นางคิดทำอาหารตามที่มีวัตถุดิบของตัวเองมีในช่องว่าง เมนูแรกก็คือปลาช่อนลุยสวน หมูผัดพริกไทยดำ ปูผัดผงกะหรี่ กุ้งอบวุ้นเส้น แกงคั่วฟักไก่ ต้มยำไก่บ้าน แล้วก็หมูทอดน้ำปลา กับแกงจืดไข่น้ำให้ลูกสาวตัวน้อย
ร่างบางรวบแขนเสื้อ โดยใช้เชือกเส้นเล็กมารัดเอาไว้ทั้งสองข้าง แล้วดึงรั้งขึ้นมาถึงต้นแขนเพื่อเตรียมตัวทำอาหาร พอจุดไฟทั้งสามเตา เพื่อหุงข้าว และก็ทำอาหารพร้อมกันสองเตาเลย
กุ้ยเหมยล้างข้าวสารจนสะอาด แล้วใส่น้ำ ตั้งไฟเอาไว้ แล้วนางก็เอาปลาออกมาในช่องว่างสองตัว พอล้างปลาให้สะอาดดีแล้ว ก็ขอดเกร็ด จากนั้นแล่เนื้อปลาออกจากตัวปลา ให้เหลือโครงปลาหัวปลาและหางปลา จากนั้นหั่นเนื้อปลาเป็ท่อนเต๋า นำปลาทั้งส่วนเนื้อและโครงปลาคลุกด้วยแป้งข้าวโพดจนทั่วทั้งตัวก็พักเอาไว้ แล้วเอาไก่มาแล่เป็ชิ้นพอคำ เหลือโครงไก่เอาไว้ทำน้ำซุป แล้วก็เริ่มหั่นเนื้อหมูเอาไว้ทำหมูทอดน้ำปลา และหมูผัดพริกไทยดำ ระหว่างที่รอให้น้ำมันร้อน นางเอาหมูมาหมักกับน้ำปลาเพื่อฆ่าเวลา
แล้วใส่เอาน้ำแข็งมาใส่อ่างใบใหญ่ เอาหมูที่หมักเอาไว้ใส่ชามวาง้า แทนการแช่ตู้เย็น
หันไปตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ใช้ไฟเขี่ยถ่านออกให้เหลือไฟปานกลาง นำเนื้อปลาลงไปทอดก่อนเมื่อปลาเหลืองกรอบก็มาพักให้สะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนำส่วน โครงปลาลงไปทอด ให้เหลืองกรอบแล้วก็มาพักให้สะเด็ดน้ำมันบนจานใบใหญ่ นางจัดปลาโครงปลาทอดใส่จาน พร้อมด้วยเนื้อปลาทอด จัดวางผักให้ดูสวยงาม
กุ้ยเหมยเริ่มทำน้ำยำ โดย ผสม พริกขี้หนูสวน น้ำมะนาว น้ำพริกเผา น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ผสมให้ส่วนผสมละลายเข้ากันจากนั้น ผสม ตะไคร้ เนื้อมะนาวหั่น พริกแห้งทอด ขิงอ่อน ใบสะระแหน่ ผักชีฝรั่ง ให้เข้ากับน้ำยำ ราดส่วนผสมทั้งหมดลงบนปลาทอดที่เตรียมไว้แล้วก่อนหน้านี้ เอาวางรอด้านข้างแล้วก็เร่งมือทำเมนูถัดไป
เมนูต่อไปหมูผัดพริกไทยดำ นางเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ จัดใส่จานให้ครบก่อนเพื่อพร้อมสำหรับผัดทันทีจะได้ไม่เสียเวลา ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อนใส่กระเทียมลงไปผัด พอกระเทียมเหลืองได้ที่ ใส่เนื้อหมูและพริกไทยดำลงไปผัด ขั้นตอนนี้พริกไทยดำจะเกาะกับเนื้อหมู กลิ่นหอมลอยออกไปถึงนอกห้องครัว นางปรุงรสด้วย ซอสน้ำมันหอย น้ำตาล น้ำปลา ซอสถั่งเหลือง ผัดให้เข้ากัน ชิมรสให้ได้ที่ จึงใส่ผักต่างๆ ลงไปผัด โดยใส่ หอมหัวใหญ่ และ พริกหยวกลงไปผัดก่อนเมื่อได้ที่จึงยกกระทะออก และใส่ต้นหอมลงไปผัดระหว่างที่อาหารในกระทะยังร้อนอยู่ แล้วใส่จาน
