“เยว่ซิน ตื่นแล้วหรือ” เสียงของหลินเสี่ยวเหม่ยดังขึ้น หลังจากได้ยินเสียงขยับตัวของเพื่อน
“ฉันเป็อะไรไป” หลี่เยว่ซิน เอ่ยปากถามด้วยเสียงแหบแห้ง
“เธอเป็ลมไประหว่างทำงานในไร่น่ะ ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง ลุกขึ้นมากินข้าวต้มก่อน” หลินเสี่ยวเหม่ยเข้ามาพยุงหลี่เยว่ซินให้ลุกขึ้น
หลี่เยว่ซินเริ่มตักข้ามต้มกินช้าๆ และนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า หลังจากที่รถประจำทางที่เธอนั่งมาประสบอุบัติเหตุเธอก็ข้ามเวลามาอยู่ในปี 1976 ยุคก่อนที่จะมีการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน ซึ่งหลี่เยว่ซินเป็ยุวชนหญิงที่ถูกครอบครัวส่งมาทำงานในชนบท เนื่องเพราะเธอเป็ลูกสาวเพียงคนเดียวที่พ่อกับแม่ไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไหร่ ก็เพราะในยุคนี้ยังมีความเชื่อว่าลูกชายสำคัญกว่าลูกสาวอยู่ยังไงล่ะ เมื่อเธอถูกส่งมาอยู่ที่ชนบทก็ไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากครอบครัวอีกเลย
เฮ้อ!!! ข้ามเวลาทั้งทียังไม่ได้รับความรักจากครอบครัวอีกเหมือนเดิม แค่คิดก็เศร้าแล้ว แต่ไม่เป็ไร ท่านเทพบอกว่าข้ามมิติมาคราวนี้ได้พบเนื้อคู่และมีชีวิตที่สดใสนี่นะ หลี่เยว่ซินให้กำลังใจตัวเอง
“เยว่ซิน กินข้าวแล้วรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม” เสียงเรียกของหลินเสี่ยวเหม่ยปลุกให้หลี่เยว่ซินตื่นจากพะวังความคิด
“ได้นอนอีกสักพักก็คงจะดีขึ้นแล้วล่ะ ขอบใจนะเสี่ยวเหม่ย” หลังจากนั้นหลี่เยว่ซินก็ขอนอนพักต่อและหลับไป
……………………………………………………………….
เช้าวันต่อมา หลี่เยว่ซินตื่นขึ้นพร้อมกับสำรวจตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้งก็พบว่าใบหน้าของเธอในยุคนี้เหมือนใบหน้าของเธอในยุคก่อนไม่มีผิดเพี้ยน จะมีก็แต่รูปร่างที่ผอมลงต่างจากรูปร่างของเธอในภพที่แล้วเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จหลี่เยว่ซินและหลินเสี่ยวเหม่ยเตรียมตัวจะออกไปทำงานในไร่ ก็ได้ยินเสียงร้องทักจากด้านหลัง เป็กลุ่มยุวชนชายที่ถูกส่งมาทำงานในชนบทเช่นกัน
“หลี่เยว่ซิน เธอสบายดีแล้วหรือ ไปทำงานในไร่ไหวหรือวันนี้” มู่จง เพื่อนยุวชนสอบถามขึ้น
“ดีขึ้นมากแล้ว วันนี้ทำงานไหว ขอโทษที่ทำให้ทุกคนเป็ห่วงนะ” หลี่เยว่ซินตอบด้วยรอยยิ้ม ทำให้มู่จงหลบสายตาแต่ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรที่มากไปกว่านั้น มู่จงแอบชอบหลี่เยว่ซินมาั้แ่ถูกส่งมาที่ชนบทใหม่ๆ แต่หลี่เยว่ซินก็ปฏิบัติตัวและรักษาระยะห่างจากมู่จง ขีดเส้นไว้เพียงคำว่าเพื่อนเท่านั้น ซึ่งมู่จงก็เข้าใจดีและไม่แสดงท่าทีอื่นใดให้เกิดความอึดอัดใจต่อทั้งสองฝ่าย
วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ทุกคนทำงานจนถึงเวลาพักกลางวัน และมาทำงานต่อใน่บ่ายจนถึงเย็นก็เดินกลับที่พัก
“เยว่ซิน พรุ่งนี้เป็วันหยุด เธอ้าเข้าเมืองไปซื้อของหรือเปล่า” เสี่ยวเหม่ยถามขณะกำลังก่อไฟทำอาหารเย็นในครัว
“เข้าเมืองหรือ..ไปสิ ฉันมีของที่อยากซื้ออยู่เหมือนกัน”
หลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จ นั่งคุยกับหลินเสี่ยวเหม่ยสักพัก ต่างคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
หลี่เยว่ซินเข้าห้องพักก็เริ่มนั่งสำรวจสิ่งของในมิติ นี่ถือเป็ครั้งแรกที่หลี่เยว่ซินได้สำรวจมันหลังจากที่เธอข้ามเวลามา และเริ่มนึกว่าพรุ่งนี้จะนำอะไรออกมาขายได้บ้าง เธอยังนึกถึงบ้านพักที่มีชายหนุ่มในฝันนอนป่วยอยู่เพียงลำพัง
“เขาอยู่ในเมืองนี้หรือเปล่านะ แล้วเราจะหาบ้านหลังนั้นเจอได้ยังไง” คิดไปคิดมาเธอก็หลับไป
……………………………………………………………….
เช้ามืด หลินเสี่ยวเหม่ยมาปลุกหลี่เยว่ซินให้เริ่มออกเดินทาง เพราะถ้าไม่เดินทางเวลานี้เดี๋ยวพอสายอากาศจะร้อน ตอนเช้ายังสามารถเดินเข้าเมืองได้ พอขากลับค่อยนั่งเกวียนวัวรับจ้างกลับมา
ทั้งคู่ออกเดินทางพร้อมคนในหมู่บ้านที่้าเข้าเมืองเพื่อไปหาซื้อของ หรือบางคนก็นำของเข้าไปขาย เมื่อมีผู้ร่วมเดินทางมาก และมีเสียงพูดคุยกันไปตลอดทาง ทำให้การเดินทางเหมือนจะผ่านไปอยากรวดเร็ว ใช้เวลา 1 ชั่วโมงก็ถึงตัวเมือง
หลินเสี่ยวเหม่ยแยกกับหลี่เยว่ซินเพื่อไปทำธุระของตนเอง เพราะหากไปด้วยกันจะทำให้เสียเวลา ไม่ทันเวลานั่งเกวียนวัวรับจ้างกลับหมู่บ้าน หลังจากแยกกันหลี่เยว่ซินก็เริ่มเดินสำรวจเมือง โดยเริ่มซื้อข้าวของเล็กๆ น้อยๆ และเริ่มสอบถามจนได้ความว่าตลาดมืดอยู่ที่ไหน เธอก็ตรงไปตลาดมืดทันที และนำของที่เธอมีในมิติออกมาขายจำพวกเนื้อหมู สบู่ แชมพู จนมาเจอคุณป้าคนหนึ่งเข้ามาถาม
“หนูจ๊ะ ฉันเห็นของที่หนูนำมามีแต่ของดี หนูยังมีของเหล่านี้ให้ฉันอีกมั๊ยจ๊ะ” คุณป้ากระซิบถาม
“หนูเหลือหมูหนึ่งชั่ง และสบู่อีก 5 ก้อนค่ะคุณป้า คุณป้าจะรับไหมคะ” หลี่เยว่ซินยิ้มตอบ
“รับสิจ๊ะ ป้า้าทั้งหมดเลย”
“หมูหนึ่งชั่ง 3 หยวน สบู่ก้อนละ 2 หยวน เป็ทั้งหมด 13 หยวนค่ะ”
“นี่จ้ะ” คุณป้ายื่นเงินให้หลี่เยว่ซิน พร้อมเดินไปกระซิบ “หนูมีของหายากแบบนี้คงรู้จักคนมีเส้นสาย หนูสามารถหาจักรยานให้ป้าสักคันได้ไหมจ๊ะ”
“เอ่อ...หนูต้องลองไปสอบถามก่อนนะคะ แต่จักรยานเป็อะไรที่แพงมาก คันละประมาณ 250 หยวนเลยล่ะค่ะ” หลี่เยว่ซินทำหน้าลำบากใจ
“ไม่แพงเลยจ้ะ หนูก็ไม่ต้องระแวงป้าหรอกนะ คืออย่างนี้ ลูกชายป้าทำงานที่โรงงานสิ่งทอ อยากได้จักรยานไว้ใช้งาน แต่ไปสหกรณ์ทีไร ไม่เคยจองได้ทันคนอื่นเขาเลย”
“ถ้าอย่างนั้น สัปดาห์หน้าเราค่อยเจอกันนะคะ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลานิดหน่อยค่ะ แล้วก็จะสะดวกไหมคะถ้าหนูจะขอทราบที่อยู่คุณป้า หากว่าได้ของมาแล้วให้หนูนำไปส่งให้จะสะดวกกว่ามาที่นี่น่ะค่ะ” หลี่เยว่ซินอธิบาย เธอต้องรอบคอบในการทำธุรกิจนี้ ขายของในตลาดมืดอย่างไรก็เสี่ยงมาก อีกทั้งจักรยานก็เป็ของหายาก เธอไม่อยากเสี่ยงขนของชิ้นใหญ่เดินเข้ามาที่นี่
“ได้สิจ๊ะ ไม่มีปัญหาหรอก ขอบใจหนูนะที่ช่วยเป็ธุระให้ป้า หนู้าเงินมัดจำก่อนไหมจ๊ะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณป้า หนูยังไม่มั่นใจเลยว่าจะมีของมาส่งให้คุณป้าหรือไม่ เอาไว้ถ้าหนูมีของมาส่งมอบให้คุณป้า เวลานั้นคุณป้าค่อยจ่ายเงินก็ได้ค่ะ”
หลังจากนัดแนะกันเรียบร้อย หลี่เยว่ซินจึงเดินออกมาจากตลาดมืด เพราะเธอก็ไม่อยากอยู่สถานที่แห่งนี้นานเกินไป
การมาตลาดมืดครั้งนี้ หลี่เยว่ซินนำของในมิติออกมาขายได้เงินมาทั้งหมด 400 หยวน เพราะเธอเพิ่งเริ่มทำการค้า เธอจึงไม่นำของออกมาขายมากเกินไป
เดินออกมาได้สักพักเธอก็นำของกินของใช้ในมิติออกมาใส่ตะกร้าเพื่อนำกลับไปที่หมู่บ้าน ระหว่างที่เดินเพื่อไปยังจุดนัดพบกับหลินเสี่ยวเหม่ยนั้น หลี่เยว่ซินก็พบกับที่พักอาศัยที่ดูคุ้นตา เธอใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น นี่คือที่ที่เธอเห็นในความฝัน นี่คือบ้านพักของผู้ชายผู้น่าสงสารคนนั้น บ้านไม่ได้ดูทรุดโทรม เพียงแค่ขาดการดูแลเก็บกวาดเท่านั้น แต่ทำไมถึงปิดเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ เธอตัดสินใจเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“มีใครอยู่ไหมคะ มีใครอยู่ข้างในไหมคะ” เธอเริ่มร้อนใจ “หรือเขาจะป่วยเหมือนในฝันกันนะ” หลี่เยว่ซินเริ่มร้อนใจมากขึ้น เขาจะเป็อะไรหรือเปล่านะ หันซ้ายหันขวา ก็มองเห็นประตูด้านข้างแง้มไว้นิดหน่อย เธอจึงล้วงมือเข้าไปเปิดกลอนแล้วเดินเข้าไปด้านใน