่ะ แต่หมั่นโถวยังไม่ได้กิน ลูกสาวฉันก็โดนทำร้ายทารุณแบบนี้เสียก่อน!"
ทันทีที่ซูอวี้จู๋เปิดปาก น้ำตาก็ไหลพราก ขณะที่พูดเธอก็ลูบหัวของเสิ่นหนานซิงให้ทุกคนเห็นเด่นชัด
เสิ่นหนานซิงให้ความร่วมมืออย่างดีเยี่ยม แผลที่หัวมีรอยช้ำม่วงและมีสะเก็ดเืตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้ผู้คนปักใจเชื่อได้ง่ายขึ้น และในเวลานี้ ถ้าควรจะร้องไห้ก็ต้องร้อง! เธอปล่อยให้น้ำตาหยดลงมาอย่างเงียบ ๆ
ในทันใดนั้น ลานบ้านตระกูลเสิ่นก็เต็มไปด้วยบรรยากาศเศร้าโศก ผู้คนที่มุงดูต่างเงียบกริบ เด็กตัวแค่นี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน!
"ทำกับฉันแบบนี้ แถมยังไม่ให้ลูกฉันเอาหมั่นโถวดี ๆ มาด้วยซ้ำ สุดท้ายฝืนเอาหมั่นโถวค้างคืนมาให้สองลูก หนานซิงต้องเดินมาโรงพยาบาลจนหมดสติล้มพับไปเลยค่ะ หมอวินิจฉัยว่าเป็สมองกระทบกระเทือน! ถ้าไม่ได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลพอดี ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น!"
ซูอวี้จู๋ราวกับเปิดเส้นชีพจรแห่งความทุกข์โศก ขณะที่พูดก็ร้องไห้โฮ ทำให้หัวใจของคนที่มุงดูรู้สึกเ็ปตามไปด้วย
"หลิวผิง คุณก็เห็นเด็กคนนี้เติบโตมาั้แ่ตีนเท่าฝาหอย คุณใจร้ายขนาดนี้ได้ยังไง! ไม่ใช่แค่ทำร้ายคน แต่ยังหน้าไม่อายใส่ร้ายว่าลูกสาวฉันเป็ขโมย! คุณกำลังจะทำลายชีวิตลูกสาวฉันนะ!"
ซูอวี้จู๋มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในใจ แต่บนใบหน้ากลับแสดงออกถึงความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดแสน
'ในเมื่อเธอเริ่มก่อเื่ก่อน ฉันก็จะตอบโต้ให้ถึงที่สุด ให้ทุกคนได้รู้ว่าครอบครัวเราใช้ชีวิตแบบไหนในตระกูลเสิ่น!'
หลิวผิงพูดไม่ออก หน้าถอดสี เห็นได้ชัดว่าถูกซูอวี้จู๋คุมเกมไล่ต้อนจนมุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
"จึ๊ ๆ ๆ แล้วไอ้เสิ่นฟางไห่นี่มันเป็อะไรกันเนี่ย? ถึงขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่ประกาศแยกครอบครัวออกไปอีกนะ?" ชาวบ้านบางคนที่มุงดูและไม่คุ้นเคยกับตระกูลเสิ่นถามด้วยความสงสัย
"ก็พวกผู้ใหญ่ข้างบนขวางอยู่น่ะสิ! ไอ้คนโตมันไร้ความสามารถ ได้แต่รอเงินของคนรองมาเลี้ยงดูบ้านเท่านั้นแหละ! แต่ครั้งนี้มันเกินไปแล้วนะ!" มีคนที่รู้ความจริงบางคนโพล่งออกมาในประโยคเดียว เมื่อเหลือบเห็นหลี่เซียงหลานเดินเข้ามา
ผู้คนในฝูงชนต่างส่งเสียง "อ๋อ!" ออกมาพร้อมกัน ราวกับเพิ่งเข้าใจกระจ่างแจ้ง! ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง!
ในตอนนี้ หลี่เซียงหลานรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างที่สุด หากปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไป เธอคงไม่มีหน้าเหลือให้ชูคอแล้ว!
