ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 42 ผู้อยู่เบื้องหลัง

            “ป้ายอาญาสิทธิ์ดอกท้อ? คืออะไร?” หลินเมิ้งหยาจ้องมองผู้ว่าการที่อยู่ตรงหน้าตอนแรกคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นเพียงกลุ่มอันธพาลธรรมดาแต่คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มลอบสังหารแห่งเจียงหู

            “ป้ายอาญาสิทธิ์ดอกท้อคือป้ายแสดงเนื้อหาภารกิจของกลุ่มนักลอบสังหารเถาฮวาอู๋ใช้เพียงครั้งเดียว จากนั้นมันจะต้องถูกทำลายดังนั้นนอกจากมือลอบสังหารเถาฮวาอู๋แล้ว จึงมิเคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อน”

            “เอาล่ะ ถอนพิษให้เขาเถิด ได้ความลับออกมามากมายขนาดนี้แล้วแม้เขาจะกลับไปได้ แต่คาดว่าจุดจบที่รออยู่ก็มีเพียงแต่ความตายเท่านั้น”

            หลินเมิ้งหยาหมุนตัว เดินออกจากคุกลับ

            เขาเป็นเพียงลูกกระจ๊อกปลายแถวเท่านั้น ที่ถูกทิ้งเอาไว้ก็คงเพราะเขามิใช่สลักสำคัญใดๆ

            หากเก็บเอาไว้ บางทีอาจจะใช้ประโยชน์ได้

            อันที่จริง พิษของผงจี๋เล่อนั้นแก้ง่ายมากเพียงล้างบริเวณที่แสบคันด้วยน้ำสะอาดเท่านั้น ทว่าขั้นตอนการถอนพิษสำหรับผู้ว่าการ คงมิต่างอะไรจากการถูกทรมานอีกครั้ง

            “พระชายา ข้าน้อยจะไปรายงานความคืบหน้าพระองค์มีเรื่องอะไรต้องการรับสั่งหรือไปบอกท่านอ๋องหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

            พ่อบ้านเติ้งถือสมุดคำสารภาพเอาไว้ในมือจากนั้นถวายคำนับอยู่ด้านหลังหลินเมิ้งหยา

            “ข้าไม่มีเรื่องอะไรต้องพูดแต่ต่อจากนี้ไปอย่าให้เจียงเฉิงมาที่นี่อีกอย่าให้...เขาได้พูดคุยกับนักโทษในคุกลับ”

            หลินเมิ้งหยายอมรับ นางมิใช้คนดีเหมือนหลินเมิ้งหยาคนก่อน

            เมื่อเทียบกับคนดีแล้ว นางมิต่างอะไรจากงูพิษ

            พ่นพิษร้ายบนดอกไม้ที่เบ่งบานแต่ถึงกระนั้นก็มิปล่อยให้ผู้ใดเข้ามาย่ำกรายภายในอาณาเขตของตนเอง

            บนโลกแห่งความวุ่นวายมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะปกป้องคนสำคัญของตัวเองได้

            นางมิใส่ใจคำพูดว่ากล่าวจากผู้ใดขอเพียงนางยังสามารถมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยวิธีไหนก็จะทำ

            “พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยรับทราบ”

            พ่อบ้านเติ้งมิรู้ว่าเจียงเฉิงมีความผิดปกติอันใดแต่น่าเสียดายที่สถานะเขาเป็นถึง...

            “ท่านพี่ พระชายานางนั้นของท่านหยิ่งยโสโอหังยิ่งนักแม้แต่ข้าก็ถูกนางกำราบ”ความมิพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจียงเฉิงขณะเดินเข้าไปในห้องอ่านหนังสือของหลงเทียนอวี้

            “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าเข้าไปในคุกลับ” หลงเทียนอวี้กลับไม่สนใจเขาจ้องมองคำสารภาพเกี่ยวกับกลุ่มเถาฮวาอู๋ คิ้วค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน

            เถาฮวาอู๋เป็นกลุ่มนักลอบสังหารลึกลับ หลายปีมานี้ขึ้นแท่นเป็นกลุ่มที่มีอำนาจสูงสุดในเจียงหูแต่เพราะเหตุใดจึงคิดจะต่อกรกับผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นหลินเมิ้งหยา?

            “ท่านไม่รู้หรอกว่านางทรมานเพื่อเค้นความลับจากผู้ว่าการคนนั้นเช่นไรนางไร้ซึ่งอุปนิสัยใจดั่งเช่นสตรีนางอื่น ผู้หญิงที่ใจดำอำมหิตเช่นนี้จะดูแลพระตำหนักแห่งนี้ได้อย่างไร?นางจะปรนนิบัติรับใช้ท่านป้าได้หรือ?”

            เมื่อลองหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แผ่นหลังของเจียงเฉิงมีเหงื่อผุดประปราย

            หากใครทำให้ผู้หญิงคนนั้นผิดใจเข้า เกรงว่าจะต้องเจอเข้ากับฝันร้าย

            “ตกลงเจ้ามาที่นี่ในวันนี้เพราะมีเหตุอันใดกันแน่?” มิอาจมองออกว่าหลงเทียนอวี้กำลังรู้สึกเช่นไรเจียงเฉิงเป็นลูกชายของอาคนโต เขาสนใจในเรื่องการแพทย์มากดังนั้นจึงถูกท่านอาส่งไปร่ำเรียนวิชาทางการแพทย์กับหมอหลวงประจำบ้านสกุลเจียง

            แม้จะเรียนทางด้านการแพทย์ ทว่าเขาใจดีมากจนเกินไป

            “ที่ข้ามาไม่ใช่เพราะหรูฉินหรอก!” เมื่อพูดถึงน้องสาวร่วมสายเลือดเจียงเฉิงอดที่จะรู้สึกวุ่นวายใจไม่ได้

            “หลังจากที่นางรู้ว่าท่านแต่งงานแล้ว นางร้องไห้สามวันสามคืนพ่อกับแม่ข้าไม่อาจทนมองได้อีกต่อไปจึงส่งนางกลับไปยังบ้านเกิดที่ถงโจวแต่ถ้าข้ารู้ล่วงหน้าว่าพระชายาพระองค์นั้นของท่านจะน่ากลัวขนาดนี้ สู้...”

            “เรื่องของข้า ข้าจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง”น้ำเสียงอันเจือไว้ซึ่งความไม่พอใจเล็กน้อยทำให้เจียงเฉิงเงียบกริบ

            ญาติผู้พี่คนนี้ดีไปหมดทุกอย่างยกเว้นอารมณ์ที่แปลกประหลาดเสียยิ่งกว่าน้องสาวของตนเอง

            เพราะเหตุนี้หรูฉินจึงชอบท่านพี่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่เด็กทว่ากลับลงเอยด้วยความรักที่ไม่สมหวัง

            หลินเมิ้งหยากลับเข้ามาในเขตตำหนักของตนเองหลังจากที่ได้เห็นการทรมานตลอดทั้งวัน นางจึงรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย

            ส่งคนปากมากอย่างป๋ายจื่อเข้าไปอยู่ในห้องครัวดังนั้นจึงเหลือเพียงหลินจงอวี้ที่กำลังนวดบ่าให้กับพี่สาวเบาๆ

            “แผลที่หลังของเจ้ายังไม่หายดีเลย มานี่สิ มานั่งคุยข้างๆ ข้า”

            หลายวันมานี้ยาบำรุงร่างกายมากมายหลากหลายชนิดถูกส่งมายังตำหนักของพวกเขาราวกับสายน้ำไหลร่างของหลินจงอวี้ได้รับการบำรุงจนใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่มีเนื้อเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยอีกทั้งเขายังดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

            “ข้าไม่เหนื่อย พี่สาว ต่อจากนี้ไม่ว่าพี่ไปที่ใดเสี่ยวอวี้ขอติดตามพี่ไปด้วยได้หรือไม่?” น้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาบนขอบตาของหลินจงอวี้สายตาที่จ้องมองทำให้หลินเมิ้งหยามิอาจปฏิเสธ

            “ได้สิ พี่สัญญากับเจ้า” ไม่ไหวเจ้าเด็กคนนี้ส่งเสียงออดอ้อนร้องเรียกพี่สาวบ้างน้าคนสวยบ้างจนได้ใจคนในจวนไปไม่น้อย

            ถ้าต่อไปเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มเต็มตัว ดูท่าหัวกระไดคงจะไม่แห้ง

            หัวใจของหญิงสาวมากมายคงถูกเขาครอบครองเป็นแน่ ดูเหมือนว่านางจะต้องเตรียมสินสอดสำหรับหลินจงอวี้ไว้ล่วงหน้าเสียแล้ว

            “ข้า...พี่สาว...เหตุใดข้าจึงรู้สึกง่วงเช่นนี้...”หลินจงอวี้ลูบไล้ดวงตา ยังไม่ทันจะพูดจบ ร่างของเขาก็ทรุดลงบนพื้น

            กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยอยู่กลางอากาศ สัญชาตญาณของหลินเมิ้งหยากำลังส่งเสียงร้องเตือน

            เกรงว่านี่จะเป็นหมีเซียง1ที่เคยได้ยินมา

            สมองพลันร้องบอกสรรพคุณของยาพิษหลินเมิ้งหยาแอบหยิบปิ่นทองบนศีรษะของตนเองลงมาจากนั้นแทงลงไปบนจุดที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว

            ผู้ไม่หวังดี!

            “สลบหมดแล้ว เอาตัวไป!”

            หลินเมิ้งหยาหลับตาลงพยายามบังคับลมหายใจตนเองให้เข้าออกอย่างสม่ำเสมอกัน

            โชคดีที่เป้าหมายของคนเหล่านั้นคือนางเสี่ยวอวี้จึงถูกทิ้งไว้ที่นี่

            ร่างกายของหลินเมิ้งหยาถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกระสอบก่อนจะถูกผู้ไม่หวังดีอุ้มตัวขึ้นแล้วย่องเบาออกไปจากจวนอวี้

            กลิ่นเลือดเตะเข้ามาที่จมูกดูเหมือนว่าองครักษ์รักษาเวรยามของท่านอ๋องจะถูกกำจัดเสียแล้ว

            นางแอบหยิบปิ่นปักผมของตนเองออกมาเจาะรูเล็กๆ บนกระสอบ

            ความมืดมีมากกว่าความสว่าง นางสามารถมองเห็นแสงไฟริบหรี่อยู่ไกลๆแต่มิอาจระบุตำแหน่งของตนเองได้

            ผู้ไม่หวังดีสองสามคนวางตัวนางลงบนรถม้าหลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามก็มาถึงที่หมาย

            ได้ยินเสียงคลื่นไกลๆ อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองอยู่ที่ไหน

            “นายน้อย พาพระชายาอวี้มาแล้วขอรับ!”

            บิงโก! ที่นี่คือที่รังของเถาฮวาอู๋!

            “อืม พวกเจ้าออกไปได้ ทิ้งเด็กคนนี้เอาไว้ที่นี่”เสียงอ่อนโยนดังขึ้น หลินเมิ้งหยาอดที่จะรู้สึกอยากอาเจียนไม่ได้

            ทั้งที่อายุห้าสิบกว่าแล้วแท้ๆ แต่ยังมีใบหน้าอ่อนเยาว์เหมือนเด็กน่าขายหน้าชะมัด!

