ตอนที่ 60 สาหัส
ลูกรองของครอบครัวนางได้แลกชีวิตเพื่อจัดการกับหมีดังนั้นไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น นางก็จะไม่ยอมให้ตระกูลจ้าวได้ผลประโยชน์ไปทั้งหมดเป็นแน่!ขณะที่นางจางเร่งให้จ้าวปู้ฝานเข้าไปในห้อง นางก็คำนวนไปด้วยว่านางจะได้เงินเท่าใด
จ้าวปู้ฝานปัดมือนางออกเบา ๆแล้วเดินไปทางเฒ่าหยู จากนั้นก็เปิดถุงหนัก ๆ ที่อยู่ในมือออกตรงหน้าชายชรา
นางจางถึงกับตาพร่าจากแสงเงินวาววับ นางตกตะลึงจนตาแทบถลนออกมานอกเบ้าในถุงนั้นเต็มไปด้วยก้อนเงินราคาก้อนละ 10 ตำลึง รวมกันแล้วอย่างน้อย ๆ ก็ 200 - 300ตำลึง !
นางจางเป็นคนขี้เหนียวอย่างที่สุดจนถึงขนาดไม่ยอมใช้เงินไปกับเสื้อผ้าและอาหารให้มากเกินไปแรงงานฟรีอย่างหยูไห่ก็ทำงานหาเงินตลอดทั้งวัน และนางจางก็เก็บเงินอย่างเข้มงวดถึง10 กว่าปี แต่ทว่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายรายวันและค่าเล่าเรียนของหยูป่อแล้ว นางก็เก็บเงินได้แค่ 100 กว่าตำลึงเท่านั้นแต่นี่หมีตัวเดียวกลับขายได้ถึง 300 ตำลึง !
“นี่เป็นส่วนแบ่งที่ลูกรองได้งั้นรึ ?คุณพระ ! มิคิดเลยว่าหมีตัวเดียวจะได้ราคามากมายถึงเพียงนี้... ! ” นางจางยิ้มกว้างจนตาหยี เผยให้เห็นฟันเกสีเหลืองเต็มปาก
จ้าวปู้ฝานหลบมือของนางจางที่เอื้อมมาที่ถุงเงินเขายื่นถุงเงินให้เฒ่าหยูแล้วเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านอาหยู เงินสามร้อยตำลึงนี้เป็นเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหมีและเป็นเงินที่น้องหยูไห่ควรได้ ! ถ้ามิใช่เพราะเขา คนที่ต้องนอนอยู่บนเตียงก็คงเป็นข้า! ”
เฒ่าหยูไม่รับเงิน เขาถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า“เจ้าสองคนสนิทกันเหมือนพี่น้อง อาเชื่อว่าถ้าวันนี้ต้าไห่คือคนที่ตกอยู่ในอันตรายเจ้าก็คงทำเช่นเดียวกันเพื่อช่วยชีวิตเขา ! พวกเจ้าแบ่งเงินจากการล่าเท่าๆ กันมาตลอด เพราะงั้นวันนี้ก็ควรเป็นเช่นเดิม ! ”
“ตาแก่ !ต้าไห่ยังนอนเจ็บอยู่ที่เตียงและรอเงินมาช่วยชีวิตเขา !ลูกรองของเราเสี่ยงชีวิตเพื่อเงินนี้ แล้วนี่ถ้าพรานจ้าวเอาเงินไปพวกชาวบ้านก็จะซุบซิบนินทาเขาได้นะ ! ” เมื่อเห็นว่าสามีของนางจะไม่รับเงินครึ่งหนึ่งนางจางก็อดที่จะโมโหขึ้นมามิได้ ! ครึ่งหนึ่งรึ ? ก็ 150ตำลึงน่ะสิ ! คนส่วนใหญ่ต่อให้เก็บเงินเป็น 10 ปีก็ยังมิได้มากถึงเพียงนั้นเลยมิใช่รึ!