"จะเอะอะโวยวายทำเื่ใหญ่โตอะไรกันนักหนา ไม่เห็นน่าอายตรงไหนเลย! ทุกคนกลับเข้าบ้านให้หมด! ส่วนพวกเธอก็เลิกมุงเลิกมองกันได้แล้ว บ้านฉันไม่ได้เปิดโรงทานทำอาหารแจกนะ!" เธอผลักฝูงชนออกไปอย่างแรง เดินเข้าไปในลานบ้านแล้วหันกลับมาปิดประตูรั้วฟางเสียงดังปัง
แต่ประตูบานนั้นกลับสั่นไหวและพังทลายลงมาอย่างน่าใจหาย ราวกับความสงบสุขจอมปลอมที่ถูกซ่อนไว้ในตระกูลเสิ่นมาแสนนานได้พังทลายลง ไม่มีทางอื่นแล้ว ทำได้เพียงปล่อยให้ทุกคนดูความวุ่นวายนี้ต่อไป
เสิ่นหนานซิงสังเกตเห็นหลี่เซียงหลานที่ถูกฝูงชนขวางอยู่ั้แ่เมื่อครู่ ย่าคนนี้เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นมักจะทำตัวใจดีแต่แท้จริงแล้วร้ายกาจ วันนั้นเธอเห็นทุกอย่าง แต่กลับไม่มีคำตำหนิใด ๆ พูดกับหลิวผิงเลย
เสิ่นฟางไห่เห็นแม่กลับมาก็มีท่าทางเกร็ง ๆ ราวกับเด็กที่ถูกผู้ใหญ่จับได้ว่าทำเื่ผิด แต่หลิวผิงกลับเหมือนได้ที่พึ่งพิง เธอจ้องมองซูอวี้จู๋อย่างดุดัน จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปหาทันที
"แม่คะ ถ้าแม่ไม่กลับมา หนูคงโดนคนใส่ร้ายจนอกแตกตายแน่ ๆ ค่ะ!"
หลี่เซียงหลานจ้องมองลูกสะใภ้ใหญ่ กวาดสายตามองทุกคนในลานบ้าน ก่อนจะหยุดอยู่ที่ซูอวี้จู๋
"ทุกคนเข้าไป! อย่ามาทำตัวน่าอายข้างนอก! ทำไม? คำพูดของฉันไม่มีความหมายไม่มีน้ำหนักแล้วเหรอ?!"
ซูอวี้จู๋ยืนนิ่ง เธอเคยคิดว่าผู้ใหญ่จะให้ความเคารพเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอก็เห็นธาตุแท้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว สิ่งที่เธอโกรธยิ่งกว่าคือการที่หลิวผิงไม่เห็นหนานซิงเป็คน คุณเป็ย่าของเด็กคนนี้ ตอนที่หนานซิงโดนตี คุณทำอะไรอยู่?
ดังนั้นซูอวี้จู๋จึงไม่ยอมแพ้ เธอจ้องมองแม่สามีด้วยสายตาท้าทาย เมื่อวานสู้กันมาแล้ว วันนี้สู้ต่อก็ไม่เป็ไร!
"แม่คะ บางเื่ก็ควรพูดให้ชัดเจนดีกว่าค่ะ มันเกี่ยวกับชื่อเสียงของหนานซิง! พวกเราก็เป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน ไม่มีอะไรน่าอายขนาดนั้นหรอกค่ะ"
ยังไม่ทันที่ภรรยาจะพูดจบ เสิ่นฟางไห่ก็ก้าวออกมา แม่เป็แม่ของเขา จะตีจะด่าก็ให้เขาเป็คนรับแทน!