            สองคนนั้นถอดถุงกระสอบออกจากตัวนาง “ตุ้บ”เสียงร่างของหลินเมิ้งหยาร่วงลงบนพื้น

            “ปลุกเด็กคนนี้ให้ตื่น” ทันทีที่สิ้นเสียงจมูกของหลินเมิ้งหยาได้กลิ่นเหม็นเน่า

            ขณะเดียวกัน สติกลับมาแจ่มชัดเสียยิ่งกว่าตอนกินกระทิงแดงผสมกาแฟ

            “แค่ก แค่ก แค่ก นี่มันคืออะไรกัน เหม็นจะตายอยู่แล้ว!” หลินเมิ้งหยาแสร้งตื่นขึ้น ก่อนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้วกระโดดหลบไปที่มุมหนึ่ง

            ยังไม่เคยเห็นใครตื่นได้อย่างรวดเร็วและมีกำลังวังชาเช่นนี้หลังจากสลบไปเพราะธูปหมีเซียงมาก่อนทั้งนายน้อยและอีกสองคนต่างพากันชะงักขณะมองทางหลินเมิ้งหยา

            “โอ้ ดูเหมือนร่างกายจะยังมีเรี่ยวแรงอยู่มากเลยนี่พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าจะคุยกับพระชายาอวี้เป็นการส่วนตัว”

            สิ้นเสียงของนายน้อย เด็กหนุ่มสวมใส่ชุดสีแดงแจ๋ตัวยาวปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลินเมิ้งหยา

            ตอนแรกที่ได้เจอกันเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มซอมซ่อที่มีใบหน้าสกปรกเปรอะเปื้อนเท่านั้น

            ทว่าตอนนี้เสื้อคลุมสีแดงสุดเย้ายวนกลับห่มร่างของเขาอยู่จนทำให้มองไม่ออกว่าตกลงแล้วเขาเป็นชายหรือหญิงกันแน่

            ปกเสื้อเปิดออกเล็กน้อยเผยให้เห็นหน้าอกเนียนละเอียดสีขาวดุจหิมะ

            ปากแดงดั่งชาด จักษุยาวดั่งนกการเวกเมื่อถูกสายตาเปล่งประกายราวกับหยดน้ำคู่นั้นจ้องมอง ร่างกายจึงอ่อนยวบลง

            แต่...เขาเป็นตาลุงแก่ที่ฝึกฝนวิชาอาคมจนแก่กล้า! เขาเป็นตาลุงแก่ที่ฝึกฝนวิชาอาคมจนแก่กล้า!เขาเป็นตาลุงแก่ที่ฝึกฝนวิชาอาคมจนแก่กล้า!

            หลินเมิ้งหยาร้องเตือนตัวเองในใจ แม้ความหล่อเหลาจะอยู่ตรงหน้าแต่นางก็มิได้หวั่นไหว

            “เจ้าจับข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด? ถ้าไม่มีอะไรข้าจะกลับบ้านนอน!” หลินเมิ้งหยามิได้เผยความกระวนกระวายออกมาให้เห็นแม้ทั้งคู่จะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวแต่คนอายุห้าสิบที่ยังมีใบหน้าอ่อนเยาว์จะต้องเป็นพวกโรคจิตอย่างแน่นอน! ตาแก่โรคจิต!

            “ยัยเด็กคนนี้ เหตุใดจึงใจดำเช่นนี้เล่า! เหยียเชิญเจ้ามาที่นี่เพราะคิดถึงเจ้ามากเหลือเกินเป็นอะไรไป? เจ้าทำให้เหยียตกใจเพียงครั้งเดียวคิดหรือว่าเหยียจะไม่สามารถพาตัวเจ้ากลับมาได้?”

            นายน้อยผู้นั้นหัวเราะขบขัน ช่างเป็นเด็กที่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ

            ปกติผู้หญิงทั่วไปเวลาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้มักจะแสดงท่าทางหวาดผวา

            ทว่ายัยเด็กคนนี้กลับสงบนิ่ง

            “ไม่มีทางจะให้เชื่อหรือว่าเจ้าจับตัวข้ามาเพียงเพื่อพูดคุยกันเท่านั้น? บอกข้ามาสิว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าคืออะไร?”

            หลินเมิ้งหยาจ้องมองฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาเย็นชาน้ำเสียงยิ่งอ่อนโยนมากเท่าไร นางต้องยิ่งป้องกันตัวเองให้มากขึ้นเท่านั้น

            “ไม่มีอะไร แค่เชิญเจ้ามาลองยาเท่านั้น ข้าได้ยินมาว่าแต่ก่อนเจ้าเป็นคนสติฟั่นเฟือนแต่กลับกลับมาฉลาดเฉลียวอีกครั้งในวันแต่งงาน หากทำให้เจ้ากลับไปเสียสติอีกครั้งเจ้าก็มิได้ขาดทุนมิใช่หรือ?”

            นายน้อยหัวเราะคิกคักจ้องมองหลินเมิ้งหยาราวกับว่าเขากำลังแหย่แมวแหย่หมาเล่นอย่างไรอย่างนั้น

            ใจดำอำมหิต!

            หลินเมิ้งหยามั่นใจมากว่าในสมัยที่ยังเยาว์วัยจะต้องมีคนประสงค์ร้ายต่อนางอย่างแน่นอนมิเช่นนั้นอยู่ๆ เด็กธรรมดาจะกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนได้อย่างไร

            “ได้ ในเมื่อถูกเจ้าจับตัวมาแล้ว ข้าก็ไม่มีทางเลือกแต่เจ้าก็มิควรปล่อยให้ข้าสับสนมึนงงเช่นนี้ บอกข้ามาเถิดว่าตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่?”

            หลินเมิ้งหยามีสิ่งที่สามารถปกป้องชีวิตของตัวเองเอาไว้ได้ สิ่งนั้นก็คือเครื่องตรวจจับยาพิษในสมองนางอย่างไรเล่า

            แต่หากเปลี่ยนเป็นคนโง่เขลาสติฟั่นเฟือนสักวันหนึ่งนางคงจะพูดชื่อยาถอนพิษออกมา...หรือเปล่านะ?

            ตอนนี้สิ่งที่นางต้องการคือตัวตนของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

            “เรื่องนี้เหรอ ไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้”ประโยคนี้ทำให้หลินเมิ้งหยาแทบกระอักเลือด

            “ถึงเจ้าบอกมา ข้าก็มิอาจนำข้อมูลออกไปบอกใครได้อยู่ดีเพราะอีกเดี๋ยวข้าก็จะกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนแล้วมิใช่หรือ?”

            นางโน้มน้าวศัตรูอย่างต่อเนื่องทว่ารอยยิ้มของนายน้อยกลับแปรเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมขึ้นมา

            “เอาล่ะ เจ้ามิต้องรบเร้าเหยียเรื่องนี้อีกแล้วข้าจะบอกเจ้าตามความจริงก็ได้เจ้าจะมิได้เปลี่ยนเป็นคนโง่เขลาสติฟั่นเฟือนเพียงอย่างเดียวแต่เจ้าจะกลายเป็นคนหูหนวก ตาบอด เป็นใบ้ อัมพฤกษ์ อัมพาตสิ่งที่สำคัญที่สุดคือใบหน้างดงามดั่งหยกของเจ้าจะไม่มีอีกต่อไป!”

            คำพูดของนายน้อยทำให้หัวใจของหลินเมิ้งหยาเย็นเฉียบ

            ตกลงใครกันแน่ที่แค้นเคืองนางมากถึงเพียงนี้?

            หรือจะเป็นซ่างกวนฉิงและหลินเมิ้งหวู่? ไม่มีทางหรอกค่าจ้างของกลุ่มมือสังหารเถาฮวาอู๋ไม่น้อยเลยโดยเฉพาะค่าจ้างที่ทำให้นายน้อยผู้นี้ต้องเป็นคนลงมือเอง

            พวกนาง...เกรงว่าจะไม่มีกำลังมากพอขนาดนั้น!

            “เกรงว่าเจ้ากำลังวางแผนหลอกเหยียอยู่ใช่หรือไม่สายตาของเจ้าจึงกลิ้งกลอกเช่นนี้! หากเจ้าไม่ยอมเชื่อฟังเจ้าคิดหรือว่าเหยียที่ถูกเจ้าหลอกมาแล้วหนึ่งครั้งจะยอมปล่อยให้มีครั้งที่สอง?”

     

    **************************

    1 ยาชนิดหนึ่งเมื่อสูดกลิ่นเข้าไปจะทำให้หมดสติ

    คล้ายกับเรื่องข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน