มือเรียวนำอาหารที่เหลือห่อใบบัวเรียบร้อยแล้วจึงหันไปล้างมือปลดผ้ากันเปื้อนออก หญิงสาวส่งยิ้มให้คนในครัวหอบเอาอาหารที่เหลือใส่ตะกร้าแล้วเดินออกมาภาพเหล่านี้เป็ภาพที่คุ้นตาของคนในหอวสันต์รัญจวน
ฐานะของเสิ่นฉางซีเป็เพียงแม่ครัวในหอนางโลมทว่านางก็เป็คนที่ประมุขซูส่งตัวมาผู้อื่นจึงไม่มีใครกล้าวุ่นวายกับแม่ครัวผู้นี้นัก นางทำหน้าที่ของนางได้อย่างดีเป็ที่พอใจของประมุขซูผู้มีอารมณ์แปรปรวนก็เพียงพอแล้วเพราะเมื่อใดก็ตามที่ประมุขหญิงแห่งพรรคมารเกิดอารมณ์ไม่คงที่อาหารรสมือของเสิ่นฉางซีกับท่าทีสงบเยือกเย็นนั้นพอช่วยให้ทุกคนรอดพ้นหายนะไปได้
หญิงสาวเดินถือตะกร้าออกทางประตูด้านหลังย่ำเท้าไปตามตรอกเล็กๆ ไม่นานนักก็พบกลุ่มคนขอทานกลุ่มหนึ่งพวกเขายิ้มกว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมาพร้ะกร้าใส่อาหารแม้จะเป็อาหารที่เหลือจากหอนางโลม แต่รสชาติอร่อยลิ้นและยังช่วยประทังชีวิตพวกเขาไปด้วย
“ข้าอุ่นมาแล้วพวกท่านรีบกินเถิด”นางหยิบยื่นอาหารที่ห่อใบบัวส่งให้นางไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าวันใดจะมีอาหารเหลือมาแบ่งปัน
“ขอบคุณแม่นางฉางซี”หลายเสียงเอ่ยขึ้นพร้อมกัน มือที่สกปรกยื่นมารับอาหารเหลือหมดตะกร้าอย่างรวดเร็วบางคนไม่ได้รับก็แบ่งกับผู้อื่น
หอวสันต์รัญจวนเป็หนึ่งในสาขาของพรรคเงาอสูรพรรคมารอันดับต้นๆ ของยุทธภพ เสิ่นฉางซีไม่ใคร่รู้เื่ราวเหล่านี้นักว่ากันว่าพรรคเงาอสูรโดยมีซูหลี่น่าเป็ประมุขหญิงนั้นโเี้ไม่แพ้พี่ชายหรืออดีตประมุขนามซูเหยี่ยนแต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ปรานีชีวิตนางกับลูกและไม่ใส่ใจที่นางขออาหารที่เหลือมาจุนเจือผู้อื่น
“ได้ยินว่าในวังหลวงเกิดเื่ฮ่องเต้รับสั่งให้แม่ทัพสวินเย่ว์เร่งเดินทางกลับโดยด่วน”เหล่าขอทานพูดคุยกันพลางกินอาหารในห่อใบบัว
“รู้ได้อย่างไร เ้าเอาหูไปแนบประตูวังมารึ”
“สองสามวันก่อนข้าไปทางฝั่งตะวันออกมาได้ยินคนที่นั่นพูดกัน”
“จะมีเื่ใดเกิดขึ้นอีกแม่ทัพสวินเย่ว์ปราบข้าศึกที่มารุกรานจนได้รับแต่งตั้งเป็แม่ทัพปกป้องแคว้นแผ่นดินผลัดเปลี่ยนผู้ปกครอง องค์รัชทายาททรงขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้ทุกอย่างก็ราบรื่นดีมิใช่หรือ”
“เ้าไม่เคยได้ยิน ‘คลื่นใต้น้ำ’ หรืออย่างไร ไม่แน่ว่าในวังอาจเกิดเื่ที่พูดไม่ได้ก็เป็ได้”
“จะเกิดสิ่งใดก็ช่างเถอะอย่าให้หญ้าแพรกอย่างพวกเราเดือดร้อนก็พอ”
“จริงด้วยๆ”
เสิ่นฉางซีรับฟังเื่ราวต่างๆด้วยท่าทีนิ่งสงบ มุมปากยังคง
ประดับรอยยิ้มน้อยๆนางหยุดมองครู่หนึ่งแล้วเดินออกมาอย่างเงียบๆแต่เดิมนางเคยคิดจะไปให้ไกลจากเมืองหลวงแต่เพราะซูหลี่น่าส่งนางมาเป็แม่ครัวที่หอวสันต์รัญจวนซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง และประโยคที่ซูหลี่น่าเคยเปรยกับนางไว้ว่า“สถานที่ที่อันตรายที่สุดคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด”ผู้อื่นคิดว่านางหลบหนีไปไกล แต่ความจริงนางยังอยู่ไม่ไกลนักหญิงสาวเดินออกมาเงียบๆ จากตรอกเล็กๆ สู่ถนน มุ่งสู่บ้านหลังน้อยของนางหากทำงานเก็บเงินอีกสักระยะนางหวังใจว่าจะซื้อบ้านเป็ของตนเองไม่ต้องเช่าอยู่เช่นนี้ แม้มีตั๋วแลกเงินที่ เกาเทียนฉีเคยยัดใส่มือนางแต่นางเก็บรักษาไว้อย่างดี เพื่อให้บุตรชายของนางในวันข้างหน้า
เหลือเพียงไม่กี่ก้าวจะถึงบ้านของนางแล้วทว่าสายตาของนางมองเห็นร่างเล็กๆ ของบุตรชายวิ่งเข้าบ้านมาก่อนนางเสิ่นฉางซีขมวดคิ้ว หยางหยางเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว มีบางวันที่ประมุขซูส่งคนมารับนางหยางหยางจึงขาดเรียนเดินทางไปพร้อมนาง นางเดินตามแผ่นหลังของบุตรชายที่วิ่งไปที่ด้านหลังซึ่งเป็ห้องเก็บฟืนเล็กๆนั้น
“เอ้า! กินเสียสินี่ข้าแบ่งส่วนของข้ามาให้เ้าเลยนะ”
น้ำเสียงของบุตรชายที่วางมาดใหญ่โตทำให้เสิ่นฉางซีส่ายหน้าไปมานางมีบุตรชายคนเดียว อยู่บ้านด้วยกันตามลำพังสองคนแม่ลูกลูกชายของนางมักเก็บสัตว์กำพร้าทั้งหมาแมวมาเลี้ยงบางตัวก็เจ็บป่วยเป็ทุนเดิมเลี้ยงดูไม่นานก็ตายจากบางตัวมาแค่กินเศษอาหารแต่ไม่ได้อยู่เป็การถาวรหยางหยางจึงไม่มีสัตว์เลี้ยงของตัวเองเป็จริงเป็จัง ยกเว้นแม่ไก่สามสี่ตัวที่นางยกให้เขาดูแลให้อาหารและเก็บไข่
“หยางเอ๋อร์”
“ท่านแม่!”เด็กชายสะดุ้ง ไม่คิดว่ามารดาจะโผล่มาอยู่ด้านหลังเขาใช้ร่างกายตัวเองปกปิดสิ่งที่ตนซ่อนไว้
“คราวนี้เ้าเก็บตัวอะไรมาเลี้ยง”นางกลับหัวเราะเบาๆ เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วเอี้ยวตัวไปมองด้านหลังของบุตรชายแล้วนางต้องเป็ฝ่ายใอ้าปากค้างเมื่อเห็นดวงตากลมสุกใสคู่นั้นจ้องมองนางอย่างตื่นกลัว
“ท่านแม่!”หยางหยางจับแขนของมารดา “อย่าขับไล่เลยนะ ข้าจะเลี้ยงดูอย่างดี”
“หยางเอ๋อร์!นี่! นี่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง!”นางอยากดุลูกชาย แต่กลัวเ้าของดวงตาคู่นั้นหวาดกลัว กระถดกายเข้าไปในเงามืดนางถอนหายใจเบาๆ ลดเสียงลง
“นี่เป็เด็ก!”
“อืม”หยางหยางพยักหน้ารับด้วยท่าทีหนักแน่นเลียนแบบผู้ใหญ่ตัวโต “ข้าเก็บเขาได้ข้าจะรับผิดชอบเขาเอง”
“หยางเอ๋อร์นี่ไม่ใช่หมาแมวที่เ้าเคยเก็บมาเลี้ยง” เสิ่นฉางซีมองหน้าลูกชายแล้วย้ายสายตาไปที่เงามืดในซอกเล็กๆของห้องเก็บฟืน
“นี่เป็เด็กพ่อแม่ของเขาอาจตามหาอยู่ก็เป็ได้”
“ไม่มีทาง!”เด็กชายพูดเสียงดังแล้วหมุนตัวไปดึงร่างเล็กๆ ออกมาจากเงามืดดวงตาคู่นั้นมีแววหวาดกลัวตื่นตระหนก เสื้อผ้าที่สวมสกปรกจนแยกไม่ออกว่าสีอะไรร่างผอมบางสั่นระริกเมื่อถูกดึงออกมายืนในแสงสว่างจึงเห็นรอยเขียวช้ำตามผิวกายหลายแห่งเสิ่นฉางซีถึงกับอุทานใทรุดตัวลงนั่งต่อหน้าเด็กน้อยนางยื่นมือไปสำรวจเนื้อตัวว่ามีาแตรงไหนอีกบ้าง
“ท่านแม่...น้องชายถูกทำร้ายาเ็ถูกทอดทิ้งเช่นนี้ อย่าขับไล่เขาไปเลยนะ” ลูกชายใช้เสียงอ่อนอ้อนมารดา
“น้องชาย”
“อืมข้าเป็พี่ใหญ่ เขาเป็น้องชาย” หยางหยางพูดจาหนักแน่น“ข้าเคยเห็นเด็กที่ถูกพ่อแม่หิ้วมาขายในหอวสันต์รัญจวนพวกเขาต่างทุบตีผลักไสลูกตนเอง ท่านแม่...ท่านแม่ดูน้องชายซิเนื้อตัวมีแต่รอยถูกทุบตี”
เสิ่นฉางซีมัวแต่สำรวจดูรอยช้ำบนท่อนแขนของเด็กน้อยน้ำใสๆ หยดลงบนหลังมือของนาง หญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นเห็นใบหน้าเล็กๆนั้นก้มหน้าน้ำตารินไหล หัวใจของนางทั้งเ็ปและอ่อนยวบใครกันกล้าทำร้ายเด็กคนหนึ่งได้มากขนาดนี้ นางลุกขึ้นยืนกุมมือเล็กๆ ให้เดินตามหยางหยางวิ่งมาดักหน้ามารดาก่อน
“ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้”
“ท่านแม่!”
“แม่จะพาน้องชายเ้าไปอาบน้ำหาเสื้อผ้าสะอาดๆ ให้ใส่ ทำของอร่อยให้กิน” นางทำหน้าบึ้งตึงใส่แต่ลูกชายกลับยิ้มกว้างะโโลดเต้นด้วยความดีใจ
“ข้าจะไปเตรียมน้ำอุ่นให้น้องชาย!”
หยางหยางะโดีใจแล้ววิ่งไปเพื่อก่อไฟต้มน้ำเขาช่วยงานมารดามาั้แ่ตัวเล็กกว่านี้ แค่ก่อไฟจึงไม่ใช่เื่ยากอันใดเด็กน้อยหลงทางทำท่าจะวิ่งตามหยางหยางไปด้วย แต่เสิ่นฉางซีจับมือเขาไว้ก่อน
“มาเถิด”นางส่งยิ้มอ่อนโยนแล้วลูบผมที่เหนียวหนึบและยุ่งเหยิงอย่างเบามือ“เ้าจะอยู่ในห้องเก็บฟืนไม่ได้ เข้าไปอยู่ในบ้านจะอบ
อุ่นและปลอดภัยกว่า”
ดวงตาสุกใสคู่นั้นกะพริบตาปริบๆเด็กน้อยหันไปมองเด็กชายตัวโตกว่าที่ผลุบหายไปก่อไฟ เขาไม่พูดอะไรแต่ยอมเดินตามแต่โดยดีบ้านที่เช่าอยู่มีเพียงห้องเดียว ด้านในสุดจัดวางเตียงนอนสองแม่ลูกนอนด้วยกันมานาน หยางหยางเติบโตเร็ว โครงร่างเริ่มสูงขึ้นกว่าเด็กทั่วไปนางจึงคิดจะจ้างช่างมาต่อเตียงให้ลูกชายได้นอนสบายๆ แต่เด็กชายก็ยังติดมารดายอมนอนขดตัวกลมเพื่อได้นอนเตียงเดียวกับนาง
“เ้ามายืนตรงนี้ก่อน”นางเรียกให้เด็กน้อยยืนอยู่กลางห้องนางเดินไปหยิบหวีและเสื้อผ้าชุดเก่าของลูกชายออกมา “ก่อนอาบน้ำข้าจะสางผมให้เ้าก่อน”
ด้วยความหวาดกลัวเด็กน้อยเอาแต่ยืนนิ่งยอมให้หญิงสาวค่อยๆ แกะก้อนผมออก จมูกนางค่อนข้างไวต่อกลิ่นแม้ก้อนสกปรกบนศีรษะของเด็กน้อยออกสีดำคล้ำแต่นางรู้ว่าเป็คราบเืที่กระเซ็นมาเกาะเส้นผมหัวใจของนางเต้นแรง ค่อยๆ แกะเส้นผมออกจนสามารถสางผมได้ยังดีที่ไม่มีรอยาแทำให้นางเป่าปากโล่งอก
“หนูน้อยเ้าชื่ออะไร ข้า...เอ่อ...น้าชื่อฉางซี เ้าเรียกน้าฉางซีก็ได้”นางแปรงผมให้เด็กชายได้สำเร็จเสียที แต่ไม่ว่านางจะถามหรือชวนคุยอะไรเด็กน้อยไม่ยอมตอบ
“ท่านแม่น้องชายพูดไม่ได้ขอรับ” หยางหยางวิ่งถลาเข้ามา
“เ้าว่าอะไรนะ!”นางอุทานอย่างใ
“ข้าเจอน้องชายสามวันก่อนั้แ่เจอกันน้องชายไม่พูดสักคำ ข้าคิดว่าน้องชายคงเป็ใบ้พ่อแม่เลยไม่้าเขา”
“เ้านี่ก็เหลือเกินเก็บซ่อนไว้ได้อย่างไรตั้งสามวัน”
เสิ่นฉางซีส่ายหน้าไปมาแม้หยางหยางจะเป็เพียงเด็กชายวัยเจ็ดขวบ แต่เป็เด็กที่แข็งแรงและกตัญญูยิ่งหยางหยางช่วยงานในบ้านอย่างไม่อิดออด รวมทั้งงานขนฟืนก็ทำด้วยตนเองนางจึงไม่ค่อยได้เข้าไปสำรวจตรวจดูบริเวณนั้น
“ข้าเตรียมน้ำอุ่นไว้ข้างนอกแล้วพาน้องชายไปอาบน้ำกัน!” หยางหยางเปลี่ยนเื่ เขาแลบลิ้นทำหน้าทะเล้นแล้วจูงมือ ‘น้องชาย’ ออกมาที่ด้านหลังมีตุ่มน้ำหลายใบเพียงพอสำหรับการใช้สอยในบ้าน เขาเตรียมน้ำอุ่นให้น้องชาย
“เ้าก็สกปรกแล้วอาบน้ำพร้อมน้องชายเถิด”
มารดาส่ายหน้าระอาใจลูกชายเป็คนเหงื่อมาก แถมเล่นสนุกซุกซน นางต้องไล่ให้ลูกอาบน้ำทุกวันหยางหยางอยากจะปฏิเสธแต่เพราะกลัวเสียหน้า เขาเป็พี่ใหญ่จะทำตัวขี้ขลาดไม่ได้เขาจึงถอดเสื้อผ้าตนเองด้วยท่าทีห้าวหาญแล้วพูดกับ ‘น้องชาย’ ว่า
“ไม่ต้องกลัวข้าก็อาบน้ำ เ้าก็อาบน้ำ เรามาอาบน้ำด้วยกัน”
เสิ่นฉางซีถึงกับหลุดเสียงหัวเราะพรืดออกมานางช่วยเด็กน้อยถอดเสื้อผ้าอย่างเบามือเสื้อผ้าสกปรกและขาดวิ่นจนนางไม่คิดว่าจะสามารถซ่อมแซมได้บนตัวของเด็กน้อยไม่มีเครื่องประดับหรือสิ่งของใดแสดงฐานะนอกจากผิวพรรณที่เนียนละเอียดผุดผ่องราวหยกเนื้อดี นางจึงใช้ผ้าชุบน้ำค่อยๆเช็ดเนื้อตัวให้เด็กน้อยเพื่อสำรวจดูว่ามีที่ใดาเ็บ้างหรือไม่เช็ดตัวแล้วก็ต้องสระผมที่เหม็นสาบอีกสระผมอยู่ถึงสองรอบจึงสะอาดหมดจดแล้วจึงจับเด็กน้อยอาบน้ำขัดถูเอาคราบสกปรกออก
หากไม่มีรอยบอบช้ำเหล่านี้เด็กน้อยนับได้ว่าน่ารักน่าเอ็นดูนัก
ไม่เหมือนเด็กชาวบ้านทั่วไปพลันนางคิดถึงเื่ที่เคยได้ยินมาเหล่าเศรษฐีหรือคหบดีบางคนมีรสนิยมชื่นชอบเด็กหนุ่มหน้าตางดงามเด็กบางคนถูกซื้อตัวมาชุบเลี้ยงเพื่อส่งไปบำเรอกามกับคนเ่าั้
“เ้าดูแลน้องใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแม่จะเตรียมอาหารเย็น”
“ขอรับท่านแม่”
เสิ่นฉางซีมองลูกชายแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจึงจับเด็กน้อยสวมเสื้อผ้าทำท่าทีสั่งสอนเหมือนตนเป็ผู้ใหญ่เสียจนนางต้องอมยิ้มเด็กตัวเล็กนั้นผอมเหลือเกิน ผอมเสียจนเห็นกระดูก นางจึงลงมือทำอาหารเย็นหลายอย่างไม่รู้ว่าสามวันมานี่ หยางหยางเอาอะไรให้น้องชายกินไปบ้างคงจะเป็ของเหลือในครัวกระมัง
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยนางส่งเสียงเรียกลูกชายมาช่วยยกสำรับอาหารเด็กน้อยที่ถูกอาบน้ำแต่งตัวสะอาดนั่งนิ่งเป็ตุ๊กตาดินปั้นมีเพียงแววตาที่ตื่นเต้นกับอาหารเบื้องหน้า
“อาหารฝีมือท่านแม่ของข้าเลิศรสที่สุด”หยางหยางพูดแล้วยิ้มกว้าง เขาตักข้าวให้มารดาและน้องชายหยิบตะเกียบคีบเนื้อหมูวางบนชามข้าวของมารดาก่อนจะหยิบให้น้องชาย ท่าทางเอาใจใส่อย่างดีทำให้เสิ่นฉางซียิ้มแล้วนึกถึงคำพูดของลูกชายที่บอกว่าตนเองจะดูแลน้องชายอย่างดี
“ท่านแม่คืนนี้ให้น้องชายนอนกับเราได้ไหม”
นางสบตากับเด็กน้อยที่เงยหน้ามองนางเข้าพอดีดวงตาสุกใสยังมีแววหวาดกลัวอยู่มาก เตียงนอนเล็กไปหน่อย แต่พอจะเบียดกันนอนได้นางมองลูกชายที่จ้องหน้ารอคำตอบ นางจึงพยักหน้ารับเงียบๆ
“ตั้งใจกินข้าวแม่เคยสอนแล้วไม่ใช่รึ เวลากินไม่ควรพูด”
“อืม”หยางหยางพยักหน้ารีบพุ้ยข้าวเข้าปาก เขาเป็เด็กกินจุกินง่ายตัวจึงโตกว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่ครั้งนี้เขายอมกินผักมากหน่อยให้ ‘น้องชาย’ กินเนื้อเยอะหน่อย
“ท่านแม่น้องชายพูดไม่ได้ ไม่มีชื่อ ท่านแม่ตั้งชื่อให้น้องชายหน่อยซิขอรับ”
นางมองเด็กตัวน้อยที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างหิวโหยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็มาอย่างไร แต่นางหวังว่านับจากนี้เขาจะมีความสุขอย่างน้อยก็มีพี่ใหญ่อย่างหยางหยางคอยดูแล
“เช่นนั้นเรียกอันอันก่อนเป็อย่างไร”
“อันอัน”หยางหยางทวนคำที่ได้ยิน “อันที่หมายถึงความสงบสุขปลอดภัยใช่ไหมขอรับท่านแม่”
เสิ่นฉางซีพยักหน้ารับลูกชายเรียนรู้ได้เร็วอย่างนี้เพราะเขามีสายเืของสวินเย่ว์ใช่ไหม? รอยยิ้มของนางเลือนไปเล็กน้อย เมื่อนึกถึงภาพที่บุรุษผู้นั้นสวมชุดเ้าบ่าวสีแดงมงคลบนหลังอาชางามสง่านางกล้ำกลืนความรู้สึกว่างเปล่าในอกแล้วหันไปมองที่ลูกชายของตน นางมีลูกชายแสนประเสริฐเติมเต็มชีวิตที่ขาดหาย
เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว
“ชอบหรือไม่อันอัน” นางถามเด็กน้อยที่เงยหน้าสบตากับนางพอดี เด็กชายตัวน้อยเห็นหญิงสาวยื่นมือมาใกล้ก็หดคอกลัวเป็เต่าและหลับตาปี๋ทว่าเขาไม่ได้ถูกตบตี แต่หญิงคนนี้กลับใช้นิ้วมือปัดเศษข้าวที่ติดแก้มของเขาออก
“ค่อยๆกินประเดี๋ยวจะติดคอ”
“ข้าหยางหยางมีน้องชายชื่ออันอันต่อไปนี้พี่ใหญ่จะปกป้องน้อง
เอง”
หยางหยางยืดอกเหมือนตัวเองเป็ผู้ใหญ่แล้วตบหน้าอกตัวเองแต่เพราะตบหน้าอกตัวเองแรงไปหน่อยเขาถึงกับไอแค่กๆมารดาส่ายหน้าไปมาต้องลุกขึ้นไปลูบหลังให้ลูกชาย
“แม่บอกแล้วใช่ไหมเวลากินข้าวไม่ควรพูด”
เด็กน้อยกลอกตามองคนทั้งสองไปมาอาหารที่กินในมื้อนี้เป็เพียงอาหารชาวบ้านธรรมดาแต่เป็มื้อแรกที่เขากินอิ่มที่สุดในรอบสิบวันของเขาแต่ละคืนแต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบากไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใดเขาได้แต่หวังว่าจะมีข้าวให้กินอิ่มท้องเช่นนี้ในมื้อต่อไป
ขอแค่อิ่มท้องไม่ต้องทุกข์ทรมาน จะให้เขาเป็อะไรก็ยอมได้ทั้งนั้น.