เมื่อคำว่าเทพกระบี่หลุดออกจากริมฝีปากของชายชรา เด็กชายที่ดูไร้ความสนใจมาโดยตลอดกลับลืมตาโพลงขึ้นมาทันที
ร่างที่ก่อนหน้านี้แนบกับต้นไม้ราวกับไร้ิญญาถึงกับผงกหัวขึ้น ดวงตาที่เคยหม่นหมองฉายแววเปล่งประกายของความตื่นเต้นอย่างมิอาจปิดบังได้ หลัวหยางที่เคยทำท่าราวกับหลับใหลกลับลุกขึ้นนั่งหลังตรงโดยอัตโนมัติ
แม้พยายามจะเก็บอาการ แต่ท่าทางกระตือรือร้นก็ปรากฏชัดเจนเสียจนเด็กคนอื่นๆต้องแอบหัวเราะคิกคัก
ชายชราที่เห็นปฏิกิริยานั้นก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นตรงมุมปากก่อนที่จะหลับตาลงชั่วครู่ แล้วเปิดมันขึ้นพร้อมสายตาที่ฉายแววลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เสียงของเขาเปลี่ยนเป็กังวานหนักแน่น
“ก่อนที่จิงิจะเป็เทพกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุค ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาเกิดจากที่ใด ไม่มีใครรู้ว่าเขามาจากไหนหรือมาจากดินแดนเบื้องบนแห่งตำนาน บางตำนานกล่าวว่าเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน ท้องฟ้าฉีกขาดและได้เกิดรอยแยกของความเป็จริงขึ้นอย่างไร้คำอธิบาย”
“รอยแยกนั้นคือรอยแยกของเหตุและผล พลังลึกลับอันบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากรอยแยกนั้นเป็แสงสีฟ้าขาวบริสุทธิ์”
“คาบเกี่ยวระหว่างความว่างเปล่าและความมีอยู่ เป็เส้นแบ่งบางๆระหว่างนิรันดร์กับสิ้นสูญ!”
“กลางแสงนั้น ทารกผู้หนึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า ดั่งหยดแห่งสัจธรรมอันแรกเริ่ม”
“ดวงตาของเขาเป็สีเงินบริสุทธิ์ที่ฉายแววแห่งความเข้าใจในทุกสรรพธรรม มันไม่ใช่สายตาของเด็กทารกทั่วไป แต่มันคือสายตาที่สามารถมองเห็นลึกเข้าไปในแก่นของกฎเกณฑ์แห่งโลก เขาถูกอุ้มชูไว้ในอ้อมแขนของนักพรตแก่ผู้โดดเดี่ยวแห่งสำนักเล็กๆ ชื่อสำนักเฉวียนกู่”
“สำนักที่ตั้งอยู่บนูเาฝนโปรยซึ่งมีหมอกหนาแน่นตลอดปี นักพรตผู้นั้นให้ชื่อแก่เขาว่า จิงิ — ผู้แจ่มกระจ่างบริสุทธิ์”
“ผู้เฒ่ารับเลี้ยงรู้ดีทันทีว่าทารกผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา เด็กคนนี้ไม่เคยเรียนรู้วิชาใดจากคัมภีร์ แต่กลับสามารถเข้าใจหลักการแห่งพลังเพียงแค่มองอาวุธ ไม่เคยเจริญสมาธิ แต่กลับเข้าใจแก่นแห่งการฝึกฝนได้เพียงสบสายตา”
“อายุเพียงสิบเจ็ดปี เขาเรียนรู้ทุกกระบวนท่ากระบี่ในสำนักภายในเวลาไม่กี่เดือน เขาไม่เคยแพ้ในการประลอง และทุกครั้งที่ใช้กระบี่ เขาไม่ได้ควบคุมกระบี่ แต่กระบี่ต่างหากที่เชื่อฟังเขา ราวกับจิติญญาของมันยอมรับเขาโดยไม่มีเงื่อนไข!”
