บทที่ 3: เปิดชีพจรท้าลิขิต
กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งเริ่มจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมประหลาดคล้ายสมุนไพรที่ถูกเผาไหม้
ท่ามกลางป่าทึบ เฟิงอู๋จี้นั่งสงบนิ่งอยู่กลางวงแหวนอักขระสีแดงฉาน เืของหมูป่าขนเหล็กที่ไหลนองพื้นเมื่อครู่ บัดนี้กำลังเดือดพล่านราวกับมีไฟที่มองไม่เห็นมาลนอยู่ใต้พื้นดิน อักขระที่เขาวาดไว้เริ่มหมุนวนช้าๆ ส่งเสียงหึ่มๆ ต่ำๆ ะเืเลื่อนลั่นไปถึงจิติญญา
"หลอม!"
เฟิงอู๋จี้ตวาดเสียงต่ำ นิ้วมือประสานกันเป็มุทราแปลกประหลาด
ทันใดนั้น เืสัตว์อสูรที่เจิ่งนองก็ระเหยกลายเป็ไอหมอกสีแดงเข้ม หมอกเ่าั้ไม่ได้ลอยฟุ้งกระจายออกไป แต่ถูกแรงดึงดูดจากค่ายกลบีบอัดให้พุ่งเข้ามาหาร่างของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงกลางราวกับฝูงงูสีเืที่หิวกระหาย
ฟู่!
ทันทีที่ไอหมอกััิั เฟิงอู๋จี้กัดฟันกรอด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความรู้สึกเหมือนถูกน้ำมันเดือดราดรดไปทั่วร่าง พลังงานอันป่าเถื่อนและร้อนแรงของสัตว์อสูรธาตุไฟพยายามจะฉีกกระชากกล้ามเนื้ออันอ่อนแอของเขา
หากเป็คนธรรมดาคงสติแตกตายไปแล้ว แต่จิติญญาของราชันย์ผู้เฒ่านั้นแข็งแกร่งดั่งหินผา
"แค่พลังระดับสัตว์อสูรชั้นต่ำ... คิดจะกลืนกินข้ายังเร็วไปร้อยปี!"
เขาควบคุมสติ กำหนดจิตนำพาพลังงานเ่าั้ให้ไหลเวียนเข้าสู่จุดชีพจร แทนที่จะปล่อยให้มันอาละวาดทำลายร่างกาย เขาใช้อักขระในจิติญญาสร้าง 'เตาหลอมจำลอง' ขึ้นภายในร่าง เปลี่ยนพลังงานดิบเถื่อนให้กลายเป็กระแสปราณบริสุทธิ์
เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!
เสียงดังลั่นมาจากภายในร่างกายของเฟิงอู๋จี้ มันคือเสียงของสิ่งสกปรกและตะกอนที่อุดตันเส้นลมปราณมานานนับสิบปีที่กำลังถูกกระแสพลังใหม่อันร้อนแรงกระแทกทำลาย
ความเ็ปทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับมีมีดนับพันเล่มกรีดแทงอยู่ภายในเส้นเื เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มใบหน้า ไหลปนกับคราบเืเก่าจนดูน่าสยดสยอง
"ออกไป!"
เฟิงอู๋จี้คำรามลั่น พร้อมกับกระอักลิ่มเืสีดำสนิทออกมาคำโต
พรวด!
เืเสียก้อนนั้นส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงยิ่งกว่าซากศพ มันตกลงบนพื้นหญ้าและกัดกร่อนใบหญ้าจนเหี่ยวเฉาทันที
พร้อมกับที่ของเสียถูกขับออก ร่างกายของเขาก็เบาสบายขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ รูขุมขนทั่วร่างเปิดออก ของเหลวสีเทาเหนียวเหนอะหนะซึมออกมาเคลือบิั มันคือสิ่งสกปรกที่ตกค้างในไขกระดูก
วูบ...