ราวกับว่าจ้าวปู้ฝานไม่เห็นนางจางที่กำลังกระโดดอย่างบ้าคลั่งอยู่ข้างๆ เขายัดถุงเงินใส่มือเฒ่าหยูแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาหยู ข้าขอร้องเพียงแค่เรื่องเดียวน้องต้าไห่เสี่ยงชีวิตแลกเงินนี้มาอย่างที่ท่านอาหญิงได้กล่าวไว้เมื่อครู่ ดังนั้นข้าหวังว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเงินนี้จะถูกใช้เพื่อน้องต้าไห่กับครอบครัวของเขาคำขอนี้ไม่น่าจะยากนะขอรับ ! ”
“ได้...แน่นอน ! เงินนี้จะใช้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของลูกรองถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา...เงินนี้ก็จะถูกเก็บไว้สำหรับการแต่งงานของลูก ๆ ของเขา ! ” เฒ่าหยูเป็นพ่อแท้ ๆ ของหยูไห่ดังนั้นย่อมมีความรักความผูกพันในครอบครัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
นางจางคว้าเงินไปจากสามีทันทีและถือมันไว้อย่างมีความสุขนางตอบตกลงว่า “พรานจ้าวมิต้องเป็นห่วง ! หยูไห่เป็นลูกแท้ๆ ของเฒ่าหยู เราจะทำแย่ ๆ กับเขาได้เยี่ยงไร ? เห็นหรือไม่ ว่าเราเชิญหมอที่เก่งที่สุดในเมืองมาแล้วยาที่เขาสั่งจ่ายก็ราคามากกว่า 1 ตำลึง เดี๋ยวข้าไปจ่ายค่ายาก่อน พวกเจ้าคุยกันต่อเถิด! ”
เมื่อมีเงิน 300 ตำลึงอยู่ในมือ นางจางจึงยอมจ่ายเงิน5 ตำลึงเป็นค่าตรวจกับค่ายาอย่างไม่ลังเล นางชำระเงินแล้วขอให้หยูเจียงขับเกวียนไปส่งหมอกลับเข้าเมือง
“ทุกคนกลับบ้านได้แล้ว ! ต้าไห่ต้องการพักผ่อนเงียบ ๆ เขาฟื้นขึ้นมาเมื่อใดข้าจะบอกให้พวกเจ้ารู้เอง! ” มันไม่สะดวกที่มีคนอยู่ในลานบ้านมากมายเยี่ยงนี้ นางต้องป้องกันเงิน300 ตำลึงมิให้เป็นที่จับจ้องของพวกคนโลภ !เมื่อเงินเข้ามือนางจางแล้ว ก็เหมือนโยนเนื้อให้สุนัข มิมีวันได้คืนเป็นแน่ !
ในห้องตะวันตก นางหลิวฟื้นแล้วและกำลังยืนร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างสามีของนาง เสี่ยวเหลียนกับฉีโตวที่คอยอยู่เป็นเพื่อนแม่ก็พลอยร้องไห้ไปด้วยจนตาบวมแดงเสี่ยวเฉาจะตรวจอาการของหยูไห่เป็นระยะ ๆ พร้อมกับปรุงยาบนเตาโคลนเล็ก ๆ นอกห้อง
ดวงอาทิตย์ได้ลาลับจากขอบฟ้าไปแล้วครอบครัวหยูไม่ได้กินข้าวทั้งมื้อเช้าและเย็น
คนอื่น ๆ ในครอบครับต่างก็หิวกันเป็นอย่างมากพอได้เงิน 300 ตำลึงของหยูไห่ไปแล้ว นางจางก็ไม่มีหน้าจะไปสั่งให้บ้านสองออกมาทำงานในตอนนี้ ดังนั้นนางจึงตะโกนไปที่ห้องตะวันออก“หลี่กุ้ยฮัว นังคนเกียจคร้าน ! รู้หรือไม่ว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว? ยังมิรีบไปทำอาหารเย็นอีกรึ ! อยากให้พวกเราอดตายกันรึเยี่ยงไร? ”
นางหลี่กับลูกชายแอบกินขนมในห้องของตนเองแล้วพอนางได้ยินเสียงของนางจางก็ต้องจำใจออกมาจากห้องและเดินไปก่อไฟทำอาหารหยูไซตี้มองไปทางห้องตะวันตกด้วยดวงตาแดงก่ำ แล้วเดินเข้าครัวไปเงียบ ๆ เพื่อช่วยทำอาหารเย็น
คืนนี้เป็นคืนที่บ้านสองต่างก็นอนไม่หลับกันทั้งบ้านทุกคนคอยอยู่ข้าง ๆ หยูไห่ด้วยความกลัวว่าเสาหลักของครอบครัวจะพังทลายลงไป
เมื่อถึงรุ่งเช้า การหายใจของหยูไห่เริ่มทรงตัวแต่ก็พลันมีไข้สูงขึ้นอย่างกะทันหันผิวที่ซีดปราศจากสีเลือดก็กลายเป็นสีแดง ลมหายใจก็สั้นและเร็ว
นางหลิวที่ไม่ได้นอนทั้งคืนก็หน้าซีดไม่มีสีเลือดอีกทั้งยังมีรอยคล้ำใต้ตาอีกด้วยร่างกายที่ผ่ายผอมอ่อนแออยู่แล้วก็ยิ่งเปราะบางมากขึ้นไปอีก
นางหลิวไม่อาจหยุดร้องไห้ได้เลย นางมองใบหน้าที่กลายเป็นสีแดงของสามีแล้วคำพูดของหมอซุนเมื่อวานก็ดังขึ้นที่ข้างหูของนาง‘ถ้าเขาติดเชื้อหรือเป็นไข้ ก็คงช่วยชีวิตเขาได้ยากแล้ว ! ’
“ตัวร้อนมากเจ้าค่ะ ! ท่านพ่อมีไข้ ! ไปบอกท่านปู่ให้เรียกหมอมาเถิด ! ” เสี่ยวเหลียนเช็ดน้ำตาแล้วไปเคาะประตูห้องใหญ่หลังจากนั้นไม่นานหยูต้าชานก็ถูกปลุกขึ้นมาและถูกสั่งให้ไปพาหมอจากในเมืองมา
หยูเสี่ยวเฉานั้นไม่กล้าหลับตาเลยตลอดทั้งคืนนางรู้สึกเวียนศีรษะขณะต้มยาให้พ่อ นางใส่น้ำหินศักดิ์สิทธิ์เพิ่มไปอีก 2หยดแล้วเรียกหินศักดิ์สิทธิ์ด้วยความร้อนใจ [ทังหยวน ทังหยวน เจ้าอยู่หรือไม่ ? ]
[ บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกเรียกข้าว่า‘ทังหยวน’ ! มันเป็นการดูหมิ่นสถานะของข้าในฐานะศิลาแห่งสวรรค์! ] หินศักดิ์สิทธิ์ตอบอย่างขอไปที
[ เจ้าพูดมิใช่รึว่าท่านพ่อจะไม่เป็นอะไรหลังจากที่เจ้ารักษาไปแล้ว? แล้วเหตุใดอยู่ ๆ เขาถึงมีไข้ได้ล่ะ ? ] หยูเสี่ยวเฉาถามอย่างไม่สบายใจ
[ มีไข้ก็เป็นเรื่องปกติมิใช่รึเขากินน้ำหินศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าถ้าคนที่แข็งแรงดีกินน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงเข้าไปเขาจะแข็งแรงและมีกำลังมากขึ้น แต่สำหรับคนที่บาดเจ็บสาหัสอย่างท่านพ่อของเจ้าน่ะทนพลังงานที่อยู่ในน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงมิได้เขาถึงได้ไข้ขึ้นไงเล่า ! ]
หินศักดิ์สิทธิ์ตอบเหมือนไม่ใส่ใจแต่ในใจมันคิดว่ามันจะได้ประโยชน์จากการที่ช่วยท่านพ่อของเจ้านายมันในครั้งนี้หรือไม่หากพันธนาการที่ผนึกพลังของมันเอาไว้คลายลงสักหน่อย มันก็อาจจะสามารถ...
“แล้วท่านพ่อจะเป็นอะไรหรือไม่ ? ”ผลข้างเคียงจากการกินยามากเกินไป อีกทั้งยังกินน้ำหินศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปจะมีผลกระทบด้านลบอะไรหรือไม่?
ความคิดของหินศักดิ์สิทธิ์ถูกขัดจังหวะมันจึงตอบอย่างหงุดหงิดว่า [ จะเป็นอะไรล่ะ ?อย่างมากก็หลับไปอีกสองสามวันเพียงแค่นั้นแหละ ข้ารับรองเลยว่าเขาจะมิเป็นอะไรแล้วนี่เจ้ายังกังวลอะไรอีก ? เลิกกังวลไม่เข้าเรื่องเสียที ! ข้าต้องพักผ่อนสักหน่อย อย่าได้รบกวนข้าอีก ! ]
เมื่อหินศักดิ์สิทธิ์รับรองเช่นนั้นหยูเสี่ยวเฉาก็คลายความทุกข์ใจลงได้ในที่สุด นางมองยาที่กำลังปรุงอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี‘มีน้ำหินศักดิ์สิทธิ์อยู่ในยาหม้อนี้ด้วย ควรเอาให้ท่านพ่อกินดีหรือไม่ ? ’
แต่ในเมื่อหินศักดิ์สิทธิ์ได้เอ่ยแล้วว่าไม่มีผลข้างเคียงอะไรและเขาแค่หลับไปหลายวันเท่านั้น เยี่ยงนั้น...นอนเพิ่มอีกสักสองสามวันก็คงมิเป็นไรหรอกมิใช่รึ?
เมื่อหมอซุนมาถึงอีกครั้งไข้ของหยูไห่ก็หายไปแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาแม้แต่น้อย
หมอซุนตรวจอาการของเขาอย่างละเอียดและดูบาดแผลของเขาอีกครั้งแต่เขาก็ยังไม่มองโลกในแง่ดี “ถ้าคนไข้ไม่ฟื้นภายในสองวันเกรงว่าโอกาสที่จะฟื้นขึ้นมาคงน้อยเต็มที ต่อให้ฟื้นขึ้นมาหมอก็ไม่คิดว่าเราจะเก็บขาของเขาเอาไว้ได้...แต่การที่ไข้หายไปแล้วก็เป็นสัญญาณที่ดีเขายังต้องกินยาต่ออีก ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไปตามหมอที่ในเมืองมาได้ ”
หลายวันผ่านไปแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าหยูไห่จะฟื้นขึ้นมาคนส่วนใหญ่ในครอบครัวต่างไม่มีความหวังกันแล้ว ยกเว้นหยูเสี่ยวเฉา นางเป็นคนเดียวที่รู้อาการของหยูไห่ที่หมอซุนประกาศว่าเยี่ยงไรเขาก็มิรอดเป็นแน่ แต่ทว่ามันมิได้เลวร้ายถึงเพียงนั้นอีกทั้งเขายังกินน้ำแช่หินศักดิ์สิทธิ์อยู่ทุกวันเยี่ยงนั้นเขาจึงอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้โดยที่มิได้กินอะไรเลยหยูเสี่ยวเฉาเชื่อมั่นมากว่าตราบใดที่เขาดื่มน้ำหินศักดิ์สิทธิ์อีกสองสามถ้วยอาการบาดเจ็บของพ่อจะค่อย ๆ หายในไม่ช้าก็เร็ว
สามวันแล้วตั้งแต่หินศักดิ์สิทธิ์ใช้พลังทั้งหมดรักษาอาการบาดเจ็บของหยูไห่แต่มันกลับฟื้นร่างวิญญาณมาได้เพียงเท่านั้น
เจ้าลูกบอลแสงสีทองเล่นน้ำอย่างมีความสุขและตบหน้าอกรับรองว่า[มิต้องห่วง ถ้าเจ้าไม่เอาน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ให้เขาดื่มมากเกินไปเขาก็คงฟื้นขึ้นมานานแล้ว ]
เมื่อหินศักดิ์สิทธิ์ได้ยินจากเสี่ยวเฉาว่าหมอซุนบอกพวกเขาว่าต้องตัดขาท่านพ่อของนาง มันก็ตอบอย่างดูถูกว่า [มิต้องไปฟังเจ้าหมอเถื่อนนั่นหินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้จะเมตตาใช้พลังวิญญาณเพิ่มให้อีกนิด ในหนึ่งเดือนท่านพ่อของเจ้าจะเดินได้ด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอนแต่...เขาบาดเจ็บที่เอ็นและกระดูกขา อาจจะต้องเดินกะเผลกในอนาคต ]
ต่อให้เดินกะเผลกก็ไม่เป็นไรตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหยูเสี่ยวเฉาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าท่านพ่อของนางคือเสาหลักของบ้านสองถ้าเขาล้ม บ้านสองทั้งบ้านก็จะล้มไปด้วย
นางจางที่เงียบอยู่สองวันก็ไม่มีหวังว่าหยูไห่จะหายเช่นกันนางจึงเริ่มตะโกนอีกครั้ง “นี่มันกี่โมงแล้ว ? เหตุใดถึงไม่มีใครให้อาหารหมูหรือไปเก็บฟืนเลยเรายังต้องใช้ชีวิตกันต่อไปนะ ถ้าไม่ไปทำงานก็ไสหัวออกไป ! ครอบครัวเราไม่รับคนเกียจคร้าน ! ”
นางหลิวที่อยู่ในสภาวะวิตกกังวลอยู่ตลอดในช่วงนี้ก็รีบลุกขึ้นจากเตียงเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของนางจางความวิตกกังวลและทำงานหนักอย่างต่อเนื่องมาหลายวันทำให้นางหลิวหน้าซีดยิ่งกว่าหยูไห่ที่นอนอยู่บนเตียงเสียอีก
เห็นแบบนี้หยูเสี่ยวเฉาก็รีบเอ่ยขึ้นมาว่า“เสี่ยวเหลียนกับข้าจะดูแลงานบ้านเอง ท่านแม่นอนพักสักหน่อยเถอะ มิต้องห่วงนะอาการของท่านพ่อไม่ได้แย่ลงนี่ก็เป็นข่าวดีแล้ว ท่านพ่อไม่ยอมจากภรรยาดี ๆ แล้วก็ลูก ๆ ที่ฉลาดของเขาไปอย่างแน่นอน ท่านพ่อเป็นคนซื่อตรงและกล้าหาญจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้เป็นแน่ ท่านแม่ต้องมั่นใจในตัวท่านพ่อเข้าไว้สิจึงจะถูกต้อง”
“เด็กคนนี้ ! ใครเขาชมตัวเองเยี่ยงเจ้ากัน ? ” ความกังวลของนางหลิวคลายลงบ้าง นางแกล้งมองไปที่เด็กหญิงแม้ว่าครอบครัวนี้จะมีงานให้ทำไม่ได้หยุดหย่อนและถูกด่าอยู่ตลอด แต่สามีของนางก็ดีกับนางอย่างแท้จริงตราบใดที่สามีของนางสามารถรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้ นางก็จะไม่บ่นหากต้องเจอกับความลำบากอีก
นางหลิวก้มหัวมองหยูไห่อย่างเงียบ ๆผ่านมาหลายปีนี่เป็นครั้งแรกที่นางมองเขาอย่างละเอียดถึงเพียงนี้ เขาหมดสติไปถึง 5วันและดูสงบนิ่งราวกับว่าเขาแค่หลับไปเท่านั้น นางหลิวเพียงแค่หวังว่าเขาจะลืมตาขึ้นมายิ้มให้นางแล้วเรียกชื่อนางว่า มู่หยุนอีกครั้ง
หวังว่าจะเป็นอย่างที่เสี่ยวเฉากล่าวเขาจะรอดจากเคราะห์กรรมครานี้ไปได้...