เฉียวซีกางมือปิดหน้าจอมือถือ ยังทำใจมองดูสภาพร่างใหม่ที่แก่กว่าเดิมของตนไม่ลง “ไว้ค่อยดูทีหลัง พักก่อน...วิ่งมาตั้งไกล นายไม่เหนื่อยรึไง”
“อ้อ” หลิวหย่วนไม่เซ้าซี้หล่อนอีก เขาเลื่อนดูรูปไม่กี่รูปก็เก็บกลับช่องมิติ ล้มตัวลงนอนมองฟ้ามองดาวก่อนถอนใจยาว
อารมณ์พลิกเปลี่ยนกลับหัวกลับหาง ถามคนเป็พี่เสียงลังเล “พี่ว่าชาตินี้พวกเราจะมีชีวิตรอดได้นานไหม?”
“ไม่รู้สิ ฉันไม่มีความทรงจำอยู่ในหัว ไม่รู้ว่าที่นี่อยู่ยากลำบากแค่ไหน แต่ในเมื่อไม่ต้องหนีคลื่นซอมบี้ แถมยังมีพลังธาตุกับของเล็กๆ น้อยๆ ในช่องมิติติดตัวมา นายจะกังวลไปทำไมว่าพวกเรายังจะเอาตัวไม่รอด”
เพราะมั่นใจว่าอยู่กันตามลำพัง เฉียวซีจึงได้คลายใจ ล้มตัวลงนั่งข้างน้องชาย
“เฮ้อ ถ้าพลังธาตุของพวกเราแข็งแกร่งเหมือนอย่างหัวหน้าได้ก็คงจะดียิ่งกว่านี้อีก พี่ว่าไหม”
นอนทอดอารมณ์มองฟ้ามองดาวอยู่นาน หลิวหย่วนก็ถอนใจออกมาอีกครั้ง
เสียดายที่พลังธาตุของพวกเขาพี่น้องจัดอยู่ในกลุ่มอ่อนด้อยที่สุดในหมู่มวลมนุษยชาติที่สามารถปลุกพลังขึ้นมาได้
ถ้าไม่ดื่มยาฟื้นพลังขวดสีเงินที่หัวหน้ามอบให้ ดีที่สุดก็เพียงแค่ใช้พลังธาตุเรียกน้ำได้ไม่เกิน 30 เซิง[1]ต่อวัน
พลังธาตุเพียงน้อยนิดนี้ จะไปมีประโยชน์อะไร ถ้าเทียบกับกลุ่มผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตเมืองซิงเซิง
ลำพังแค่ผู้ปลุกพลังธาตุน้ำในกลุ่มก็มีอยู่ด้วยกันตั้งห้าคนเข้าไปแล้ว ซ้ำแต่ละคนยังเรียกใช้น้ำได้ดังใจ
อย่าว่าแต่น้ำ 30 เซิงของเขาเลย สร้างลูกะุน้ำขนาดเท่าลูกแตงโมขึ้นมากลางอากาศ เพื่อหยุดยั้งซอมบี้คลื่นเล็กๆ ไม่กี่สิบตัวก็ไม่ใช่เื่ยากสำหรับคนกลุ่มนั้น
ส่วนพี่สาวที่มีพลังธาตุไม้ก็ดีกว่าเขานิดหน่อย ตรงที่หล่อนสามารถสร้างลูกศรที่ใช้กับหน้าไม้ซึ่งพวกเขาใช้เป็อาวุธได้ราว 100 ชิ้นต่อวัน ทำให้พวกเขายังพอใช้ลูกศรป้องกันตัวได้ในบางครั้ง
แต่ถ้าเทียบกับหัวหน้าที่มีพลังธาตุโลหะ สามารถสร้างลูกศรโลหะได้พร้อมกันในคราเดียวเป็สิบๆ ลูก หรือก่อกำแพงเหล็กขนาดใหญ่ขึ้นมาในชั่วพริบตา ถือว่ายังทิ้งห่างไปไกลหลาย่ถนน
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงคราวเผชิญหน้ากับคลื่นซอมบี้ คนในกลุ่มถึงได้เลือกสละพวกเขาทิ้งเป็อันดับแรก
“เื่ดีๆ จะมาพร้อมกันในคราเดียวได้ยังไง พวกเราพี่น้องเกิดใหม่ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
เฉียวซีเหลียวควับไปมองค้อนหลิวหย่วนคอแทบเคล็ด
คนที่เกิดใหม่มามีแค่น้องชายแค่คนเดียวที่ต้องเลี้ยงดู ไม่ควรมาถอนใจแข่งกันหล่อนที่มีทั้งสามีและลูกเป็ของแถมมาตั้งสามคน
คิดแล้วก็ให้หดหู่ใจ หล่อนล้มตัวลงนอนมองทะเลดาวกว้างใหญ่ไพศาลเหนือหัวอย่างเลื่อนลอย
เริ่มย่อยเื่ราวที่ประสบพบเจอั้แ่ฟื้นตื่น ทั้งยังพยายามทำใจยอมรับกับตัวตนใหม่ไปเงียบๆ
“ผมไม่ได้จะขอมากสักหน่อย อย่างน้อยแค่สร้างน้ำได้สักบ่อใหญ่ต่อวัน หรือพี่ทำให้พืชเติบโตในชั่วข้ามคืนได้ก็ยังดี”
ที่นี่ไม่มีซอมบี้ก็จริง แต่มีภัยแล้งกับภัยา
น้ำถังเล็กๆ ถังหนึ่งต่อวันที่เขาเรียกออกมาได้ ยังถือว่าพอมีประโยชน์ช่วยบรรเทาการขาดแคลนน้ำไปได้บ้าง
แต่พลังธาตุไม้ของพี่สาวที่ตลอดมาสร้างได้เพียงแค่ลูกศร จะดียิ่งกว่านี้ ถ้ามีผลทำให้พืชเจริญเติบโตได้ในชั่วพริบตา พวกเขาจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรกินแล้วอดตายไปอีกรอบ
หลิวหย่วนถอนใจแล้วถอนใจอีก กอบดินกลางทุ่งขึ้นมาหนึ่งกำ ตั้งท่าปล่อยพลังทีเล่นทีจริง
“เ้าน้องโง่!”
เสียงหัวเราะของเฉียวซีเต็มไปด้วยความขมขื่น ผลักหัวน้องโง่ไปเบาๆ ทีหนึ่งเพื่อปลุกเขาให้ตื่นจากฝัน
“ถ้ามีพลังแบบนั้นจริง พวกเราคงไม่ถูกมองเป็คนไร้ประโยชน์ ถูกคนเขาผลักเข้าใส่คลื่นซอมบี้จนมาเกิดใหม่ที่นี่หรอก”
เฉียวซีกอบดินขึ้นมากำหนึ่ง ถอนใจยาว แต่ยังอดไม่ได้จะลองใช้พลังธาตุไม้ของตนทำอย่างที่หลิวหย่วนว่า…ทำให้พืชเติบโตในชั่วพริบตา
พรึ่บ!
ดินกำนั้นในมือหล่อนบังเอิญมีเมล็ดข้าวสาลีติดขึ้นมาด้วยหลายเมล็ด เมื่อใช้พลัง…ดินทั้งกำก็สว่างวาบขึ้น
อยู่ๆ เมล็ดข้าวก็เริ่มงอกเป็ต้นกล้าเล็กๆ สูงขึ้นๆ กลายเป็ต้นข้าวเขียวชอุ่ม เติบโตจนข้าวออกรวงเหลืองอร่าม แล้วสุกงอมโน้มต้นปล่อยเมล็ดข้าวร่วงตกลงพื้นกองย่อมๆ ต่อหน้าต่อตาสองพี่น้องที่นิ่งอึ้งตะลึงค้าง
ทั้งกระบวนการนี้ ใช้เวลาไม่ถึงห้าวินาที!
แน่นอนว่าเฉียวซีกับหลิวหย่วนที่เริ่มกลั้นหายใจั้แ่เห็นต้นกล้างอกออกมายังไม่ทันนับด้วยซ้ำ
“พะ…พี่ใหญ่” หลิวหย่วนจะสะดุ้งคืนสติ ลุกขึ้นนั่งกอบเมล็ดข้าวเปลือกด้วยสองมือสั่นเทายื่นไปตรงหน้าเฉียวซี
“พี่ลองทำอีกครั้ง!”
[1]升 1 เซิง เท่ากับ 1 ลิตร