"เหล่าเอ้อร์! แกต้องขัดใจฉันให้ตายเลยใช่ไหม? สะใภ้รอง! เธอเข้าไปเดี๋ยวนี้! คำพูดของแม่สามีอย่างฉันมันไม่มีความหมายแล้วสินะ?" หลี่เซียงหลานชี้หน้าเสิ่นฟางไห่ มือสั่นเทาไม่หยุดด้วยแรงโทสะ
"หนานซิงโตเป็สาวแล้ว แค่เอาหมั่นโถวมาสองลูก ก็โดนทำแบบนี้ แถมยังถูกใส่ร้ายว่าเป็ขโมย! ทำไมล่ะคะ? เงินเดือนละสิบห้าหยวนที่เราส่งมาให้ ลูกสาวฉันจะกินหมั่นโถวหนึ่งลูกไม่ได้เชียวเหรอ? งั้นเื่นี้ฉันต้องคิดบัญชีให้จบ!" ซูอวี้จู๋หมดความอดทนแล้ว เธอทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป
"ดี! ดีมาก! เหล่าเอ้อร์! นี่คือเมียรักของแก! แกไม่คิดจะสั่งสอนเธอหน่อยเหรอ? พวกแกตกลงกันมาแล้วใช่ไหม?!" อย่าพูดถึงเื่เงินเลย พอพูดถึงเื่เงินทีไร หลี่เซียงหลานจะหน้ามืดเป็ลมทุกที
"เหล่าเอ้อร์! เมียแกกำลังบีบให้แม่ตายนะ! แม่คะ อย่าเป็อะไรไปนะคะ!" หลิวผิงไม่ปล่อยโอกาสทองหลุดลอยไป รีบเข้าไปประคองหลี่เซียงหลานทันที
แววตาของเสิ่นหนานซิงวูบไหว นี่คือกลยุทธ์ที่คุณย่าชอบใช้ ถ้าพูดไม่ชนะก็แสร้งป่วย เื่ใหญ่ ๆ ในชาติที่แล้ว เธอก็เคยเห็นคุณย่าใช้วิธีแบบนี้บีบให้พ่อยอมตาม เธอมองไปที่เสิ่นฟางไห่ ท่าทีของพ่อในตอนนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเขายังไม่ยืนหยัด เื่นี้ก็คงจบลงแบบเดิม และเธอก็เห็นเสิ่นฟางไห่ขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความลังเล
เสิ่นหนานซิงหัวเราะเยาะตัวเอง พ่อกำลังลังเลเพราะกตัญญูเกินเหตุ เธอรู้ดี แต่ว่าวันนี้มีเธออยู่ ถ้าหลี่เซียงหลานอยากจะไปเจอยมทูต เธอก็สามารถดึงกลับมาได้อีกครั้ง!
ซูอวี้จู๋เองก็มองไปที่เสิ่นฟางไห่ ในโรงพยาบาลเธอพูดทุกอย่างไปหมดแล้ว ถ้าเขายังดื้อรั้น ก็อย่ามาโทษเธอ! แม่ลูกทั้งสองต่างส่งคำขาดสุดท้ายให้กับเสิ่นฟางไห่ผ่านสายตา
"แม่ครับ เื่ของหนานซิง ความจริงมันชัดเจน พี่สะใภ้ใส่ร้ายและทำร้ายลูกสาวของผม อย่างอื่นผมไม่ขอ แต่พี่สะใภ้ต้องขอโทษหนานซิงให้ได้ครับ!"
เสิ่นฟางไห่เกือบจะยอมตามใจมารดาแล้ว แต่เื่ราวหลายวันที่ผ่านมาทำให้เขาคิดหนัก หากไม่ทำเพื่อลูกสาวตัวเองให้ได้ก่อน เขาจะยังคู่ควรกับการเป็พ่อหรือไม่? ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาละเลยความทุกข์ใจของภรรยาและลูก ๆ นับจากวันนี้ไปก็ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไข
ยิ่งไปกว่านั้น พอพูดออกไปแล้ว มันกลับไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่กลับรู้สึกโล่งใจ เขาทำตัวกตัญญูมาหลายปี แม่คงไม่โกรธเพราะเื่แค่นี้หรอก ทว่าเสิ่นฟางไห่ไม่รู้เลยว่า ความลังเลเมื่อครู่ เกือบจะทำให้เขาต้องสูญเสียภรรยาและลูกสาวไปตลอดกาลเสียแล้ว