“ในวัยยี่สิบปี เขาสามารถโค่นสัตว์อสูรระดับสูงได้ด้วยกระบี่ไม้ธรรมดาเพียงเล่มเดียว กระบี่ซึ่งไม่มีคม ไม่มีพลังิญญา ถูกเขาใช้อย่างเชี่ยวชาญราวกับเป็อาวุธศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ได้แทง ไม่ได้ฟัน แต่แค่แกว่งปลายกระบี่ไปในอากาศหนึ่งครั้ง”
“คลื่นพลังที่ไร้รูปร่างก็ปาดผ่ากายอสูรจนขาดเป็สองท่อน ประหนึ่งโลกทั้งใบสะดุ้งะเืตามปลายกระบี่ของเขา”
“อายุยี่สิบห้าปี ชื่อเสียงของเขาล้ำหน้าไปไกลจนทั่วทั้งทวีป์ต่างเรียกขานว่า ชายหนุ่มผู้สว่างดั่งรุ่งอรุณ มีผู้นำจากนิกายใหญ่พยายามเชิญเขาเข้าร่วม บ้าง้ารับเป็ศิษย์ บ้าง้าให้สืบทอดตำแหน่ง แต่เขาปฏิเสธทั้งหมดด้วยเพียงถ้อยคำเดียว”
“ข้าอยากฟังเสียงของกระบี่ ไม่ใช่เสียงของโลก และนั่นเองที่ทำให้เขากลายเป็ตำนานที่แท้จริง!”
“สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากผู้ฝึกตนทั้งปวงมิใช่ฝีมืออันเป็เลิศ แต่คือความสามารถที่ไม่มีใครลอกเลียนได้”
“เขาสามารถได้ยินเสียงของกระบี่ กระบี่ทุกเล่มที่เขาัั ล้วนเผยจิติญญาของมันออกมาต่อหน้าเขาโดยสมัครใจ ราวกับมันรู้ว่าผู้ที่ยืนเบื้องหน้าคือแสงแรกแห่ง์ กระบี่ที่ไม่ยอมให้ใครแตะ กระบี่ต้องห้ามที่ไม่มีผู้ใดดึงออกมาได้ ล้วนยอมจำนนเมื่ออยู่ในมือเขา”
“กระทั่งในวัยสามสิบปี ขณะเดินทางผ่านหุบเขาน้ำแข็งพันปี เขาพบกับผาน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ว่ากันว่ามีบางสิ่งฝังอยู่ในน้ำแข็งนั้นมาหลายหมื่นปี กระบี่เล่มหนึ่งที่ไร้นาม ถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งหนาจนไม่สามารถแม้แต่จะมองเห็นรูปร่างได้”
“ผู้ฝึกตนมากมายเคยพยายามใช้พลังเพื่อดึงมันออกมา แต่ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น เมื่อจิงิเดินเข้าไปใกล้ เพียงเขาเอื้อมมือแตะผิวน้ำแข็ง น้ำแข็งพันปีทั้งหมดพลันแตกร้าวราวกับมันเฝ้ารอคอยเขามานานนับกาลเวลา เสียงสั่นะเืของกระบี่ดังกึกก้องไปทั่วฟ้าและดิน”
“จากนั้นมันก็บินเข้าไปฝังกลางใจเขา หลอมรวมกับิญญาของเขาราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของเขาแต่กำเนิด”
“นับแต่นั้น กระบี่เล่มนั้นได้รับนามว่า กระบี่ชิงิ — กระบี่ระดับเทพที่มีจิติญญาของตนเอง”
“กระบี่ซึ่งสามารถคิด อ่าน และตอบสนองต่อผู้ถือครองได้ กระบี่ที่ไม่้าพลังิญญาหล่อเลี้ยง แต่ใช้ความเข้าใจในกฎเกณฑ์และจิตแห่งกระบี่ของผู้ครองเป็เชื้อเพลิง มันสามารถเปลี่ยนรูปร่างตามเจตจำนงของผู้ใช้ จู่โจมได้ทั้งมิติภายนอกและภายใน”