กระแสลมปราณแ่เบาเริ่มก่อตัวขึ้นที่จุดตันเถียนบริเวณท้องน้อย แม้มันจะยังมีขนาดเท่าเส้นด้ายเล็กๆ แต่มันหมุนวนอย่างมั่นคง นี่คือสัญญาณแห่งการเข้าสู่วิถีแห่งยุทธ์อย่างแท้จริง
"ขอบเขตปราณก่อกำเนิด... ขั้นที่หนึ่ง!"
เฟิงอู๋จี้ลืมตาขึ้น ั์ตาของเขาสว่างวาบดั่งคมดาบที่เพิ่งถูกลับ ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับมาดูมีน้ำมีนวลขึ้น แม้จะยังดูผอมบาง แต่ใต้ิันั้นเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นด้วยพลัง
เขายกมือขึ้นกำหมัด ััได้ถึงพละกำลังที่มากกว่าเดิมถึงสิบเท่า
"ถึงแม้จะอยู่แค่ขั้นหนึ่ง แต่ด้วยประสบการณ์ต่อสู้และเทคนิคของข้า การจะล้มผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามก็ไม่ใช่เื่เพ้อฝัน"
เฟิงอู๋จี้ลุกขึ้นยืน สะบัดแขนขาไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะก้มมองซากหมูป่าที่แห้งกรังราวกับมัมมี่เพราะถูกดูดเืไปจนหมด
เขากวาดตามองอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วเดินเข้าไปใช้มีดสั้นเลาะเอา 'เขี้ยวหมูป่า' คู่ยาวออกมาอย่างชำนาญ เขี้ยวคู่นี้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า สามารถนำไปขายแลกเงินหรือใช้เป็อาวุธชั่วคราวได้
"ได้เวลาต้องกลับแล้ว..."
เฟิงอู๋จี้เงยหน้ามองท้องฟ้า แสงแดดเริ่มแรงกล้าบ่งบอกว่าใกล้เวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็เส้นตายที่หัวหน้าคนคุมงานกำหนดไว้
เขารวบรวม 'หญ้าิญญาน้ำค้าง' ที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้ใส่ตะกร้าสะพายหลัง แล้วออกวิ่งกลับไปยังทิศทางของตระกูลเฟิง ฝีเท้าของเขาเบาหวิวและรวดเร็วขึ้นกว่าตอนขามาอย่างเทียบไม่ติด
...
ณ ลานสมุนไพรตระกูลเฟิง
แสงแดดร้อนระอุแผดเผาลงมาที่ลานดินกว้าง คนงานหลายคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักท่ามกลางความเงียบ มีเพียงเสียงด่าทอของชายร่างท้วมที่ดังโหวกเหวก
"เที่ยงวันแล้ว! ไอ้สวะเฟิงอู๋จี้มันยังไม่โผล่หัวมาอีกรึ?"
หัวหน้าคนคุมงานนามว่า 'จางหมา' ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูเรือนพัก แส้หนังในมือเคาะกับขาตัวเองเป็จังหวะ สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความสะใจปนเปกัน
"ข้าว่ามันคงเป็ศพเฝ้าป่าไปแล้วขอรับท่านหัวหน้าจาง" ลูกสมุนคนหนึ่งประจบสอพลอ "ให้คนอย่างมันเข้าไปในป่าหมอกคราม ก็เหมือนส่งหมูไปเข้าปากเสือ"
จางหมาหัวเราะร่า "ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้ามัน! นายน้อยเฟิงหยางสั่งมาว่า ถ้ามันทำงานพลาด ให้ลงโทษสถานหนัก แต่ถ้ามันตายไปเลยก็ยิ่งดี ตระกูลเฟิงจะได้ไม่ต้องเลี้ยงดูขยะให้เปลืองข้าวสุก!"
คนงานคนอื่นๆ ที่ได้ยินต่างก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบตา บางคนรู้สึกสงสารเฟิงอู๋จี้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากช่วยเหลือ เพราะรู้ดีว่าเื้ัของจางหมาคือนายน้อยเฟิงหยางผู้มีอิทธิพล
"เอาล่ะ! ในเมื่อมันไม่กลับมา ข้าจะยึดข้าวของเครื่องใช้ในห้องมันทั้งหมด ไปขนออกมา!" จางหมาะโสั่ง
ในขณะที่ลูกสมุนกำลังจะเดินเข้าไปพังประตูห้องพักของเฟิงอู๋จี้...
"ใครบอกว่าข้าไม่กลับมา?"
เสียงเรียบเย็นแต่กังวานดั่งระฆังดังขึ้นจากทางด้านหลัง
ทุกคนในลานชะงักและหันไปมองเป็ตาเดียว ร่างของเด็กหนุ่มในชุดผ้ากระสอบที่เปรอะเปื้อนคราบดำสกปรกเดินเข้ามาในลานอย่างมั่นคง บนหลังสะพายตะกร้าสมุนไพรที่พูนจนล้น
จางหมาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "เ้า... เฟิงอู๋จี้? เ้ายังไม่ตาย?"
เฟิงอู๋จี้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายร่างท้วม เขาปลดตะกร้าลงวางกระแทกพื้นเสียงดัง ตึง!
"หญ้าิญญาน้ำค้างหนึ่งร้อยต้น ครบถ้วนตามคำสั่ง"
เขาจ้องมองจางหมาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีการก้มหัว มีเพียงความนิ่งสงบที่ซ่อนคลื่นพายุไว้ภายใน
"ทีนี้... ข้าขอตัวไปพักผ่อนได้หรือยัง?"
จางหมาได้สติกลับมา ใบหน้าอ้วนท้วมแดงก่ำด้วยความโกรธ มันรู้สึกเหมือนถูกท้าทายจากคนที่มันเคยเหยียบย่ำมาตลอด มันแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
"พักผ่อนงั้นรึ? ฮึ! ใครจะไปรู้ว่าเ้าไปขโมยหญ้าพวกนี้มาจากไหน หรืออาจจะเป็หญ้าเน่าๆ ที่เ้าเก็บมามั่วๆ ก็ได้! ข้าต้องตรวจสอบก่อน!"
จางหมาเตะตะกร้าสมุนไพรจนล้มคว่ำ หญ้าิญญาที่เฟิงอู๋จี้เสี่ยงชีวิตไปเก็บมากระจัดกระจายเต็มพื้น
"โอ๊ะ... มือข้าลื่นไปหน่อย" จางหมาแสร้งทำหน้าใ ก่อนจะยกเท้าเหยียบขยี้ลงบนกองสมุนไพรจนแหลกเหลว "แย่จริง... สมุนไพรเสียหายหมดแล้ว แบบนี้ถือว่าเ้าทำงานล้มเหลว!"
มันเงยหน้ามองเฟิงอู๋จี้ ยิ้มเยาะเย้ยหยัน "กฎของตระกูล... ทำงานพลาดต้องถูกลงโทษ โบยยี่สิบที!"
เพี๊ยะ!
จางหมาง้างแส้หนังในมือฟาดเข้าใส่เฟิงอู๋จี้เต็มแรงโดยไม่รอให้เด็กหนุ่มได้แก้ตัว แส้หนังที่เคลือบด้วยเกล็ดโลหะพุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็ว หมายจะฉีกเนื้อของเด็กหนุ่มให้หลุดออกมา
แต่วินาทีต่อมา ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนในลานต้องอ้าปากค้าง
มือข้างหนึ่งของเฟิงอู๋จี้ยื่นออกมาคว้าปลายแส้นั้นไว้อย่างแม่นยำ!
ฝ่ามือที่เคยบอบบาง บัดนี้กลับแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็ก รับแรงกระแทกของแส้โดยไม่สะท้านแม้แต่น้อย
เฟิงอู๋จี้เงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ตื่นตระหนกของจางหมา
"ข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเ้าถอย... แต่เ้ากลับเลือกที่จะรนหาที่ตายเองนะ"