วันถัดมา
ณ บ้านปฏิทิน
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ ปฏิทินยกโน๊ตบุ๊คไปทำงานที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้าน โดยมีต้าร์นอนเล่นที่แคร่ไม้อยู่ใกล้
“มึงไม่รู้สึกเบื่อเลยหรอ” จู่ ๆ ต้าร์เอ่ยถามอีกฝ่าย
“หมายถึง?” ปฏิทินตอบ แต่ไม่ได้หันหลังไปมองอีกฝ่าย
“งานที่มึงกำลังทำอยู่” เพราะอีกฝ่ายแปลนิยายแทบจะทุกวัน
“…” ปฏิทินหยุดพิมพ์ชั่วขณะ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ภายในใจ ก่อนจะหันหน้ากลับมาตอบ
“ก็มีเบื่อนะ แต่ความสุขที่กูได้ทำ มันเยอะกว่า” ปฏิทินคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
“อิจฉาว่ะ ที่มึงรู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่กูยังไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วกูชอบอะไร”
ปฏิทินมองสีหน้าเพื่อนที่ดูหงอยลง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “กูเคยได้ยินมานะ เขาบอกว่า คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อาจมาจาก ยังไม่ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่มากพอ”
“…”
“แต่เขาก็บอกอีกว่า ไม่ต้องกดดันตัวเองขนาดนั้น เพราะทุกคนมีจังหวะชีวิตเป็ของตัวเอง ถึงจะเจอสิ่งที่ใช่ แต่ด้วย่เวลา หรือประสบการณ์ตอนนั้นของเรายังไม่ตอบโจทย์ มันก็อาจจะกลายเป็สิ่งที่เกลียดไปเลยก็ได้” ปฏิทินพูดตามที่คิด
“พูดดีว่ะ มันน่าให้รางวัลจริง ๆ” ไม่พูดเปล่า ต้าร์ลุกจากแคร่ไม้ไผ่ เดินมาหอมแก้มปฏิทินฟอดใหญ่
“ฟอด”
“เฮ้ย!!!มึงจะมาหอมกูทำไมเนี่ย!!!” ปฏิทินโวย และรีบดันหัวเพื่อนสนิทออก
“ก็มึงพูดดีอ่า…กูมีกำลังใจตามหาสิ่งที่ชอบเยอะเลย” ต้าร์ยิ้มแฉ่งส่งให้เพื่อนสนิท
“กลับไปนั่งที่เดิมมึงเลย กูจะทำงานต่อ รบกวนสมาธิกูจริง ๆ “ปฏิทินโวยเพื่อนสนิท พร้อมกับส่ายหน้าอย่างเอือม ๆที่เพื่อนชอบทำตัวเหมือนเด็ก เอะอะกอด เอะอะหอม
“ก็ได้” ต้าร์ยิ้มอย่างพอใจ แล้วกลับไปนอนเล่นโทรศัพท์รอที่แคร่เหมือนเดิม
.
.
ผ่านไปสักพัก ต้าร์เกิดคำถามขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วมึงรู้ได้ไงว่าตัวเองชอบแปลนิยาย ?”
ปฏิทินหยุดชะงักพิมพ์อีกรอบ ดี ที่รอบนี้เหลือแปลไม่ค่อยเยอะ จึงหันหน้ากลับมาหาต้าร์ แล้วนั่งนึกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นในการเจอสิ่งที่ชอบ
“มันน่าจะเริ่มจากตอนเด็ก ๆ กูชอบดูการ์ตูนมาก ๆ”
“…” ต้าร์ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาทร์ตั้งใจฟังที่อีกฝ่ายเล่า
“พอมาตอน ป.4 กูได้อ่านหนังสือการ์ตูนครั้งแรก จำได้เลยว่ากูอ่านจนลืมลงไปกินข้าว จนแม่ดุ” ปฏิทินหลุดขำออกมา เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ทำให้ต้าร์หลุดขำตามไปด้วย
“กูก็อ่านมาเรื่อย ๆ จนประมาณ ม.2 มั้ง ถ้าจำไม่ผิด ก็เริ่มได้อ่านนิยายจากแอพ เป็นิยายแนวความรัก เฮ้ย!!ตอนนั้นกูตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็แนวใหม่ที่กูยังไม่เคยลองอ่าน กูก็รู้สึกชอบ”
“…” ต้าร์อมยิ้มตาม เมื่อเห็นสายตาที่เป็ประกายของปฏิทินในยามที่เล่าในสิ่งที่ตัวเองชอบ
“แล้วกูก็เริ่มอ่านหลาย ๆ เื่มากขึ้น บางตอนกูรู้สึกขัดใจ เลยลองเขียนนิยายของตัวเองดูเื่แรกตอนนั้น อยู่ มหาลัยปี 1 พออัพตอนแรกลงปุ๊บ กูตื่นเต้นมาก ว่าจะมีใครเข้ามาอ่านนิยายกูมั้ย แล้วมันก็มีคนเข้ามาอ่าน 1 คน แค่ 1 คน กูก็ดีใจสุด ๆ แล้ว"
“…”
“จาก 1 เื่ ก็เป็ 2 3 4 เื่ แต่พอแต่งไปเรื่อย ๆ กูเริ่มหมดไฟในการแต่ง สมองมันตื้อไปหมด มันไม่เห็นมีความสุขเหมือนตอนที่กูอ่านเลย” สีหน้าปฏิทินดูเศร้งลง
“…” ต้าร์เศร้าไปด้วย
“จนกูอยู่ ปี 2 มันมีให้เลือกเรียนเสรี กูเลยลองลงเรียนภาษาญี่ปุ่นดู แล้วอาจารย์ให้ลองเขียนบทความสั้น ๆที่ชอบ พร้อมกับแปลเป็ภาษาไทยและอังกฤษมาส่ง ตอนนั้นกูนึกไม่ออกเลยว่าจะเขียนอะไร กูเลยลองพิมพ์หาดู ส่วนมากก็เป็บทความ แต่กูว่ามันวิชาการไปอะ กูไม่ชอบ เลื่อนลงมาสักพัก ดันมาเจอนิยาย กูเลยลองแปลดู เฮ้ย!!!มันดีว่ะ กูชอบ กูเลยยกเนื้อหาบาง่ที่กูชอบไปส่งงานอาจารย์”
“แล้วเป็ไงต่อวะ?” ต้าร์เริ่มตื่นเต้นตาม
“ก็แปลผิดหลายคำอ่ะดิ 555 แต่อาจารย์ก็ช่วยแนะนำ ทำให้คำมันดูสละสลวยยิ่งขึ้น”
“แล้วไงต่อ ๆ”
“กูอยากรู้ว่าเนื้อเื่นิยายเป็ไงต่อ ก็เริ่มฝึกแปล เริ่มขยันเรียนทั้งในห้อง แล้วก็เรียนเพิ่มเติมในเน็ตไปด้วย พอกูเจอนิยายดี ๆ กูก็พอยากแชร์ เพราะมันยังไม่มีแปลไทย กูเลยแปลเล่น ๆลงในเพจ คนก็เข้ามาอ่านเยอะนะมึง แล้วก็มีคนเข้ามาทักในแชตว่าการแปลนิยายลงสาธารณะแบบนี้อาจติดลิขสิทธิ์นะ กูเลยหาข้อมูล แล้วขอแปลแบบส่งสำนักพิมพ์”
“เข้าเลยรับงานจากมึงั้แ่วันนั้น?” ต้าร์เอ่ย
“ไม่อะ! เขาไม่รับ เขาบอกว่ากูแปลยังไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วคำแปลก็ยังไม่สละสลวย กูยอมรับว่าท้อนะ กะว่าจะเลิกแปลแล้ว แต่อีกใจก็อยากลองอีกสักตั้ง กูกลับมาศึกษาให้มากขึ้น ฝึกแปลไปเรื่อย ๆ ส่งไปที่สำนักพิมพ์ 30 กว่าเล่ม แต่เขาก็ไม่รับ จนกูเรียนจบ จนได้ไปทำงานด้านที่เรียนมา จู่ ๆ สำนักพิมพ์ก็ติดต่อมา บอกว่าไอ้เื่ล่าสุดที่กูส่งไปเมื่อ 9 เดือนก่อน เขาชอบ แล้วอยากตีพิมพ์ ตอนนั้นกูดีใจมาก แล้วเขาก็ส่งนิยายมาให้กูแปล กูทำงานสองอันควบคู่กัน จนกูรู้แล้วว่าจริง ๆ แล้ว กูชอบแปลนิยาย กูเลยลาออกมาทำงานแปลอิสระนี่แหละ”
“เก่งว่ะ น่าให้รางวัล” ต้าร์ลงจากแคร่ เดินมาจะหอมแก้มปฏิทินอีกครั้ง แต่
หมับ!!
ปฏิทินดันหน้าของต้าร์ไว้อย่างรู้ทัน
“หยุดเลย!!! ให้รางวัลบ้าอะไร กูเปลืองตัวตลอด!!!”
.
.
1 สัปดาห์ต่อมา
วันเสาร์ เวลา 10:23 น.
ณ บ้านเกม
เกมพาฉิมขึ้นไปนอนกลางวันที่ห้อง หลังจากทานข้าวมื้อเช้าเสร็จ ตอนนี้เขามีเวลาว่าง จึงแวะไปบ้านเพื่อนสนิทที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะสัปดาห์ที่แล้วยุ่งมาก เลยไม่ได้แวะไป
ณ บ้านปฏิทิน
พอเกมเดินออกมาหน้าบ้านก็เห็นเพื่อนสนิทสองคนนั่งอยู่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้านแล้ว
“่นี้มึงมาค้างที่นี่บ่อยไปนะ” เดินมาถึงก็ขอแซวสักหน่อยแล้วกัน
ต้าร์และปฏิทินหันไปมองหน้าเพื่อนสนิท
ปฏิทินเอ่ยตอบ “เออใช่!!แม่งมันคงลืมทางกลับบ้านมันแล้วมั้ง!!!” แล้วหันมามองค้อนใส่ต้าร์
“อา…ท่าจะจริง” ต้าร์พยายามแกล้งนึก ก่อนจะเอ่ยต่อ “งั้นกูอยู่บ้านมึงถาวรเลยแล้วกัน”
“ไม่ได้!!!” ปฏิทินสวนขึ้นทันที
ต้าร์และเกมนั่งขำกับท่าโกรธของอีกฝ่าย
“ขำอะไร!!ตลกมากรึไง ฮะ!!!” ปฏิทินโวยเพื่อนทั้งสองที่ขำเขาไม่หยุด
“มาก!!” ต้าร์และเกมตอบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“แล้วเื่มึงกับอั๋นเป็ไงบ้างวะ?” ต้าร์หันมาถามเกม
“ไม่ได้คุยกันเลยว่ะ” สีหน้าเกมดูเศร้าลง
“กูว่าถึงคุย น้องมันคงไม่ยอมคุยกับมึงหรอก เพราะมึงอยู่กับฉิมซะขนาดนี้” ปฏิทินเสริม
“แต่กูกับฉิมเหลือสถานะแค่พี่น้องแล้วนะเว้ย!” เกมแย้งขึ้น
“แล้วมึงคิดว่าน้องมันจะเชื่อมั้ย?” ปฏิทินสวน
“…” เกมเงียบ
“เอาน่า...ให้เวลามันทำงานหน่อย เดี๋ยวฉิมก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านแล้ว มึงค่อยไปเคลียร์กับน้องมันทีหลังก็ได้” ต้าร์ปลอบใจเพื่อน
“แต่กูกลัวว่ะ…”
“…” ทั้งสองเงียบ
“กลัวว่าน้องมันจะไม่ได้ชอบกูเลย…” พอคิดแบบนี้ ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา
“มึงถามน้องมันแล้วรึไง?” ปฏิทินชวนให้เพื่อนคิด ว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุป
เกมมองหน้าเพื่อนแล้วนึกตาม
“งั้นมึงชอบกูมั้ย?” จู่ ๆต้าร์เอ่ยขึ้น แล้วมองหน้าปฏิทิน
“…ถามบ้าอะไรเนี่ย” ปฏิทินขำกลบเกลื่อน
“เอ้า? ก็เมื่อกี้มึงบอกให้ถาม ถ้าอยากรู้” ต้าร์แย้ง
“กูหมายถึงให้ไอ้เกมไปถามอั๋น ไม่ใช่ให้มึงมาถามกู!”
“เฮ้อ…สักนิดก็ไม่มี?” ต้าร์ยังตื๊อต่อ
“หึ!ไม่มีอะ ใครจะไปชอบมึง แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว” ปฏิทินตอบ แต่รู้สึกเจ็บแปล๊บที่อกขึ้นมาแปลก ๆ แฮะ
(ตัวเองก็มีคนที่ชอบอยู่แล้ว ยังจะมาเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นอีก มันน่าตบให้คว่ำสักทีเลยดีมั้ย!!!) ปฏิทินคิดโมโหอยู่ในใจ
“…”
เกมตบไหล่ต้าร์เชิงปลอบใจ