ชายชราเว้นวรรคไปเล็กน้อย ท่ามกลางความเงียบงันที่ดูราวกับแม้แต่ลมหายใจก็ไม่กล้ารบกวนบรรยากาศ
“ไม่นานหลังจากที่จิงิกระบี่ชิงิ ความมืดจากห้วงล่างอันลึกสุดของมิติเวิ้งว้างก็เริ่มปะทุ”
“ตราผนึกแห่งเทพยุคโบราณที่เคยผนึก 'มารหกทิศ' ไว้เมื่อหลายแสนปีก่อนเริ่มแตกร้าว เสียงคำรามจากความมืดแผ่ซ่านผ่านทุกมิติ รอยร้าวที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่บีบคั้นจิติญญาของเหล่าผู้มีพลังจนแทบะเิ”
“จากผืนดินเบื้องล่าง แผ่นฟ้าถึงเบื้องบน กฎเกณฑ์แห่งโลกเริ่มสั่นคลอน”
“ทวีป์เข้าสู่ยุคาอีกครา ทวยเทพผู้เคยรุ่งโรจน์พ่ายแพ้กว่าครึ่ง สำนักและนิกายทั้งใหญ่เล็กต่างล่มสลาย ขุนเขาร่วงลง ทะเลสาบกลายเป็ผืนทราย ท้องฟ้าถูกฉีกออกจนเห็นเงามืดเลื้อยพลิ้วราวกับฝันร้ายจากนอกจักรวาล”
“ในห้วงวิกฤตอันมืดมนนั้น ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องพึ่งใคร ไม่มีวีรบุรุษคนใดหลงเหลืออยู่แล้วในโลกที่ถูกความกลัวกลืนกิน”
“แต่แล้วในยามที่ฟ้าถล่มดินทลาย จิงิกลับยกกระบี่ขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง ปลายกระบี่ที่สั่นสะท้านปรากฏประกายแห่งแสงแรกเฉือนฟ้าราวสายรุ้งตัดม่านเมฆ พลังของกระบี่ไม่เพียงฉีกทะลวงมิติ กระทั่งแบ่ง์กับความมืดออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เป็ครั้งแรกที่ทวยเทพตระหนักว่าชายหนุ่มผู้ถือกระบี่ผู้นี้ มิใช่เพียงมนุษย์ที่เกิดจากโลก หากเป็ตัวตนที่เหนือขึ้นไปจากกฎแห่ง์ เขาคือเทพกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่”
“แม้เขาไม่เคยเรียกร้องตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพียงแค่ยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิแห่งหายนะ เขากลับกลายเป็ศูนย์กลางของความหวังโดยไม่ตั้งใจ ผู้คนทุกเผ่าพันธุ์ไม่ว่าเทพ อสูร มนุษย์ ต่างหลั่งไหลมาสวามิภักดิ์ใต้ร่มเงากระบี่ของเขา”
“ศึกครั้งนั้นกินเวลานานถึงห้าทศวรรษ ท่ามกลางห่าพิษจากมารหกทิศ จิงิเดินหน้าฝ่าคลื่นแห่งหายนะโดยไม่ถอยหลังแม้เพียงก้าว เมื่อถึงที่สุด เขาใช้กระบี่เพียงเล่มเดียว ผ่าทะลวงเส้นชะตาของมารหกทิศ ตัดิญญาของมันออกจากห่วงโซ่แห่งการกำเนิด”
ยุติาแห่งความมืดลงด้วยเพียงหนึ่งจังหวะกระบี่!”
“หลังศึกนั้น เขาได้รับนามใหม่จากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายว่า เทพกระบี่จิงิ จักรพรรดิกระบี่แห่งแสงแจ่มกระจ่าง นามอันเป็เกียรติสูงสุดที่ไม่มีผู้ใดเคยได้รับในประวัติศาสตร์ของทวีป์ และเพื่อไม่ให้ความมืดหวนคืน”
“เขาได้สร้าง ‘ชิงิเทียนกง’ หรือ ‘วัง์แจ่มกระจ่าง’ บนยอดเขาซึ่งเขาใช้กระบี่ตัดให้แยกออกจากพื้นดินและลอยอยู่เหนือเมฆาเป็นิจนิรันดร์ ที่แห่งนั้นไม่มีผู้ใดสามารถเหยียบย่างขึ้นไปได้หากไร้จิติญญาและความมุ่งมั่น”
“และนิกายนี้มีกฎหนึ่งข้อที่ไม่เคยมีใครกล้าละเมิดมาตลอดหมื่นปี”
“นั่นคือผู้ถือกระบี่ต้องถือความแจ่มกระจ่างแห่งใจเป็อันดับแรก มิฉะนั้นกระบี่จะกลืนิญญาเ้าก่อนศัตรู เพราะในวิถีกระบี่ของจิงิ กระบี่ไม่ใช่อาวุธ แต่คือสื่อกลางระหว่างจิตและสัจธรรม หากใจของเ้าขุ่นมัว กระบี่จะสังหารเ้าก่อนที่เ้าจะสามารถจ้องมองศัตรูด้วยซ้ำ”
“เขาได้ถ่ายทอด ‘วิถีกระบี่เจ็ดแจ่มกระจ่าง’ ซึ่งคือเจ็ดขั้นแห่งการบรรลุสัจธรรมผ่านกระบี่ ให้แก่ศิษย์ผู้มีบุญควรสืบทอด ผู้ที่สามารถเข้าใจแม้เพียงขั้นหนึ่ง ก็สามารถกลายเป็ผู้เปลี่ยนแปลงมิติได้ ผู้ที่สามารถเข้าใจได้ทั้งเจ็ด ไม่เคยมีผู้ใดทำได้แม้แต่จิงิเองก็ตาม”
“ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปหมื่นปี กฎเกณฑ์ของโลกเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง เส้นแห่ง์เริ่มแตกร้าว มิติฟ้าทั้งสามเริ่มคลาดเคลื่อน ดาวฤกษ์ใหญ่ดับลงทีละดวง เสียงของฟ้ากระซิบถึงจิงิว่าจุดจบใกล้เข้ามาแล้ว”
“เขารู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่มันคือวัฏจักรใหม่ที่จะพาโลกกลับสู่ห้วงแห่งความมืดอีกครั้ง”
“และในวาระนั้น เขาเลือกที่จะใช้สิ่งสุดท้ายที่เขามีจิติญญาของตนเอง”
“จิงิผนึกตนเองเข้ากับกระบี่ชิงิ กลายเป็หนึ่งเดียวกับมัน แล้วใช้ปลายกระบี่ผ่าเส้นกาลเวลา ฉีกทางเชื่อมกลับไปยังต้นกำเนิดของฟ้าเบื้องต้น ก่อนที่โลกจะถือกำเนิด ก่อนที่แสงจะมีรูปร่าง เขาทิ้งถ้อยคำไว้เพียงหนึ่ง”
“เมื่อมืดมิดกลืนฟ้าอีกครั้ง จงรอแสงที่ฟื้นขึ้นจากเงา ข้าจะกลับมาในรูปของผู้ถือกระบี่คนใหม่”
“แล้วร่างของเขาก็สลายกลายเป็ประกายแสงหมื่นเส้น ล่องลอยไปทั่วทั้งทวีป์ ปะปนกับสายลม สายน้ำ และดวงดารา”
“ั้แ่นั้นมา ผู้คนในยุคปัจจุบันต่างเชื่อว่า หากวันหนึ่ง เด็กผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมสายตาแห่งกระบี่ชิงิ หรือมีกระบี่ระดับสูงที่สั่นะเืขึ้นมาเองโดยไร้เหตุผล มันคือสัญญาณว่าแสงแห่งจิงิเริ่มกลับมารวมตัวอีกครั้ง”
“และผู้ถือกระบี่คนใหม่ อาจเป็ผู้เปลี่ยนแปลงชะตาของทวีป์ทั้งผืน ไม่ว่าจะนำพาไปสู่แสงสว่าง หรือความมืดที่ลึกยิ่งกว่าครั้งใด”
เมื่อชายชราเอ่ยประโยคสุดท้ายจบลง เสียงของเขาก็จางหายไปในอากาศดั่งลมหายใจสุดท้ายของตำนาน ทั้งลานหมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบงันอันขรึมขลัง ทุกสายตายังคงแแ่อยู่กับใบหน้าอันเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจของชายชรา