เพราะโตมาด้วยกันหลี่เชี่ยนเชี่ยนจึงรู้วิธีควบคุมจิตใจสวีหว่านหนิงเป็อย่างดี
ด้วยเหตุนี้ หลี่เชี่ยนเชี่ยนจึงเดินมาควงแขนสวีหว่านหนิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อน
“หว่านหนิงเธองอนพวกฉันนานขนาดนี้แล้ว น่าจะหายโกรธได้แล้วหรือเปล่า ฉันกับกู้จวิ้นและเธอพวกเราสามคนเดินทางจากปักกิ่งมายังหมู่บ้านต้าเจียงอันห่างไกลด้วยกันเราควรเป็เพื่อนที่สนิทสนมกันที่สุดถึงจะถูก เธอทำใจเห็นพวกเราหิวโซได้จริงๆ เหรอ?”
สวีหว่านหนิงพยักหน้าอย่างไม่ลังเลน้ำเสียงฟังดูจริงจังเป็พิเศษ “ฉันทำได้”
“สวีหว่านหนิงนี่เธอ....”
“ฉันต้องกลับไปทำอาหารเที่ยงให้ลูกไม่มีเวลาฟังเธอพูดเหลวไหล!”
เธอสะบัดมือของหลี่เชี่ยนเชี่ยนออกแม้แต่หางตาก็ยังไม่ปรายมองกู้จวิ้น ก่อนจะเดินจากไปทั้งอย่างนั้น
เมื่อเห็นแผ่นหลังของสวีหว่านหนิงห่างออกไปเรื่อยๆหลี่เชี่ยนเชี่ยนเดือดจัดจนกระทืบเท้า
“ดูสิฉันบอกแล้วว่าสวีหว่านหนิงเหมือนเปลี่ยนเป็คนละคน ยังไงเธอก็เป็แม่คนครั้งก่อนที่บอกให้เธอเอาลูกไปขายคงทำให้เธอโกรธจริงๆ!”
“เสียงเบาหน่อยสิ!” กู้จวิ้นรีบปิดปากหลี่เชี่ยนเชี่ยนที่กำลังเป็ฆ้องปากแตก “เื่นี้โทษฉันได้ที่ไหน เธอเป็คนยุยงไม่ใช่หรือไง?”
“ฉันบอกให้เธอหาวิธีหลอกเอาเงินจากสวีหว่านหนิงคือการบอกให้สวีหว่านหนิงไปขอเงินจากครอบครัว เื่ขายลูกเป็ความคิดของเธออย่ามาลากฉันไปเกี่ยวด้วย!”
กู้จวิ้นถลึงตาใส่หลี่เชี่ยนเชี่ยนแต่กลับพูดไม่ออก
ก่อนหน้านี้ฝีปากนี้มีไว้เพื่อต่อกรกับสวีหว่านหนิงหลอกสวีหว่านหนิงจนหัวหมุน ซึ่งทำให้เขาถูกใจยิ่งนัก แต่เมื่อหลี่เชี่ยนเชี่ยนใช้ฝีปากนี้กับเขาเขากลับอยากให้เธอหุบปากไปตลอดชีวิต
แต่แผนการที่เหลือยังจำเป็ต้องใช้ความร่วมมือจากหลี่เชี่ยนเชี่ยนกู้จวิ้นเลยต้องตามใจเธอไปก่อน
“เชี่ยนเชี่ยนเธอก็เห็นแล้วว่าตอนนี้สวีหว่านหนิงไม่คิดจะสุงสิงกับพวกเราอีกเธอยังจะสงสารเขาอีกเหรอ”
หลี่เชี่ยนเชี่ยนพูดในใจเธอสงสารสวีหว่านหนิงที่ไหน เธออยากจะผลักสวีหว่านหนิงตกเหวลึกด้วยซ้ำ!
“แต่เมื่อกี้เธอคงเห็นแล้วหว่านหนิงไม่อยากคุยกับพวกเราด้วยซ้ำ แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง”
“เชี่ยนเชี่ยนคนดีเธอกับสวีหว่านหนิงชาติกำเนิดต่างกันขนาดนี้เธอยังทำให้เขายอมเป็ลิ่วล้อได้ตั้งหลายปี เธอต้องมีวิธีจัดการกับเขาจริงไหมตอนนี้หว่านหนิงหยิ่งผยองมาก แต่เธอน่าจะมีวิธีทำให้หว่านหนิงกลับไปเป็เหมือนเมื่อก่อนฉันเชื่อว่าเธอทำได้”
กู้จวิ้นใช้คารมคมคายของตัวเองปัดเป่าความกังวลของหลี่เชี่ยนเชี่ยน
“ฉันมีอยู่วิธีหนึ่งที่อาจจะใช้หลอกสวีหว่านหนิงออกมาได้แต่ถ้าครั้งนี้ยังทำไม่สำเร็จอีกละก็ ฉันกับเธอคงแตกหักกันจริงๆเพราะฉะนั้นเงินที่ได้มาคราวนี้ จะต้องแบ่งให้ฉันครึ่งหนึ่ง”
“ไม่ได้!” กู้จวิ้นปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด “ฉันต้องแบ่งให้พี่หู่ครึ่งหนึ่งด้วยถ้าเขาไม่หาคนมา แผนการของพวกเราคงไม่สำเร็จ ถ้าแบ่งให้เธออีกฉันก็เสียแรงเปล่าน่ะสิ”
“ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เื่ของฉัน!”
กู้จวิ้นจนใจจึงต้องยอมรับปากหลี่เชี่ยนเชี่ยนก่อนชั่วคราว
สุดท้ายแล้วจะหลอกเงินจากสวีหว่านหนิงได้มากน้อยแค่ไหนมันก็ขึ้นอยู่กับเขามิใช่หรือ?
ตอนสวีหว่านหนิงกลับมาถึงบ้านหลินหลินอันก็กลับมาแล้ว
ไม่รู้ว่าเขาไปเอาแผ่นไม้จำนวนมากมาจากไหนตอนนี้เขากำลังใช้มันทำโต๊ะหนังสือให้กับพวกเด็กๆ
ต้าชุนกับเยาเม่ยนั่งอยู่ข้างๆเด็กน้อยทั้งสองไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง เพราะกลัวจะรบกวนคุณพ่อ
เมื่อแผ่นไม้ธรรมดาๆมาอยู่ในมือของหลินอัน มันเหมือนได้รับการชุบชีวิตไม่นานนักหลินอันก็ประกอบโต๊ะเสร็จหนึ่งตัว
จากนั้นเขาก็เริ่มประกอบโต๊ะอีกตัวหลังประกอบโต๊ะสองตัวที่หน้าตาเหมือนกันเสร็จ เขาก็กล่าวว่า “ต้าชุน เยาเม่ยมาเลือกโต๊ะที่ชอบสิลูก”
เขากลัวเด็กสองคนจะทะเลาะแย่งของกันถึงได้ทำโต๊ะแบบเดียวกันสองตัว
แต่ต้าชุนกลับวางมาดของพี่ใหญ่แล้วพูดกับเยาเม่ยว่า “เธอเป็น้อง เธอเลือกก่อน”
“ถ้าอย่างนั้นหนูเอาตัวซ้ายค่ะ”
“ได้”
หลินอันเองก็พยักหน้าตอบรับมือของเขาถือมีดแกะสลักอยู่ด้วย ว่าแล้วจึงสลักใบหน้าของเด็กสองคนลงไปบนโต๊ะท่ามกลางการเฝ้ามองของสามแม่ลูก
มันคือใบหน้าของต้าชุนและเยาเม่ย
ทั้งที่มีลายเส้นแค่ไม่กี่เส้นแต่กลับแยกออกได้อย่างง่ายดายว่าใครเป็ใคร
เธอกะแล้วว่าผู้ชายคนนี้เก่งงานไม้มาก
“พ่อจะยกมันไปไว้ในบ้านต่อไปพวกลูกจะต้องดูแลรักษาโต๊ะหนังสือของตัวเองให้ดี ห้ามแย่งกัน”
“วางใจได้ครับพ่อผมกับน้องไม่ทะเลาะกันอยู่แล้ว”
สวีหว่านหนิงเห็นลูกสองคนกำลังเห่อโต๊ะตัวใหม่จึงเดินเข้าไปในครัว
แม่หลินกำลังเย็บเสื้อหนาวอยู่ในบ้านเธอจึงห่อไส้เกี๊ยวคนเดียว
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลังสวีหว่านหนิงเอ่ยโดยไม่เงยหน้า “แม่คะวันนี้พวกเรากินเกี๊ยวไส้หมูผักกาดกันนะคะ”
หลินอันกล่าว“ฉันเอง”
“อืมพวกเราจะกินเกี๊ยวไส้หมูผักกาดขาวกัน น่าจะต้องรออีกสักพักคุณไปเล่นเป็เพื่อนลูกก่อนเถอะ”
“ฉันจะจุดเตาให้”
หลินอันนั่งลงข้างเตาเขาจุดไฟพลางเอ่ยว่า “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับเข้ากองแล้ว”
“พรุ่งนี้จะกลับแล้วเหรอ” สวีหว่านหนิงแปลกใจ “ไหนบอกว่าครั้งนี้ได้วันหยุดเจ็ดวันไม่ใช่เหรอ”
นี่เพิ่งวันที่สี่เท่านั้น
“หน่วยงานมอบหมายภารกิจให้ฉันฉันจัดการมันเรียบร้อยั้แ่เมื่อคืนแล้วเพื่อความไม่ประมาทฉันควรกลับไปรายงานความคืบหน้าก่อน”
สวีหว่านหนิงเข้าใจแล้วเมื่อคืนเขาได้รับาเ็เพราะจับตัวคนร้ายตอนนี้ในเมื่อจับตัวได้แล้วก็ควรพาตัวกลับไปยังสถานที่ที่สมควร
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะห่อเกี๊ยวเยอะหน่อยตอนนี้อากาศหนาวคงเก็บไว้ได้หลายวัน คุณจะได้เอาไปกินระหว่างทาง”
ขณะพูดสวีหว่านหนิงไม่ได้หยุดมือที่กำลังทำครัวอยู่
หลินอันมองเธออย่างเงียบงันทั้งที่หน้าตาเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ทำไมถึงให้ความรู้สึกต่างกันราวกับคนละคน?
ตอนอยู่ในกองทัพทุกครั้งที่เขาคิดถึงบ้าน คนที่เขาคิดถึงมักจะมีแค่แม่กับลูกน้อยสองคนมีแค่ไม่กี่ครั้งที่คิดถึงเธอด้วยความกังวลว่า เธอจะใจร้ายกับลูก
เดิมทีเขานึกว่าเธอเกลียดชังเขาแต่ความจริงกลับพบว่า แค่ระยะเวลาไม่กี่วันสั้นๆ เธอกลับค่อยๆดึงดูดสายตาของเขาทีละนิด
สวีหว่านหนิงััได้ถึงสายตาของหลินอันที่มองจ้องมา
เธอรู้สึกประหม่าระคนหวั่นใจ
จากไม่กี่วันที่ได้อยู่ร่วมกันทำให้เธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้รู้จักขอบเขตและดูแลคนอื่นเป็ นอกจากความปากจัดเป็ครั้งคราวแล้ว เขาก็คือผู้ชายแสนดีที่หาได้ยาก
แต่คนที่รับราชการทหารมาเป็สิบปีไม่มีเส้นสายหรือครอบครัวคอยหนุนหลัง อาศัยเพียงความสามารถของตัวเองจนได้เลื่อนขั้นเป็ระดับหัวหน้าั้แ่อายุยังไม่ถึงสามสิบย่อมเป็คนที่ประมาทด้วยไม่ได้
คนประเภทนี้มักสังเกตเห็นพิรุธและรายละเอียดปลีกย่อยได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ
เขาคงไม่ได้รู้สึกสังหรณ์ใจว่าร่างนี้ถูกสลับเปลี่ยนจิติญญาไปแล้วหรอกนะ?
หลินอันรับรู้ได้ว่าสวีหว่านหนิงนิ่งเกร็งไปชั่วขณะ แม้แต่มือที่กำลังนวดแป้งก็เริ่มเสียจังหวะ
นี่คือปฏิกิริยาของคนที่กำลังประหม่า
“เธอกลัวฉันมาก?”
“หา?”
หลินอันเม้มปากก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา “วางใจเถอะ ในเมื่อเธอเป็ภรรยาของฉัน เป็แม่ของลูกฉัน ฉันจะไม่ทรยศเธอ”
ประโยคนี้เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าทุกครั้ง
ราวกับกำลังให้คำมั่นสัญญา
“เพราะฉะนั้นเธออยากตามไปอยู่ด้วยกันหรือเปล่า”