แล้วทำเมนูต่อไปทันทีนางตั้งหม้อพร้อมกันทั้งสองเตา เพื่อทำแกงคั่วฟักไก่ กับต้มยำไก่บ้าน หม้อต้มยำไก่บ้านนางเริ่มต้มน้ำซุปจากโครงไก่ที่หั่นเอาแต่เนื้อก่อนหน้านี้จากนั้นใส่ ข่า ตะไคร้ หอมแดง และใบมะกรูด ต้มด้วยไฟอ่อนๆ พอได้กลิ่นหอมของ สมุนไพร ออกมาก่อนแล้วใส่ ไก่บ้านลงไปต้ม ปรุงรสด้วย พริกสดนิดหน่อย น้ำปลา น้ำมะขามเปียก และ พริกเผา จากนั้นเร่งไฟให้แรงขึ้นใส่ ผักชีฝรั่ง ลงไปแล้วก็ยกหม้อลงจากนั้นเติม น้ำมะนาวลงไป ชิมรสชาติแล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเผ็ดเท่าไหร่ พวกเขาคงจำกินได้กระมัง
หม้อแกงคั่วฟักไก่ น้ำกะทิเริ่มเดือดพอดี นางใส่ พริกแกงและฟักเขียวลงไปต้มปรุงรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา และ น้ำมะขามเปียก ปรุงจนได้รสที่พอก็ใส่ไก่และใบมะกรูดลงไป พอไก่สุกใส่ใบโหระพาลงไป ระหว่างที่รอไก่สุก ก็หันไปล้างกระทะทั้งสองใบเพื่อทำเมนูอื่นต่อ
นางทำหมูทอดน้ำปลา โดยเอาหมักหมูด้วยน้ำปลาก่อนหน้านี้ แล้วคลุกด้วยป้ายให้แป้งจับเนื้อหมูทุกชิ้น หลังจากนั้นนำออกมาทอดด้วยไฟอ่อน เพื่อไม่ให้แป้งที่หุ้มเนื้อหมูไหม้ เมื่อหมูสุกดีเหลืองหอมแล้ว พักขึ้นมาพักแล้ว นางหั่นเป็ชิ้น กำลังดี หลังจากนั้นก็ทำน้ำจิ้มแจ่ว โดยเริ่มจากการ ใส่น้ำมะขามเปียกเพื่อ้ารสเปรี้ยว ใส่น้ำปลา น้ำตาลเคี่ยว เติมความหอมด้วยข้าวคั่วเติมความเผ็ดด้วยพริกป่น หลังจากนั้นคนให้เข้ากัน ตามด้วยหอมซอยผสมกับฝักชีฝรั่ง เป็อันเสร็จเรียบร้อยไปอีกหนึ่งเมนู
นางเอากุ้งจากช่องว่าง ที่ทำสำเร็จรูปออกมาทำกุ้งอบวุ้นเส้น เมนูนี้ทำง่าย นางผสมเครื่องปรุงรสก่อนโดยใส่ ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วดำ ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย น้ำซุป และซีอิ๊วขาว คนให้เข้ากันนำกุ้งลงไปแช่ส่วนผสม แล้วตักขึ้นมาวางพักไว้ จากนั้นก็นำวุ้นเส้นลงไปคลุกกับส่วนผสมนำหม้อดินเผาที่ซื้อมาจากไปตลาดครั้งที่แล้ว มาตั้งไฟอ่อนๆ ใส่เบคอนลงไป ผัดกับขิงแก่ กระเทียม และพริกไทยขาว ผัดจนน้ำมันออกมาจากเบคอนใส่วุ้นเส้นลงไปในหม้อ ตามด้วยกุ้ง และ ขึ้นฉ่าย ปิดฝาอบ อบด้วยไฟอ่อนอีกสักพัก จนกุ้ง้าสุกเสร็จแล้วก็ยกลงมาจากเตา
ตอนนี้ข้าวก็เริ่มสุกพอดี นางจึงยกหม้อมารินเอาน้ำออกไป แล้วตั้งไฟต่อจนข้าวเรียงเม็ดสวย เอามาเก็บไว้ในช่องว่างเพื่อคงความร้อน
เมนูสุดท้ายเป็เมนูที่คนจีนชอบสั่งที่สุดในร้าน นางจึงตัดสินใจทำมันขึ้นมาก็คือ ปูผัดผงกะหรี่ กุ้ยเหมยเตรียมเครื่องผงกะหรี่ในชามผสมก่อนโดยใส่ไข่ไก่ น้ำมันหอย ซอสปรุงรส น้ำปลา น้ำตาล ผงกะหรี่ นมข้นจืด น้ำพริกเผา และน้ำเปล่า ตีส่วนผสมให้เข้ากัน ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป ตามด้วยกระเทียมสับ ปูม้า ผัดจนปูม้าเริ่มเป็สีส้ม ใส่หอมใหญ่ ต้นหอม ผัดจนไข่ในน้ำปรุงสุกเป็ก้อนๆตามด้วยขึ้นฉ่าย ต้นหอม พริกชีฟ้าแดง ผัดให้พอเข้ากันอีกที เสร็จแล้วก็ใส่จานใบใหญ่ แล้วเก็บอาหารทั้งหมดลงในช่องว่าง เพื่อคงความร้อนเอาไว้ แล้วก็เพิ่มปริมาณอาหารไปด้วยหากไม่เพียงพอ
เมนูสุดท้ายเป็ของลูกสาวสุดที่รัก นางทำแกงจืดไข่น้ำ ให้นางกินกับหมูทอดน้ำปลา นางเอาโครงไก่มาต้มน้ำซุป เตรียมโครงไก่ที่ล้างทำความสะอาดซี่โครงไก่ เลาะเอาไขมันออกใส่ลงในหม้อเติมน้ำ ล้างหัวไชเท้าและปอกเปลือกออก หั่นเป็แว่นหนาใส่ลงในหม้อน้ำ ตามด้วยรากผักชีทุบ พริกไทยเม็ดบุบพอแตก กระเทียมทุบ และเกลือแกง
ยกหม้อขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟจากถ่านที่ไม่แรงมากต้มไปเรื่อย ๆจนกระทั่งน้ำเดือด นางช้อนฟองทิ้งปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ต้มเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆด้วยไฟอ่อน จนน้ำซุปหอมหวานได้ที่ แล้วค่อยยกลงมาพักเอาไว้นอกเตา
กุ้ยเหมยตอกไข่ลงไป 3 ใบ ใส่ซีอิ๊วเล็กน้อย จากนั้นตั้งกระทะ แล้วเทน้ำมันพอประมาณ ทอดจนเหลืองกรอบแล้วใช้ทัพพีตัดง่ายๆ ให้เป็ชิ้นพอดีคำ
นำน้ำซุปที่ต้มเอาไว้ เทลงในกระทะที่ตัดไข่เจียวเอาไว้ จากนั้นรอให้น้ำเดือดแล้วปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เมื่อน้ำเดือดค่อยใส่วุ้นเส้น ลูกชิ้น และต้นหอมลงไป รอจนน้ำซุปเดือดพล่านแล้วยกลงจากเตา ตักแกงจืดไข่น้ำ ใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ แล้วโรยด้วยกระเทียมเจียว
แล้วตักข้าวเอาไปป้อนลูกสาว เพราะนางไม่อยากให้ลูกสาวต้องมานั่งร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ด้วย เพราะกลัวว่านางจะป่วนญาติของหานหนานกงเอา ระหว่างทางกินอาหาร
"หลันเอ๋อร์มากินข้าวเร็ว มาดูซิ แม่ทำอาหารของโปรด หลันเอ๋อร์เลยนะ"
ร่างกลมป้อมของหลินหลันที่มัดแกะสองข้าง ใส่ชุดสีแดงตัวใหม่ วิ่งมาหามารดา ยิ้มกว้างตาเป็ประกาย ทันทีที่พูดเื่ของกิน
"ดูซิ พอเห็นของกินก็ลืมแม้กระทั่งย่า กินเก่งจนจะกลิ้งได้อยู่แล้ว"หานซื่อส่ายหัวให้กับหลานสาว เมื่อเห็นกับข้าว โชคดีที่หลานสาวของนางกินเก่ง นางกินได้ทุกอย่าง ที่กุ้ยเหมยทำมา จนแก้มทั้งสองข้างห้อยย้อยน่าหยิกแบบนี้ แววตาเอ็นดูมองหลานสาวที่พยายามปีนขึ้นไปนั่งตรงโต๊ะอาหารของตัวเอง นางทนไม่ไหวที่เห็นท่าทางตะเกียกตะกายของหลานสาวจึงต้องช่วยยกร่างกลมป้อมขึ้นมานั่งลงบนโต๊ะดี ๆ
"ทำอาหารเสร็จแล้วหรือเหมยเอ๋อร์ เร็วจริง มาแม่ป้อนเองดีกว่า"
กุ้ยเหมยยกถ้วยอาหารวางลงบนโต๊ะกินข้าวของหลินหลัน แล้วคอยมองนางใช้ช้อนตักอาหารกินเอง แต่หานซื่อทนไม่ได้ เพราะปกติลูกหลานที่นางเลี้ยงมา ล้วนแล้วแต่ต้องมีคนป้อน และคอยทำอะไรให้เองทุกอย่าง นางเองก็รู้สึกผิดที่ดูแลหลานได้ไม่ดี
หลินหลันเองก็ไม่มีแม่นมคอยดูแล นางจึงอยากช่วยให้มากที่สุด จึงแอบป้อนข้าวหลานสาวอยู่เสมอ แม้ว่ากุ้ยเหมยจะบอกว่าให้หลินหลันกินเองก็ตาม
"เสร็จหมดแล้วเ้าค่ะ ท่านแม่ให้นางกินเองเถอะ จริงๆ แล้วการที่นางกินอาหารเองก็คือการเรียนรู้ในวัยของนาง การกินข้าวหรือการช่วยหยิบยกสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ มันก็คือออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ข้ารู้ว่าท่านเป็ห่วงนาง กลัวว่านางจะกินข้าวไม่ได้ ท่านแม่ก็คอยแนะนำนางอยู่ข้างๆ ก็ได้เ้าค่ะ เชื่อข้านะเ้าคะ นางทำได้แน่นอน ทำได้ใช่ไหม หลันเอ๋อร์"
หลันเอ๋อร์กำช้อนในมือแน่น ตักข้าวคำใหญ่เข้าปาก พอได้ยินมารดาถาม นางก็โยกหัวพยักหน้าแรงๆ แต่พูดออกมาไม่ได้ เพราะว่ากำลังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก
"ก็ได้ แม่เชื่อเ้า หลันเอ๋อร์ค่อยๆกิน เดี๋ยวติดคอ กินน้ำก่อนลูก เหมยเอ๋อร์ไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะลูก แม่ดูแลหลันเอ๋อร์นอนก่อน เดี๋ยวแม่ออกไปเรียกที่ห้อง"
กุ้ยเหมยมองแม่สามีประคบประหงมหลานสาว ก็รู้ว่านางคงรับปากไปอย่างนั้น สุดท้ายก็คงจะป้อนข้าวเ้าตัวยุ่งอยู่ดี เหมือนกับทุกครั้งที่คิดว่านางไม่เห็น
"เ้าค่ะท่านแม่"
"ท่านพี่ทำไมไม่พักผ่อนละเ้าคะ"
กุ้ยเหมยกลับมาที่ห้องก็เห็นหานหนานกงกำลังพยายามยกแขนตัวเองเพื่อออกกำลังกาย พอเห็นว่าภรรยากลับมาก็ชะงัก ส่งยิ้มเจื่อนๆมาให้หลังจากถูกดุ
"พี่เพิ่งจะทำเอง เ้าทำกับข้าวเสร็จแล้วหรือ"
กุ้ยเหมยมองเขาอย่างรู้ทันว่าเขากำลังคิดจะเปลี่ยนเื่ แต่นางก็ไม่อยากจะว่าอะไรเขามาก เขาคงจะรู้สภาพร่างกายของเขาดีว่าไหวหรือไม่ไหว
"เสร็จแล้วเ้าค่ะ ท่านพี่อยากจะออกกำลังแขนต่อก็ได้ แต่อย่าฝืนจนกล้ามเนื้ออักเสบ ไม่อย่างนั้นเราต้องงดการฝึกเดินอีกหลายวันนะเ้าคะ"
หานหนานกงเลิกออกกำลังกายทันที เขากลัวว่าจะไม่ได้ไปฝึกเดินอีก วันนี้น้องชายของเขามา พวกนี้เป็ถึงทหารที่ผ่านการฝึกฝนแล้วออกกำลังกายมานาน สภาพร่างกายต้องดูดีไม่น้อย เขาจึงใจร้อนอยากจะหายเร็วๆ เป็เพราะเขากลัวว่า หากกุ้ยเหมยเห็นบุรุษหล่อเหลา ร่างกายสมกับเป็ชายชาติทหาร นางอาจจะนึกเปรียบเทียบเขากับคนอื่นหรือเปล่า แต่ถ้ามันทำให้เขาต้องไม่ได้ฝึกเดิน เขายอมหายช้าลงก็ได้
"พี่ไม่ฝืนตัวเองแล้ว ที่แค่กังวลว่าหากเ้าเห็นบุรุษรูปร่างหน้าตาดีแล้วเ้าจะเปรียบเทียบพี่กับพวกเขาหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง"
"เปรียบเทียบยังไงเหรอเ้าคะข้าไม่เข้าใจ"
"ก็เปรียบเทียบว่าพี่ร่างกายอ่อนแอ เดินก็ไม่ได้ ในขณะที่บุรุษคนอื่นร่างกายแข็งแรงสามารถที่จะดูแลเ้าได้ดีกว่าพี่หรือเปล่า พี่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดมากจริง ๆ"
"ท่านคิดมากจริงๆเลย เ้าค่ะ ข้าเป็สตรีที่แต่งงานแล้วแถมยังมีลูกสาวอีกหนึ่งคนข้ารู้ว่าท่านคิดว่าข้าไม่ใช่กุ้ยเหมยตัวจริง แล้วก็คิดว่าข้าอาจจะจากไปวันใด วันนึงใช่ไหมเ้าคะ"
"ใช่ พี่ยอมรับว่าพี่กลัว เพราะจิติญญาของเ้านั้น ไม่ใช่เมียพี่และแม่ของหลันเอ๋อร์ พี่ไม่มีอะไรมาผูกมัดให้เ้าอยู่กับพี่และลูกได้ หากเ้าเกิดพึงใจใคร พี่คงไม่มีคุณสมบัติที่จะห้ามให้เ้าอยู่กับพี่ได้ พี่ก็เลยกลัวอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเลิกกังวลใจเลยสักวัน"
"เฮ้อ~ ท่านพี่นี่คิดมากจริง ๆ ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าถึงแม้จิติญญาข้างในจะเป็ข้า ไม่ใช่กุ้ยเหมยตัวจริง แต่ข้าก็รู้สึกผูกพันกับพวกท่านสองคนพ่อลูกไม่น้อย ร่างกายนี้เคยเป็ของท่าน เคยคลอดหลันเอ๋อร์ออกมา
ในความทรงจำของข้าตอนนี้ ยังมีภาพแห่งความทรงจำ ของกุ้ยเหมยอยู่ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ข้าจึงคิดอยู่เสมอว่า
ข้าเป็ภรรยาของท่านและเป็แม่ของหลันเอ๋อร์ ข้าไม่เคยคิดเป็อย่างอื่นเลย หลายเดือนที่ผ่านมาที่เราอยู่ด้วยกัน ข้ากับท่านก็เริ่มที่จะเรียนรู้กันมากกว่าเดิมในทุกวัน ข้าอยากให้ท่านรู้ว่าข้าไม่ใช่คนจิตใจโลเลที่พร้อมจะทำความรู้จักหรืออยู่กับผู้ชายคนไหนก็ได้ ในเมื่อข้าตัดสินใจ ว่าจะอยู่กับท่านเป็ภรรยาของท่าน ข้าก็จะไม่คิดจะมองคนอื่น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะดีกว่าท่านมากแค่ไหนก็ตาม ท่านเชื่อข้าไหมเ้าค่ะท่านพี่"
หานหนานกงมองกุ้ยเหมยตาแดงก่ำ เขารู้สึกโล่งอกเมื่อได้ยินคำพูดที่ออกมาจากปากของนาง ยิ่งนับวันเขายิ่งรักนาง ยิ่งรู้สึกว่าขาดนางไม่ได้แล้วในชีวิตนี้ แต่พอเปิดใจคุยกัน นางยอมรับว่านางเป็คนอื่น นางเล่าเื่ราวในชีวิตของนางให้เขาฟัง มันยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่สามารถผูกมัดนางเพราะนางยังไม่ใช่ภรรยาของเขาจริง ๆ เขาจึงไม่เคยมั่นใจว่านางจะอยู่กับเขาและลูกตลอดไปหรือเปล่า จนเก็บเอาไปฝันร้ายหลายวัน
กุ้ยเหมยเห็นเขาเหมือนจะร้องไห้ก็สงสาร นางเคยไปโรงพยาบาลเพื่อทำกายภาพบำบัด ก็เคยเห็นผู้ป่วยห้องข้างๆร้องไห้โวยวายเสียใจกลัวว่าภรรยาจะทอดทิ้งหลายคนจนเข้าใจว่าเขาก็คงจะมีอาการคล้ายๆกัน นางจึงเข้าไปโอบกอดหานหนานกง เพื่อให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ชายหนุ่มกอดเอวบางเอาไว้แน่น ซุกหน้าลงบนบ่าอันบอบบาง จนกุ้ยเหมยรู้สึกว่าเขากำลังร้องไห้ นางได้ยินเสียงกระซิบแ่เบาๆอยู่ข้างหูของตัวเองว่า..
"พี่เชื่อเ้าเหมยเอ๋อร์ พี่เชื่อ...พี่ขอโทษที่คิดมาก ต่อไปพี่จะเชื่อใจเ้า ไม่คิดมากแบบนี้อีกแล้ว"
มือบางลูบไหล่กว้างขึ้นลง ทั้งสองคนกอดรัดกันอยู่นาน จนกระทั้ง กุ้ยเหมยเกือบลืมว่านางต้องอาบน้ำ และออกไปต้อนรับญาติพี่น้องของหานหนานกง จึงบอกให้เขายอมปล่อยตัว แต่ก็ต้องเสียแก้มทั้งสองข้างให้เขาเสียก่อน เขาถึงจะยอมปล่อยตัวนาง เมื่อเห็นว่าเขารู้สึกสบายใจขึ้น จึงไม่ได้ขัดขืน ยื่นแก้มให้เขาอย่างเต็มใจ นางถึงได้รีบไปอาบน้ำหลังจากที่ต้องใช้เวลาตกลงกันอยู่นาน