3
สองวันก่อนมีเสียงะเืเลือนลั่นจากปลายยอดเขา โดยปกติแล้วที่นั่นเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งร่างของเ้าสำนักฝูธารน้ำบริสุทธิ์ที่ไหลหล่อเลี้ยงต้นไม้น้อยใหญ่ก็ถือกำเนิดจากปลายยอดเขาเช่นกันหลังจากที่เ้าสำนักฝูหลับใหลลงก็ไม่มีผู้ใดสามารถย่างกรายเข้าไปได้เว้นเสียแต่บรรดาผู้าุโดำรงตำแหน่งเป็อาจารย์และศิษย์สายตรงที่ทำหน้าที่ตรวจตราในเขตต้องห้ามเท่านั้น
หลังจากมีการะเืครั้งใหญ่เลี่ยงหวงและเหลยเฟิงศิษย์สายตรงของผู้าุโจิ้นรีบกรูไปยังต้นเสียง ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้พวกเขาแข็งค้างไป
สัตว์ปีศาจสีนิลสนิทกำลังใช้หัวของมันดันร่างของชายผู้หนึ่ง “ซูเหวินเ้าจะหลับอีกแล้วหรือ ข้าไม่อยากรออีกแล้วนะ!!” พูดพลางตัวของมันก็ขยายขึ้นส่วนหัวของมันกำลังจะงอกออกมาอีกหัว
ปีศาจขนาดใหญ่วางร่างในชุดสีขาวลงและคำรามอีกครั้ง ครานี้ตำหนักเจียวลู่ที่ตั้งอยู่บนปลายยอดเขาพังครืนลงมาภายในเสี้ยววิ
ผู้าุโลี่แห่งสำนักเสียงหรูปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนางเป็อาจารย์หนึ่งในสองที่ดูแลสำนักแห่งนี้ เมื่อมองไปยังภาพตรงหน้าก็ขมวดคิ้วมุ่นตลอดทางที่มาได้ยิงเสียงคำรามอย่างหนักหน่วงก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าเป็เสียงของผู้ใดและมีเพียงไม่กี่เื่เท่านั้นที่สามารถทำให้มันโกรธเช่นนั้นได้
ร่างในชุดสีขาวสะอาดทำให้ลี่หลินตระหนักได้ว่าคนตรงหน้าของนางคือผู้ใด
“คารวะเ้าสำนักฝู คารวะท่านหลิวหยาง”
เลี่ยงหวงและเหลยเฟิงที่ยืนค้างอยู่ เมื่อเห็นอาจารย์ตนก้มหัวก็รีบทำความเคารพทันที
“ศิษย์เลี่ยงหวงคารวะเ้าสำนักฝู คารวะท่านหลิวหยาง”
“ศิษย์เหลยเฟิงคารวะเ้าสำนักฝูคารวะท่านหลิวหยาง” พูดจบทั้งสองยังคงก้มหน้าไม่กล้าเงย
หลิวหยางเหมือนจะไม่ใคร่สนใจนักตัวของมันขยายใหญ่ขึ้นตามอารมณ์ ดวงตาแดงก่ำ
“ตัวข้าพอมีวิชาแพทย์อยู่บ้าง”
ถึงแม้จะกล่าวไปแบบนั้นแต่ลี่หลินเป็อาจารย์แพทย์แห่งสำนักเสียงหรูถึงจะดำรงตำแหน่งได้ไม่นานแต่ถือว่าอยู่ในระดับเก่งกาจ
หลิวหยางได้ยินอย่างนั้นมันก็หันมาจ้องทั้งสามคนเลี่ยงหวงและเหลยเฟิงที่พึ่งจะเงยขึ้นมาเจอกับสายตาดุดันก็แทบจะทรุดลงไปเสียอย่างนั้นมีเพียงผู้าุโลี่ที่ยืนมองอย่างไม่หวั่นกลัว
“ตรวจดู”
นางเดินเข้าไปหาร่างของคนผู้นั้นมือเรียวยาวขาวดุจหิมะโผล่ออกมาจากแขนเสื้อ เมื่อจับไปยังชีพจรก็พบว่ามีความปั่นป่วนคล้ายโดนพลังบางอย่างแทรกแซง
ลี่หลินกำลังจะเอ่ยถามที่มาที่ไปแต่สายตาของนางก็สะดุดเข้ากับกระบี่เล่มที่อยู่ในมือเรียว
กระบี่เสียงเหลียง
มีคนเคยกล่าวว่ากระบี่เสียงเหลียงมีอานุภาพปลอบประโลมจิตใจที่อาวรณ์ต่อทุกสิ่งเป็หนึ่งในสิบอาวุธร้ายกาจที่สามารถฆ่าเหล่ามารและปีศาจได้นับร้อยในดาบเดียวและยังชำระล้างจิตใจมนุษย์ที่โดนมารควบคุมหากสาเหตุมาจากการแทรกแซงของกระบี่จริงคงไม่น่ากังวลมากนัก แต่ที่เป็คำถามก็คือเ้าสำนักฝูฟื้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดได้อย่างไรทั้งที่ทั่วทั้งพิภพไม่มีผู้ใดเคยฟื้นจากพิษหลับนิรันดร์มาก่อน
“ท่านหลิวหยางเ้าสำนักอาจโดนแทรกแซงจากกระบี่เสียงเหลียงหากว่าพิษที่โดนไปก่อนหน้าคลายออกหมดแน่แล้วให้พักชั่วครู่ก็คงฟื้นในไม่ช้า”
เสียงเนิบต่ำพูดจบลงหลิวหยางก็คลายความโมโห มันเหลือบมามองที่ตัวของลี่หลิน
“ข้าจะให้คนพาไปยัง…” เมื่อมองไปยังซากของสิ่งปลูกสร้างลี่หลินก็หยุดคำพูดลงในทุกยุคชั้นสองของเรือนเจียวลู่จะเป็ที่อาศัยของเ้าสำนักผู้คนสัญจรผ่านไปมาจะเห็นลวดลายประณีตที่อยู่บนส่วนยอดของเรือนเป็หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของสำนักเสียงหรู
“..ไปยังเรือนเก่าของเ้าสำนักฝู”
เรือนเก่าของเ้าสำนักฝูตั้งอยู่หลังหุบเขาเป็ที่เงียบสงบ ภายนอกมีลำธารเล็กสายหนึ่งไหลลงจากยอดเขาบันไดหินทอดยาวระหว่างสายน้ำ หน้าเรือนมีลานกว้างเนืองแน่นไปด้วยเหล่าศิษย์ในสำนักทุกคนล้วนใส่เสื้อสีฟ้าครามทั้งสิ้น คนหน้าสุดเป็ผู้าุโลี่หลินถัดไปเป็บรรดาศิษย์สายตรงทั้งห้าคน สองคนในนั้นมีเลี่ยงหวงและเหลยเฟิงถัดไปเป็บรรดาศิษย์สายในสายนอกตามลำดับ
ั้แ่ได้ข่าวการตื่นจากนิทราของเ้าสำนักฝูก็มีศิษย์มารอกราบอวยพรอย่างเนืองแน่นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเป็ศิษย์ที่นี่ส่วนมากแล้วเคารพนับถือการเสียสละของเ้าสำนักฝูเป็อย่างมากแม้เวลาล่วงเลยไปถึงสองวันก็ไม่มีผู้ใดขยับไปไหนสายตาทุกคู่ยังมองตรงไปที่ประตูเรือน ในที่สุดประตูไม้ก็แง้มเปิดออก
เป็หลิวหยางในร่างมนุษย์ใบหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลาความสูงไม่มากผมของมันถูกเกล้าขึ้นเหนือศีรษะ บนตัวสวมใส่ชุดดำสนิทเพื่อย้ำเตือนว่าไม่อยู่ใต้อาณัติสำนักใด
ร่างในชุดดำเดินออกมาหยุดที่บันไดมันหันซ้ายขวาก่อนเดินไปหาบางสิ่งข้างต้นไม้ไม่ไกลทุกคนจับจ้องไปที่การกระทำที่แปลกประหลาด
นิ้วมือทั้งห้ายื่นไปจับยังหินก้อนโตที่วางอยู่บนพื้นและสิ่งเหนือความคาดหมายก็ลอยขึ้นสูงหินก้อนโตถูก
หลิวหยางเหวี่ยงไปยังหน้าเรือนเ้าสำนัก
‘ปั้ง!’
หลิวหยางเป็สัตว์ปีศาจที่อยู่คู่สำนักมานานชื่อของมันปรากฏอยู่ในตำราเช่นกัน ผู้คนที่นี่ต่างรับรู้ว่าบนยอดเขามีมันอยู่แต่ก็มีน้อยคนที่ได้ยลโฉมการกระทำที่ไร้ซึ่งสำนึกของมันก็ไม่มีผู้ใดได้เห็นบ่อยนักเช่นกัน ทุกคนในสำนักจึงยืนอึ้งงัน
ไม่นานเ้าสำนักฝูก็ปรากฏกายด้วยสีหน้าทะมึน “หลิวหยางเ้าทำอะไร”
“เสร็จแล้วหรือ ข้ากำลังทำที่นั่งรอให้ท่าน”
เหยาเยี่ยชิงหมดคำจะกล่าว เขาเพียงประเมินความเสียหายตรงหน้า หินก้อนใหญ่ถูกย้ายมาบดบังทางลงเล็กน้อยแต่ไม่มีสิ่งใดเสียหายความหวังดีของมันมักสร้างสรรค์สิ่งที่ทำให้เขาเหนื่อยใจอยู่เสมอ
ร่างสูงถอนหายใจหนัก ๆ อีกครั้งและหันไปสนใจกับฝูงชนแทน
“ลี่หลินคารวะเ้าสำนักฝู”
“คารวะเ้าสำนักฝู!”
ไม่ทันที่เหยาเยี่ยชิงจะได้เอ่ยปากบรรดาศิษย์ในสำนักก็เปล่งเสียงดังสนั่นนกฝูงใหญ่บนต้นไม้ต่างตื่นตระหนกบินหนีตายออกมากว่าครึ่งูเา
สีหน้าของคนที่อาศัยอยู่ในร่างผู้อื่นไม่ค่อยจะดีนักเขาอยากจะเอ่ยลาเสียตอนนี้แต่เห็นแก่ที่อดทนเฝ้ายืนกันอยู่หลายชั่วยามจึงกลืนคำพูดลงไป
“ไม่ต้องมากพิธี”
เมื่อได้รับการผ่อนปรนบรรดาศิษย์ต่างเงยหน้าขึ้นยลโฉมผู้ที่อยู่เบื้องหน้าแต่ทั้งหมดก็อยู่ในกิริยาที่สำรวมไม่มีแม้กระทั่งเสียงขยับกาย
เหยาเยี่ยชิงก้าวลงบันไดหินอ่อน ในหูของเขายังมีเสียงของหลิวหยางดังกระหึ่มแม้ร่างของมันจะอยู่ห่างจากเขาแต่พลังปราณยังคงไหลเวียนเข้ามายังประสาทการรับรู้
หลิวหยางทั้งอธิบายตำแหน่งการยืนไปจนถึงพันธุ์พืชบริเวณรอบๆ ในตอนแรกเขาก็เข้าใจดีอยู่แต่เนื้อความต่อมากลับจับสาระไม่ได้ ‘ปกติแล้วข้าเคยเห็นลุงหัวโล้นคนหนึ่งป้วนเปี้ยนอยู่บนเขาแต่วันนี้ไม่เห็นมา’
“ท่านนามว่าอะไรหรือ”
“เรียนเ้าสำนักฝูข้าดำรงตำแหน่งเป็ผู้าุโนามว่าลี่หลินทำหน้าที่อยู่ที่หอตำราพิชัยา”
ตำแหน่งผู้าุโก็เป็ตำแหน่งอาจารย์ในแขนงต่างๆ หากกล่าวอย่างเป็ทางการจะใช้คำเรียกว่าผู้าุโแทนในตำแหน่งของลี่หลินเป็ผู้าุโแห่งหอตำราพิชัยามีความรู้ทั้งการแพทย์และการวางค่ายกล
‘เมื่อก่อนตำแหน่งอาจารย์ในสำนักมีเพียงท่านที่สามารถแต่งตั้งได้ช่างใจกล้านัก’ ใบหน้ากลมมนของ
หลิวหยางเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างยโส
‘หากเป็เช่นนั้นข้าหลับไปร้อยปีสำนักไม่ล่มสลายเชียวหรือ’ หลิวหยางเปล่งเสียงในลำคอเป็เชิงไม่ยอมรับ เหยาเยี่ยชิงส่ายหน้าเล็กน้อย
“ผู้าุโมีเพียงท่านคนเดียวหรือ”
“เรียนเ้าสำนัก ยังมีผู้าุโจิ้นอีกท่านกำลังกักตนบำเพ็ญเพียร”
การกักตนบำเพ็ญเพียรเป็การเพิ่มพลังเซียนในอีกรูปแบบหนึ่งส่วนระยะเวลาและสถานที่จะเก็บเป็ความลับเพื่อตัดขาดออกจากโลกภายนอก
‘เมื่อก่อนเ้าโล้นนั่นเคยเป็เพื่อนของท่านทำาที่รอยแยก’
‘อย่าเสียมารยาท’
เหยาเยี่ยชิงเอ่ยดุหลิวหยางแต่มันก็ไม่มีท่าทีสำนึกใดๆ ร่างเล็กหันหน้าหนีก่อนหาวหวอดสองสามคำ
ั์ตาเรียวหงส์มองอย่างพิจารณาไปยังหญิงสาวแถวหน้าผู้าุโของสำนักเสียงหรูมีการพูดถึงอยู่มากในหมู่ชาวบ้าน เขาเองก็ได้ยินกิตติศัพท์ของทั้งสองมาไม่น้อย
กายหยาบของเขายังคงอยู่ในโลงแก้วใต้ตำหนักเจียวลู่หากคนตรงหน้าพบเห็นเข้าคงเกิดเื่ราวไม่น่ายินดีนัก
“ตำหนักเจียวลู่คงเสียหายหนักน่าดู”
เหยาเยี่ยชิงเอ่ยจบร่างเล็กข้างกายก็สะดุ้งเล็กน้อยลี่หลินเหลือบมองเด็กหนุ่มในชุดดำทุกคนต่างรู้ดีว่าด้านข้างของเ้าสำนักฝูเป็สัตว์ปีศาจนามว่าหลิวหยางและมันยังเป็ผู้ที่พังเรือนเก่าแก่หลังนั้นอีกด้วย “หลังจากที่ตำหนักพังลงยังไม่มีการบูรณะ ที่นั่นเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ข้าจึงอยากมาของคำชี้แนะจากท่านก่อน”
‘ข้าคำรามเพียงแค่สองครั้งมันก็พังลงมาแล้วโครงสร้า…ข้าสำนึกผิดแล้ว..’ ตอนแรกมันคิดจะแก้ตัวแต่เมื่อสบตากับเหยาเยี่ยชิงก็เปลี่ยนเป็สำนึกผิดแทน
เขาก็ไม่แปลกใจนัก ตอนเข้าไปเสาก็หักไปสองต้นออกมาหักเพิ่มอีกสามต้นนับดูหักไปห้าในหกแต่นับเป็เื่ดีที่ร่างของเขาถูกปกปิดไว้
ลี่หลินเรียกให้ศิษย์คนหนึ่งนำกล่องไม้ขนาดใหญ่มา “หลังจากที่ท่านหลับไปกระบี่เสียงเหลียงยังคงเลือกท่านเป็เ้าสำนัก ดังนั้นงานเกี่ยวกับสำนักจึงได้รับการดูแลจากผู้าุโจิ้นต่อมาได้เข้ากักตนข้าจึงรับดูแลเรื่อยมาวันนี้เห็นสมควรแก่การมอบให้ท่านดังเดิม”พูดจบก็นำกล่องใบโตมาวางต่อหน้าเหยาเยี่ยชิง
เหยาเยียชิงเห็นกล่องใบนั้นก็อ้ำอึ้งไปชั่วขณะใหญ่เกือบเท่าตัวของหลิวหยางในร่างสุนัขเชียว
“..ลำบากเ้าแล้ว”ศิษย์ทั้งสองเมื่อเห็นเ้าสำนักฝูไม่กล่าวปฏิเสธก็เดินยกไปวางในเรือนเสร็จสรรพ
“เรียนเ้าสำนัก ยังมีอีกเื่หนึ่งผู้คนที่ได้ยินเื่ของท่านก็ส่งของมาอวยพร บ้างก็รออวยพรท่านอยู่ตีนเขา”
“..นานเท่าใดแล้ว”เหยาเยี่ยชิงเอ่ยเสียงเรียบใบหน้าเริ่มไม่สู้ดีนัก
“เมื่อมีข่าวลือว่าปีศาจออกอาละวาดทำลายสำนักข้าได้ส่งคนลงไปชี้แจงเพื่อไม่ให้ผู้คนหวาดกลัวั้แ่วันก่อนก็มีผู้คนและเ้าสำนักเขตต่าง ๆ มาเพิ่มขึ้นทุกขณะ”
เหยาเยี่ยชิงอยากเอากระบี่ทุบหลิวหยางแล้วจริงๆ
เมื่อหลิวหยางหันไปกับเจอสายตาที่ไม่เป็มิตรมันก็ตั้งใจคิดอย่างเต็มที่ ‘เมื่อก่อนท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองนักของกำนัลพวกนั้นจึงไม่เคยแตะต้องส่วนของจากชาวบ้านบ้างก็รับไว้ตามไมตรีบ้างก็บอกปัด’
“ให้ศิษย์สายตรงไปกล่าวว่าข้าไม่อาจรับสิ่งของให้นำกลับไปเถิดน้ำใจไมตรีข้ารับไว้แล้ว”
ก่อนหน้าหลิวหยางได้อธิบายการแบ่งแยกศิษย์ซึ่งมีทั้งหมดสามกลุ่มได้แก่ ศิษย์สายตรง ศิษย์สายใน ศิษย์สายนอกหากเป็ศิษย์สายตรงและสายในจะมีการเข้าพิธีกราบอาจารย์ผู้าุโซึ่งศิษย์สายตรงและสายในก็จะคัดเลือกจากศิษย์สายนอกอีกครั้งหนึ่งดังนั้นแล้วตนจึงเลือกให้ศิษย์สายตรงลงเขาไปอธิบายเพื่อถนอมน้ำใจผู้คน
เหยาเยี่ยชิงเอ่ยอีกสองสามประโยคก็ให้พวกเขาแยกย้ายไปพักผ่อน
ตกเ็าวบ้านที่พากันมาอวยพรต่างแยกย้ายกลับยามดึกบ้านเรือนน้อยใหญ่ต่างประดับประดาสิ่งของหน้าประตูเรือนด้วยสีแดงสว่างมีการลอยโคมเพื่อหวังให้เ้าสำนักฝูมองเห็นจากปลายเขา
เหยาเยี่ยชิงกำลังมองโคมไฟที่ลอยทั่วทุกหนแห่งวันนี้เข้าวันที่สามแล้วชาวบ้านยังคงจุดโคมลอยไม่ขาดสาย
เขาไม่สมควรได้เห็นภาพแบบนี้เ้าสำนักฝูต่างหากที่สมควรมาเห็นด้วยตาตนเอง มือขวาของเขามีถุงปักที่นำออกมาจากร่างเก่าคิดพลางสายตาก็ทอดมองไปยังที่แสนไกล โคมลอยครั้งนี้ก็ไม่น่ายินดีอีกเช่นเคย
วันนี้เข้าวันที่หกแล้วหลังจากที่เข้ามาในร่างของเ้าสำนักฝูงานของเ้าสำนักนั้นมากมายเสียจนจัดการไม่ถูก
“หากเ้ามีศิษย์สายตรงคงดีไม่น้อยจะได้แบ่งเบาภาระเ้าได้”หลิวหยางเอ่ยขึ้นพลางตวัดพู่กันลงกระดาษมันโดนไหว้วานให้เขียนสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเ้าสำนักฝู ถึงลายมือจะไม่ค่อยสู้ดีนักแต่ก็นั่งเขียนอย่างอดทน
“สำนักเปิดรับศิษย์อีกเมื่อไหร่หรือ”เหยาเยี่ยชิงเอ่ย
“เมื่อ้า เ้าเป็เ้าสำนักมิใช่หรือ”มันว่าพลางมือก็เขียนยึกยือ
เหยาเยี่ยชิงนั่งลงตรงข้ามหลิวหยางและเริ่มเปิดงานที่ต้องตรวจตราเช่นกันั้แ่วันที่ผู้าุโลี่นำกล่องใบโตมาวาง ทุกเย็นจะมีศิษย์มายืนรอรับพร้อมหีบใบใหม่แม้เวลาล่วงเลยไปกว่าหกวันเขายังไม่มีเวลาออกไปสืบหาวิธีกลับร่างเดิม
งานของเ้าสำนักไม่จัดว่ายากพียงแค่ตรวจตราภารกิจที่มอบหมายทั้งสิบสองขั้นในแต่ละฉบับจำเป็ต้องใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนจนบางครั้งเขาก็ขอความช่วยเหลือจากหลิวหยางกว่าภารกิจฉบับสุดท้ายจะเสร็จสิ้นลงเวลาก็ล่วงเลยไปถึงยามเซิน[5]
เสียงถอนหายใจดังมาจากร่างของเหยาเยี่ยชิงเขาปล่อยตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง ั้แ่เริ่มจัดการงานตรงหน้าความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดทำให้เขาเหม่อลอยอยู่หลายครั้ง
“เ้าทำเสร็จแล้วหรือ”
“อือ”
หลิวหยางที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็ตื่นขึ้นจากการนอนกลางวันมันหาวหวอดหนึ่งก่อนเดินไปหาร่างที่หลับตาเอนตัวอย่างผ่อนคลาย
“ยังเหลืออีกหนึ่งฉบับไม่ใช่หรือ?”
ร่างสุนัขสีดำคีบม้วนไผ่ออกมาจากก้นหีบก่อนจะใช้เท้าข้างหนึ่งเขี่ยให้เปิดออกหลังอ่านจบก็ทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ “กี่ปีไม่เคยเปลี่ยน เ้าพวกโง่งมนั่นยังส่งเทียบเชิญอวยพรอีกหรือ”
ก่อนที่ม้วนภารกิจจะโดนโยนออกไปนอกหน้าต่างเขาก็เอื้อมไปชิงมาไว้ในมือ “อวยพร?”
ใบหน้าใคร่รู้ของเหยาเยี่ยชิงทำให้หลิวหยางเอ่ยอธิบาย “งานอวยพรมีแต่สำนักเล็ก ๆ ที่้าเงินบริจาค ว่าอย่างง่ายคือเข้าไปทำพิธีอวยพรเพื่อรับเงินยิ่งสำนักที่มาอวยพรใหญ่แค่ไหนยิ่งเชิดหน้าชูตาได้มากเท่านั้น"
เขาดูไปก็สะดุดกับชื่อตระกูลอู๋หากนับดูแล้วก็ใกล้กับเทศกาลซ่างหยวน[6]ของเมืองซีอัน
“หลิวหยาง ข้าเคยได้ยินว่าเ้าอยากลงเขาไปวิ่งเล่น”
“?”
[5]ยามเซินคือเวลาประมาณ15:00-16:59 น.
[6]ซ่างหยวนเป็เทศกาลโคมลอยเป็สัญลักษณ์ของวันสุดท้ายในการฉลองเทศกาลปีใหม่ของจีน