เมื่อรัตติกาลมาเยือน หลงเฉินก็มาปรากฏตัวอยู่บริเวณตีนเขาของูเาเดียวดายในที่สุด
ูเาเดียวดายเป็เทือกเขาขนาดมหึมาที่ทอดยาวหลายหมื่นลี้ทางตะวันออกของเมืองพฤกษาหมอก มีแมลงพิษอยู่ทั่วทุกที่ รวมถึงสัตว์อสูรมากมายที่จำศีลอยู่ภายในนั้น นับว่าเป็สถานที่ที่อันตรายอย่างมาก
และอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรที่หลงเฉินเคยเข้าไปมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็อยู่ลึกเข้าไปในูเาเดียวดายแห่งนี้
สิ่งทีู่เาเดียวดายแตกต่างไปจากอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรก็คือ อาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรนั้นเต็มไปด้วยป่าทึบ กิ่งก้านสาขาเขียวชอุ่มและหนาแน่นจนแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้า
เวลานี้ ทุกสรรพสิ่งล้วนเงียบสงัด หลงเฉินเดินลึกเข้าไปในูเาเดียวดายเพียงลำพัง พยายามหาสถานที่สงบและปลอดภัย
ูเาเดียวดายเป็พื้นที่ห่างไกล และไม่ค่อยมีใครกล้าย่างกรายเข้ามาที่นี่ มีถ้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมากมายในูเา ส่วนมากจะกลายเป็ที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรหรือสัตว์ป่า แต่ก็ยังมีบางถ้ำที่ยังคงว่างเปล่า
หลงเฉินพบถ้ำที่ดูลึกลับท่ามกลางม่านแห่งรัตติกาล เขาปล่อยให้หลิงซีสำรวจถ้ำแห่งนั้นและพบเพียงสัตว์อสูรตัวเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง พวกมันเป็สัตว์อสูรระดับอำพันขั้นสอง หลงเฉินจับพวกมันโยนออกมา และกวาดสายตาสำรวจถ้ำอีกครั้ง จากนั้น ก็นำก้อนหินใหญ่มาปิดปากถ้ำไว้
“ที่นี่ช่างเหมาะกับการซ่อนตัวและยังปลอดภัยมากอีกด้วย เอาล่ะ เสี่ยวซี เ้าดูดกลืนหญ้าิญญานิมิตที่นี่เถอะ”
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น หลงเฉินก็เอาหญ้าิญญานิมิตออกมา มันเป็หญ้าสีม่วงที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวน หลงเฉินสูดดมเข้าไป และรู้สึกว่าจิตใจของเขาสงบและผ่อนคลายอย่างที่สุด
“สมุนไพริญญาที่ใช้เพื่อการบำรุงิญญา มีประโยชน์อย่างมากในการทำให้จิตใจสงบ หลังจากที่กินเข้าไป ประสาทรับรู้รับของคนคนนั้นจะเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง นี่คงเป็เหตุผลที่ชายคนนั้นพกหญ้าิญญานิมิตอยู่กับตัว”
เสียงของหลิงซีดังออกมาเบา ๆ
หลงเฉินพลิกดูกระเป๋าเงินของไป๋ซื่อตงและพูดพลางหัวเราะ
“เ้าหมอนี่มีหยกิญญาตั้ง 80 ชิ้น ข้านี่โชคดีจริง ๆ ที่ได้มันมา ไม่เพียงแต่ข้าจะไม่ต้องเสียเงิน แต่ยังได้กำไรกลับมาด้วย”
หลงเฉินดูเหมือนคนต่ำต้อยที่ประสบความสำเร็จ หลิงซีอยากจะตบเขาให้คว่ำ แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้
เมื่อกลิ่นหอมของหญ้าิญญานิมิตลอยอบอวลไปทั่ว และอาจดึงดูดสัตว์อสูรบางตัวเข้า ดังนั้นนางจึงใช้วิธีการบางอย่างในการดูดกลืนหญ้าิญญานิมิตอย่างเงียบ ๆ
หลงเฉินเห็นกระบี่หลิงซีที่เคยอยู่ที่หูของเขาได้มาวางอยู่บนพื้น จากนั้น หมอกสีขาวก็ลอยออกมาจากกระบี่และห่อหุ้มหญ้าิญญานิมิตไว้ เกิดเสียงฉ่าดังก้องไปทั่ว หมอกสีขาวค่อย ๆ จางลง ก่อนจะหายไปในที่สุด
เมื่อหมอกที่ลอยเอื่อยกลุ่มสุดท้ายจางหายไป เสียงของหลิงซีก็ดังขึ้น และมันชัดเจนกว่าเดิมมาก
“เ้าคนบ้า ข้ามีอะไรให้เ้าแปลกใจด้วยล่ะ? อยากรู้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินนางเรียกเขาว่าเ้าคนบ้า ทั่วทั้งร่างของหลงเฉินก็รู้สึกชา เขาหัวเราะและเอ่ยขึ้น
“เื่ประหลาดใจงั้นหรือ? ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้ดูเล่นล่ะนะ”
“เ้านี่ไม่จริงใจเอาเสียเลย เชอะ!”
“ก็ได้ อย่าให้ข้าทายเลย รีบบอกมาเร็วเข้าเถอะ ข้าอยากจะซาบซึ้งกับเื่ประหลาดใจของเ้าเต็มที”
อย่างไรก็ตาม หลิงซีกลับนิ่งเงียบไป ทันใดนั้นเอง กระบี่หลิงซีก็หดเล็กลงและกลายสภาพเป็ต่างหูหมุดขนาดครึ่งชุ่น และเสียบเข้าที่หูของหลงเฉิน
“แม่นาง นี่น่ะรึ เื่ประหลาดใจที่เ้าว่า?”
“อย่าใจร้อนนักสิ...”
จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูของหลงเฉิน หลงเฉินสะดุ้งเพราะลมอุ่น ๆ ที่ััใบหน้า เขาหันไปมองและก็ต้องตกตะลึงทันที
เพราะเมื่อเขาหันไป จมูกของเขาก็ชนเข้ากับจมูกของหญิงสาวคนหนึ่งพอดี!
กลิ่นหอมลอยกรุ่นมาต้องจมูก แต่มันกลับไม่ใช่ภาพฝันอันน่าหลงใหลอย่างที่เขาคิด เพราะสิ่งที่ชนเข้ากับจมูกของหลงเฉิน คือร่างเล็ก ๆ ของหญิงสาวที่มีขนาดเพียงหนึ่งชุ่นเท่านั้น
นางอยู่ในหมอกสีขาวที่ห่อหุ้มตัวนางไว้ แม้ว่านางจะสูงเพียงหนึ่งชุ่น แต่หลงเฉินก็สามารถเห็นใบหน้าที่นวลเนียนราวกับหยกของนางได้ หากนางตัวโตขึ้น นางจะต้องงดงามราวกับนางฟ้าอย่างแน่นอน…
หลังจากที่ถูกจมูกของหลงเฉินชนเข้า หลิงซีที่ถูกห่อหุ้มด้วยหมอกสีขาวก็บินไปรอบ ๆ ราวกับภูตตัวน้อย นางพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“คนเลว เ้าทำข้าเจ็บนะ!”
ในตอนนี้ ขณะที่หลงเฉินมองภูตจิ๋วตัวกระจ้อยร่อย เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ความจริงแล้ว เขากำลังคิดในใจ ‘...หากข้าทำให้หลิงซีตัวใหญ่ขึ้น และทำให้นางมีกายหยาบได้ ... มันจะวิเศษเพียงใดกัน?’
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินยังไม่พูดอะไร ใบหน้าของหลิงซีก็ค่อย ๆ บูดบึ้ง นางหรี่ตาและพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“นี่... ทำไมเ้าถึงไม่พูดอะไรบ้างล่ะ? มันดีรึเปล่าที่ข้าปรากฏตัวออกมาแบบนี้?”
รูปโฉมที่น่ารักนี้ทำให้หลงเฉินตกอยู่ในภวังค์ เขาเคยพานพบกับหญิงงามมามากมาย และผู้หญิงจากตระกูลหยางก็ล้วนแล้วแต่งดงามราวนางฟ้า แต่ทว่า ทั้งใบหน้า รูปร่าง และท่าทีของหลิงซีนั้น ช่างเลิศเลอจนไม่มีใครเทียบได้…
อย่างไรก็ตาม เขารีบตั้งสติและเอ่ยขึ้นจากใจจริง
“เสี่ยวซี เ้าคือผู้หญิงที่งดงามที่สุดที่ข้าเคยเห็น ประหนึ่งเทพธิดาก็ไม่ปาน!”
เมื่อถูกหลงเฉินเอ่ยชม ใบหน้าของหลิงซีก็เรื่อแดงขึ้นมา
แม้ว่านางจะอยู่ในร่างิญญา แต่นางก็มีรูปลักษณ์เดียวกับกายหยาบของตนเอง ดังนั้น ในความคิดของหลงเฉิน นางไม่ได้แตกต่างไปจากคนจริง ๆ เลยสักนิด
“จะว่าไปแล้ว เ้าสามารถคงร่างนี้ไว้ได้ตลอดเลยหรือ?”
หลิงซีพยักหน้าและเอ่ยขึ้น
“ที่เป็ทางออกที่ข้าเพิ่งคิดได้ ก่อนหน้านี้ เมื่อร่างขนาดเต็มตัวของข้าปรากฏขึ้น พลังิญญาของข้าก็ถูกใช้ไปในปริมาณมาก แต่เมื่อปรากฏตัวในร่างนี้กลับใช้พลังเพียงเสี้ยวเดียวของก่อนหน้า แล้วเวลาที่ข้าพูดกับเ้า เ้าไม่มองหน้าข้า ข้ารู้สึกอึดอัดก็เลยคิดวิธีนี้ขึ้นมา”
หลงเฉินตระหนักดีว่าเด็กสาวกลัวการถูกเพิกเฉย จึงเป็ธรรมดาที่หลิงซีจะมีความคิดเช่นนี้
หลิงซีดูมีความสุขราวกับภูตตัวน้อยขณะที่นางบินไปมาเบื้องหน้าหลงเฉิน หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็เอ่ยขึ้น
“หญ้าิญญานิมิตที่ดูดกลืนเข้าไปคงเพียงพอให้ข้าคงร่างนี้ไว้ได้ราว 1-2 เดือนกระมัง...”
หลงเฉินเห็นว่านางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ตัวเขาเองก็รู้สึกปวดใจเช่นกัน จึงรีบเอ่ยขึ้น
“ยัยโง่ เ้าจะเป็กังวลไปทำไมกัน? วันนี้ข้าสามารถหาหญ้าิญญานิมิตมาให้เ้าได้ และวันข้างหน้าข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะหายามากมายมาบำรุงิญญาของเ้าเอง”
“อะไรกัน? เ้าคิดว่ายานี่เป็หัวกะหล่ำรึอย่างไร? เพราะมันมีประโยชน์กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นพื้นฐาน มันจึงเป็ที่้าแม้แต่ในเมืองใหญ่ ๆ ...”
หลิงซีนั่งลงบนไหล่ของหลงเฉินเงียบ ๆ
ดวงตาของหลงเฉินเปล่งประกายด้วยความมั่นใจ
“เอาล่ะ เลิกถอนหายใจเสียที ก่อนหน้านี้ที่เ้าเหลือเวลาเพียงไม่กี่วัน ข้ายังจัดการได้เลย นี่ยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งหรือสองเดือน หลังจากการแข่งขันล่าสัตว์อสูรจบลง ข้าจะรีบตามหาสมุนไพริญญามาให้ มากเท่าที่เ้า้าเลย!”
หลิงซีทำตาโต นางมองหลงเฉินอย่างมีความสุข
“จริงหรือ? เหตุใดเ้าถึงดีกับข้านักล่ะ?”
“เพราะเ้าเป็สหายรักของข้าอย่างไรล่ะ”
หลงเฉินพูดอย่างจริงจัง
คำพูดของหลงเฉินทำให้หลิงซีรู้สึกพึงพอใจ นางเริ่มบินไปมาอย่างมีความสุข หลงเฉินเองก็พลอยอารมณ์ดีไปด้วย แต่แล้ว เขาก็นึกถึงผนึกัขึ้นมา
“เสี่ยวซี เ้ารู้จัก... นักรบัหรือไม่?”
หลิงซีหยุดชะงัก และมองเขาด้วยดวงตากลมโต
“เอ๋? ทำไมเ้าถึงรู้จักตำนานนั่นด้วยล่ะ?”
หลงเฉินรู้สึกตื่นเต้นในหัวใจ
หลิงซีน่าจะมาจากสถานที่อันกว้างใหญ่ นางจึงรู้อะไรที่ผู้อื่นในเมืองพฤกษาหมอกไม่รู้
“ไม่ต้องสนใจหรอกว่าข้ารู้มาได้อย่างไร แค่บอกข้าว่าเ้ารู้อะไรบ้างก็พอ”
“หากเ้ารู้เื่นักรบั งั้นข้าขอถามเ้า... เ้ารู้จัก นักรบอสูร หรือไม่? ข้าพอจะรู้มาว่านักรบัถือเป็นักรบอสูรประเภทหนึ่ง แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว”
“ข้ารู้เื่นักรบอสูร”
หลงเฉินนึกถึงเื่ที่บันทึกเอาไว้ในตำรา
“ตามตำนานได้กล่าวเอาไว้ว่า หลังจากที่ผู้ฝึกยุทธ์หล่อหลอมร่างกายของตนจนสำเร็จ และบรรลุสู่ขอบเขตชีพจรั จะก่อให้เกิดเส้นชีพจรเส้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยปราณแท้จริง ซึ่งจะสามารถใช้เคล็ดลับวิชากลืนกินิญญาของสัตว์อสูร และใช้มันเป็รากฐานของิญญาอสูร ณ จุดนั้น พลังปราณของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็ ปราณอสูร ซึ่งหากเทียบกับปราณธรรมดาแล้ว ปราณอสูรจะมีความโเี้กว่ามาก พลังการโจมตีก็จะรุนแรงขึ้น และพวกเขายังมีความสามารถในการใช้ทักษะการต่อสู้ของสัตว์อสูรอีกด้วย”
“ยิ่งไปกว่านั้น นักรบอสูรจะสามารถกลืนกิน แก่นอสูร เพื่อที่จะฝึกวิชาได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และกลายร่างเป็สัตว์อสูรนั้นได้ ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรจะแปรผันตามพลังความสามารถของนักรบอสูร แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กลายเป็นักรบอสูรแล้ว ทักษะการต่อสู้ต่าง ๆ ที่สามารถฝึกฝนได้จะมีขีดจำกัด และหากผู้ฝึกฝนที่อ่อนแอกลืนกินิญญาสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเข้าไป มันจะทำให้ร่างกายะเิออกมา และตายในที่สุด”
หลิงซีพยักหน้า
“ใช่ ก็ประมาณนั้นล่ะ”
นางมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลงเฉิน และก้มศีรษะลงราวกับกำลังนึกถึงอะไรบางอย่าง
“ข้าเดาว่า เ้าคงรู้อยู่แล้วว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเราสืบเชื้อสายมาจากัโบราณศักดิ์สิทธิ์ แต่ทุกวันนี้ ัโบราณศักดิ์สิทธิ์กลับกลายเป็เพียงตำนาน บิดาของข้าเคยบอกกับข้าว่าในโลกนี้ไม่มีัเหลืออยู่อีกแล้ว และนักรบัในตำนานก็เป็กลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับัโบราณศักดิ์สิทธิ์ วิธีการฝึกฝนของพวกเขาคล้ายกับนักรบอสูรนั่นแหละ แต่สิ่งที่พวกเขา้าไม่ใช่ิญญาอสูร แต่เป็สิ่งที่เรียกว่า แก่นโลหิตสืบทอด ต่างหาก”
เมื่อคำว่า ‘แก่นโลหิตสืบทอด’ ถูกเอ่ยขึ้นจากปากของนาง หลงเฉินก็รู้สึกว่าหยกัลึกลับกำลังสั่นอีกครั้ง เขาตกตะลึงอย่างมากพลางรีบพูดขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น เ้าจะบอกว่าหากได้มาซึ่งแก่นโลหิตสืบทอด คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นักรบังั้นรึ?”
หลิงซีกลอกตา
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรกันเล่า? อย่างไรก็ตาม ตำนานยังกล่าวอีกว่า ในระดับพลังเดียวกัน จอมยุทธ์ผู้ใช้อาวุธ จะแข็งแกร่งกว่านักรบอสูร และ นักรบอสูร ก็จะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่ว ๆ ไป แต่ถึงกระนั้น นักรบั คือผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าจอมยุทธ์ผู้ใช้อาวุธ เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่ได้รับการปลุกพลังจากสายเืโบราณของเผ่าั ว่ากันว่าพวกเขาสามารถใช้เคล็ดวิชาของัศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทำลายฟ้าดินได้ อย่างไรเสีย นักรบัก็กลายเป็เพียงตำนานจนถึงทุกวันนี้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะทรงพลังเพียงใดนั้น ข้าเองก็บอกไม่ได้หรอก”
แม้ว่าหลิงซีจะไม่รู้อะไรมากนัก แต่อย่างน้อยหลงเฉินก็ได้รู้จากคำบอกเล่าของนาง ว่านักรบัทรงพลังมากเพียงใด
ั้แ่ที่หลงฉิงหลานบอกให้หลงเฉินกลายเป็นักรบั เขาก็ตระหนักได้ว่าตัวตนของหลงฉิงหลานนั้นยิ่งใหญ่กว่าหลิงซีเสียอีก
หลิงซีบอกว่านักรบัเป็เพียงตำนาน และหลงฉิงหลาน้าให้เขาเป็นักรบั ความแตกต่างนี้จึงสามารถเข้าใจได้ในทันที!
‘ท่านพ่อ ท่านเป็ใครกันแน่? หลิงซีมีความรู้มากมายและมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา แต่ท่านกลับรู้มากยิ่งกว่า และหยกัลึกลับนี่เกี่ยวข้องอันใดกับคัมภีร์ลับ ผนึกั ของตระกูลหยาง และ แก่นโลหิตสืบทอด ?’
หลิงซีมองหลงเฉินด้วยความอยากรู้อยากเห็น ด้วยไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
หลงฉิงหลานช่างลึกลับนักสำหรับหลงเฉิน เขามิอาจล่วงรู้ได้เลย แต่เมื่อเขาจำคำพูดของหลิงซีที่เคยบอกว่านางสามารถคลายผนึกของผนึกัออกได้ เช่นนั้นแล้ว เขาจึงนำผนึกัออกมาและวางมันลงบนพื้น
“เสี่ยวซี ลองดูหน่อยเถอะ ว่าเ้าจะสามารถคลายผนึกออกได้หรือไม่”
หลิงซีตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที พลางพูดขึ้นอย่างภาคภูมิ
“เ้าหนุ่ม เ้าช่างไม่รู้อะไรเสียแล้ว แม้ว่าข้าจะไม่ได้ทุ่มเทความพยายามในการฝึกฝนเท่าไรนัก แต่ข้าก็เป็ยอดฝีมือในเื่การคลายผนึก! ยิ่งผนึกนั้นซับซ้อนมากเพียงใด จิติญญาในการต่อสู้ของข้าก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เช่นนั้นแล้ว ปล่อยให้เป็หน้าที่ข้าเอง ข้ารับรองว่าต้องสำเร็จแน่!”
เด็กสาวผู้นี้มีจิติญญาที่เต็มเปี่ยม หลงเฉินจึงเอ่ยขึ้น
“เลิกโอ้อวดเสียทีเถอะ ลงมือเร็วเข้าสิ หากเ้าคลายผนึกได้ ข้าจะให้รางวัลเ้า!”
ใบหน้าของหลิงซีแดงระเรื่อ นางพ่นลมทางจมูกอย่างแรง จากนั้น ร่างเล็ก ๆ ของนางก็ลอยลงมาที่ผนึกั หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง คิ้วจิ๋ว ๆ คู่นั้นก็ขมวดแน่นจนดูน่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน
*********************