หลังจากนั้น การพบปะลับๆ ระหว่าง เหม่ยหลิง และ ซูเหยียน ก็กลายเป็กิจวัตร พวกเขามักจะใช้เวลาในห้องสมุดหลวงยามที่ไม่มีผู้ใด หรือลอบพบกันตามศาลาเปลี่ยวในยามค่ำคืน เหม่ยหลิงใช้ทักษะการสืบสวนที่ได้มาจากโลกปัจจุบัน ประยุกต์เข้ากับข้อมูลที่ซูเหยียนค้นคว้ามาได้ พวกเขาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์หลักฐาน และพยายามปะติดปะต่อเื่ราวของ "มารร้ายดูดโลหิต"
"ท่านคิดว่ามันใช้วิธีใดในการเข้าถึงตัวเหยื่อโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย?" เหม่ยหลิงถามในคืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังทบทวนคดีของนางกำนัลที่เสียชีวิต
"ตำราโบราณกล่าวถึงพลังสะกดจิต" ซูเหยียนตอบพลางพลิกหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยอักขระเก่าแก่ "มันสามารถทำให้เหยื่อตกอยู่ในภวังค์ ยินยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง หรือแม้แต่ลืมเลือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"
"นั่นจะอธิบายได้ว่าทำไมถึงไม่มีร่องรอยการต่อสู้" เหม่ยหลิงพึมพำ เธอคิดถึงคดีอาชญากรรมในโลกปัจจุบันที่ผู้กระทำใช้สารเคมีหรือยาบางอย่างเพื่อทำให้เหยื่อหมดสติ การสะกดจิตก็คล้ายกัน แต่ซับซ้อนกว่ามาก
หลายวันต่อมา ในขณะที่เหม่ยหลิงกำลังเดินเล่นในสวนหลวงเพียงลำพัง เธอก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากพุ่มไม้ใกล้ๆ นางกำนัลสองคนกำลังพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
"ได้ยินว่าคืนนี้เป็คิวของตำหนักข้างซ้ายอีกแล้วนะ" นางกำนัลคนหนึ่งกระซิบ
"ใช่แล้ว! ตำหนักของสนมหลานเฟย... บ่าวภาวนาขอให้นางกำนัลทุกคนปลอดภัย" อีกคนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เหม่ยหลิงหยุดนิ่ง ความเป็นักสืบของเธอตื่นตัวขึ้นทันที 'คิวของตำหนักข้างซ้าย' หมายความว่าการกระทำนี้มีรูปแบบที่ชัดเจนและซ้ำซาก และคืนนี้จะเป็คิวของตำหนักที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม!
เธอกลับไปที่จวนทันที พยายามหาทางแจ้งซูเหยียน แต่ก็หาโอกาสไม่ได้เลย เธอรู้ดีว่าหากแจ้งเื่นี้ออกไปอย่างเปิดเผย จะกลายเป็การป่าวประกาศแผนการของเธอ และอาจทำให้ผู้ร้ายไหวตัวทัน
ตกกลางดึก แสงจันทร์สาดส่องลงมายังวังหลวงอันกว้างใหญ่ เหม่ยหลิงไม่สามารถข่มตาหลับได้ เธอตัดสินใจแอบออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ สวมชุดคลุมสีดำที่ซ่อนเร้นกาย เพื่อไม่ให้เสี่ยวชิวหรือบ่าวไพร่คนใดสังเกตเห็น
เธอเดินไปตามระเบียงทางเดินที่มืดมิดภายในจวน เสี้ยววินาทีนั้น เธอเห็นเงาร่างหนึ่งแวบหายไปตรงมุมตำหนักที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนนอนของเธอ มันเป็เงาของร่างที่สูงใหญ่ เคลื่อนที่รวดเร็วราวกับสายลม หัวใจของเหม่ยหลิงเต้นระรัว เธอจำได้ว่าเป็ลักษณะเดียวกับที่ซูเหยียนเคยอธิบายไว้!
สัญชาตญาณนักสืบสั่งให้เธอสะกดรอยตามอย่างเงียบกริบ เธอใช้ทักษะการเคลื่อนไหวที่เบาราวขนนก เลี่ยงการเหยียบกิ่งไม้แห้ง หรือทำให้เกิดเสียงใดๆ ร่างเงาปริศนาเลี้ยวเข้าสู่ทางเดินลับที่นำไปสู่ด้านหลังของตำหนักสนมหลานเฟย
เหม่ยหลิงหยุดนิ่งอยู่ห่างๆ ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้สูงใหญ่ เธอเห็นประตูหลังของตำหนักเปิดออกเล็กน้อย เงามืดนั้นหายเข้าไปด้านใน ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแ่เบาเล็ดลอดออกมาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะเงียบหายไปในความมืดมิด
เธอพยายามจะเข้าไปตรวจสอบ แต่สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่าเธอไม่ควรเข้าไปใกล้กว่านี้ ถ้ามันคือ "มารร้ายดูดโลหิต" จริงๆ การเข้าไปเผชิญหน้าเพียงลำพังนั้นเสี่ยงอันตรายเกินไป
เหม่ยหลิงรออยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเงามืดนั้นปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง มันออกมาจากตำหนักอย่างเงียบงันและรวดเร็ว ก่อนที่จะหายลับไปในความมืดมิดของคืนนั้น
เธอตัดสินใจเข้าไปในตำหนักของสนมหลานเฟยอย่างระมัดระวัง ใช้ทักษะการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เธอพบเพียงร่องรอยเพียงเล็กน้อย คราบฝุ่นบนพื้นห้องที่ถูกกวาดไปอย่างรวดเร็ว และกลิ่นจางๆ ที่คล้ายกับกลิ่นดินผสมกับความเย็นเยียบประหลาด
เธอมุ่งหน้ากลับจวนของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ใครจะรู้ว่าเธอหายไป เมื่อกลับมาถึงห้องนอน เธอก็รีบนอนลงบนเตียง ทำเป็หลับใหลอย่างเหนื่อยอ่อน
รุ่งเช้า ข่าวลือการหายตัวไปของนางกำนัลคนหนึ่งในตำหนักสนมหลานเฟยก็แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง นางกำนัลคนนั้นถูกพบเป็ศพในสวนหลังตำหนัก ร่างกายซีดเซียวราวกับคนหมดเื เหม่ยหลิงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ข่าวลือไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เธอพยายามหาโอกาสพบซูเหยียนอย่างเร่งด่วนที่สุด วันนั้นเอง เธอแกล้งทำเป็เดินเล่นในสวนหลวง และบังเอิญ "พบ" กับซูเหยียนที่กำลังเดินสำรวจพื้นที่อยู่ใกล้ๆ
"ท่านบัณฑิต!" เธอเรียกเสียงกระซิบ "ข้ามีเื่สำคัญจะบอกท่าน!"
ซูเหยียนเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เกิดอะไรขึ้นหรือคุณหนู? ข้าก็ได้ยินข่าวเื่นางกำนัลในตำหนักสนมหลานเฟยแล้ว"
"ข้าเห็นมัน!" เหม่ยหลิงกระซิบเสียงต่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "เมื่อคืนนี้ ข้าเห็นเงามืดลึกลับที่ท่านเคยอธิบาย มันพุ่งเข้าไปในตำหนักสนมหลานเฟย ก่อนที่นางกำนัลจะหายตัวไป"
ซูเหยียนเบิกตากว้างด้วยความใ เขาไม่คาดคิดว่าเหม่ยหลิงจะกล้าออกไปสังเกตการณ์เอง และยังได้เห็น "มารร้าย" นั้นด้วยตาตัวเอง
"คุณหนู... ท่านทำเื่อันตรายเกินไปแล้ว" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเป็กังวล "หากเกิดอันตรายกับท่าน ข้าคง..."
"ข้ารู้วิธีเอาตัวรอดท่านบัณฑิต" เหม่ยหลิงขัดขึ้น "สิ่งสำคัญคือ ข้าได้เห็นแล้วว่ามันมีอยู่จริง และมันไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่มันคือผู้กระทำ และมันมีรูปแบบการเลือกเหยื่อ"
ซูเหยียนพยักหน้า สีหน้าของเขาซีดเผือดลงเล็กน้อย "ข้าจะออกไปสืบสวนเพิ่มเติมในคืนนี้ คราวนี้ข้าจะต้องเผชิญหน้ากับมันให้ได้!"
เหม่ยหลิงมองแผ่นหลังของบัณฑิตหนุ่มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่ก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ สิ่งมีชีวิตที่เขาจะเผชิญหน้าด้วยนั้น ไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา และเธอรู้ดีว่า การเผชิญหน้าครั้งนี้ อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิดได้