ฮูหยินใหญ่ตระกูลฟ่านจ้งชิงเยียนนึกถึงปัญหาของบุตรชายก็ได้แต่กลัดกลุ้มฟ่านหลี่เจี๋ยเป็ลูกที่นางภาคภูมิใจมาตลอด เขาขยันร่ำเรียน สุภาพเรียบร้อยในยามว่างมักจะวาดภาพ ใบหน้างดงามของลูกทั้งสองถอดแบบมาจากนางทั้งสิ้นช่างน่าภาคภูมิใจที่ทุกคนต่างชื่นชม
ใต้เท้าฟ่านสามีของนางกว่าจะฝ่าฟันมาจนได้เป็เสนาบดีฝ่ายซ้ายคนสำคัญของราชสำนักช่างยากลำบากแต่ก็อย่างที่เขาเคยบอก ยิ่งมีอำนาจและตำแหน่งสูงก็ยิ่งต้องระวังตัว
“ข้าคงจะมีอำนาจมากเกินไปเสียแล้ว”
“ทำไมหรือท่านพี่?”
“ฮ่องเต้คงไม่ไว้พระทัยอีกต่อไปต้องชิงลาออกเสียก่อน” เมื่อเขาบอกกล่าวนางเช่นนั้นจึงได้ยื่นหนังสือขอลาออกอ้างว่า ้าไปพักผ่อนใช้ชีวิตอย่างสงบและเลี้ยงดูหลานๆ
ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ปล่อยสามีนางไปโดยง่ายบังคับให้ย้ายบุตรชายคนโตจากสังกัดเดิมมาอยู่สำนักตรวจการเพื่อให้มาทำงานแทนบิดาฮูหยินใหญ่รู้ว่าบุตรชายของนางอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบใต้เท้าฟ่านซื้อที่ดินนอกเมืองไว้กว้างมากพอที่จะทำบ้านพักตากอากาศฟ่านหลี่เจี๋ยจึงมักปลีกวิเวกออกไปพักที่นั่นใน่วันหยุด
หลังจากบุตรชายอายุครบยี่สิบนางพยายามหารูปสตรีในตระกูลต่างๆที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อมาให้ฟ่านหลี่เจี๋ยเลือกเป็ฮูหยินสักคน แต่บุตรชายมิใส่ใจสตรีเหล่านี้ยังคงเก็บตัวอ่านหนังสือและวาดภาพต่อไป ปีนี้เขาอายุย่างยี่สิบเจ็ดแล้วนับว่าเป็ชายอายุมากที่ยังไม่แต่งงานผู้หนึ่งในเมืองหลวงทุกคราที่นางไปร่วมวงสนทนาสมาคมฮูหยินใหญ่ทั้งหลาย นางไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร?
ล่าสุดมีฮูหยินผู้หนึ่งพูดถึงวัดหยก์ว่าที่นี่สามารถขอพรแล้วเป็จริงโดยเฉพาะการขอในวันพระจันทร์เต็มดวง ถ้ามีโอกาสได้ยันต์ที่อดีตท่านเ้าอาวาสเขียนไว้เป็ที่กล่าวขานกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักฮูหยินใหญ่จ้งชิงเยียนจึงเร่งมา
“ฮูหยินท่านมาขอสิ่งใดหรือเ้าคะ?”
“เ้าคิดว่าข้ามีความกังวลใดอีกเล่า? ปีนี้หลี่เจี๋ยอายุย่างยี่สิบเจ็ดแล้วขอให้มีบุตรสาวจากตระกูลดีๆ ยอมรับการทาบทามก็แล้วกัน”
“ฮูหยินข้าว่าท่านทำให้คุณชายใหญ่ยอมรับให้ได้ก่อนเถอะ” ไป๋สวงสาวใช้าุโที่อยู่กับฮูหยินมาั้แ่วัยสาวบ่นพึมพำ
“อืม...ข้าก็พยายามอยู่แต่เ้าก็เห็นนี่ว่า ลูกชายของข้าเป็เยี่ยงไรเห็นทีคงจะต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างจริงจังแล้ว”
เมื่อฮูหยินจ้งชิงเยียนเริ่มต้นกราบพระแล้วขอพรจู่ๆ ฟ้าก็มืดครึ้ม ลมกรรโชกแรงขึ้นจนใบไม้ปลิวว่อนทั่วลานวัด
“ฮูหยินท่านดูสิฟ้ามืดมิด ซ้ำลมแรงเยี่ยงนี้ไม่นานฝนคงตกหนักเป็แน่”สิ้นคำกล่าวของไป๋ส่วงฝนก็ตกลงมาอย่างหนักจนพวกนางไม่อาจออกจากศาลาใหญ่ที่มีพระประธานองค์ใหญ่ตั้งอยู่ได้ “นั่นปะไร! ท่านเข้าไปหลบด้านในก่อนเถิดฮูหยินฝนสาดแรงเสียด้วย”
ประตูใหญ่ของศาลานั้นสูงและกว้างเพราะเปิดไว้ทุกบานยามฝนตกแรงจึงสาดเข้าด้านใน จ้งชิงเยียนกับไป๋ส่วงรีบขยับเข้าไปภายในศาลาเหลือเพียงแสงเทียนวอมแวมที่ปักอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ภายนอกมืดครึ้มฝนฟ้าคำรามฟ้าแลบแปลบปลาบถี่ขึ้นๆ ทันใดนั้นเอง
เปรี้ยง!!!
“กรี๊ด!” ฟ้าผ่าอย่างแรงลงกลางลานวัดหน้าศาลาใหญ่ ฮูหยินจ้งชิงเยียนและสาวใช้กรีดร้องขึ้นพร้อมกันทั้งคู่ผวาเข้าเกาะแขนกันแน่น
ร่างของภิกษุชราถือเทียนเล่มใหญ่ปรากฏขึ้นด้านหลัง
“ใมากหรือโยม”
ทั้งคู่สะดุ้งเฮือก! หันขวับกลับไปมองเมื่อเห็นเป็ภิกษุวัยชราจึงถอนหายใจเฮือกออกมาพร้อมกัน
“อ้อ...หลวงพ่อฟ้าผ่าแรงมากเ้าค่ะ” ฮูหยินจ้งตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่น
“ฮูหยินมาที่นี่เพื่อขอพรอันใดหรือ?”
“ข้าน้อยมาเพื่อขอพรให้บุตรชายคนโตฟ่านหลี่เจี๋ยเ้าค่ะ”
“เ้าเอาวันเกิดปีเกิดเขามาด้วยหรือไม่?”
“เอามาเ้าค่ะ”ฮูหยินคิดจะสอดกระดาษนั้นไว้ใต้ฐานพระหลังจากจุดธูปอธิษฐาน ทว่ายังไม่ทันได้ทำฝนก็ตกลงมาเสียก่อน
“เ้าเอามาให้อาตมาเถิด”
เมื่อฮูหยินจ้งส่งที่จดวันเดือนปีเวลาตกฟากของบุตรชายให้กับภิกษุชราไป ท่านจึงยื่นแผ่นยันต์สีเหลืองให้“เ้ารับยันต์แผ่นนี้ไป จงเอาไปสอดไว้ใต้ที่นอนของบุตรชายอย่าให้เขารู้ตัวแล้วพรที่ขอไว้จะสมหวัง”
ฮูหยินจ้งรับยันต์ด้วยความยินดี“ขอบพระคุณเ้าค่ะ”
เปรี้ยง!!!
“ว้าย!” ทั้งสองหลับตาร้องออกมาพร้อมกัน พร้อมขยับเข้าเกาะแขนกันแน่นครั้นลืมตาขึ้นมา ร่างภิกษุชราผู้นั้นกลับหายไปจากศาลาแล้ว
“อ๊า! ฮูหยิน นักบวชหายไปแล้ว”ไป๋ส่วงเนื้อตัวสั่นเทา
ฮูหยินจ้งตบแขนไป๋ส่วงไว้แล้วส่ายหน้ามิให้เอ่ยออกมา ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น จู่ๆ ฝนก็หยุดและเมฆดำก็เคลื่อนหายไปอย่างรวดเร็วแสงแดดยามบ่ายสาดเข้ามาในศาลา
“เร็วเข้าเถิดฮูหยินข้าแทบจะไม่ไหวแล้วเ้าคะ” นางร้องลั่น แทบจะกลั้นปัสสาวะไม่ไหวด้วยความหวาดกลัว ‘วัดหยก์สมกับเป็วัดเก่าแก่ข้าคิดแล้วไม่ควรจะมาวันพระจันทร์เต็มดวง’
เมื่อฮูหยินกับไป๋ส่วงกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลฟ่านจึงแอบพากันเอายันต์ลวดลายแปลกตาที่เขียนบนผ้าสีเหลืองขนาดใหญ่เท่าสองฝ่ามือไปสอดไว้ใต้ฟูกนอนของฟ่านหลี่เจี๋ย
ตกดึกคืนนั้นฟ่านหลี่เจี๋ยฝันประหลาดนักเขาเดินไปบนบันไดสูงชันขึ้นไปถึงวัดแห่งหนึ่งทั้งศาลาขนาดใหญ่และเจดีย์ล้วนเป็สีขาวบริสุทธิ์ภิกษุชรายืนยิ้มรอที่หน้าเจดีย์กล่าวทักทายด้วยเสียงกังวาน
“มาแล้วหรือกำลังรออยู่เทียว”
“รอข้าทำไมหรือขอรับ?”
“ชะตาของแคว้นิยามนี้จำเป็ต้องหยิบยืมชะตาเ้ามาช่วยแก้ไขปีนี้เ้าจำเป็ต้องแต่งงานเพื่อช่วยให้แคว้นนี้ผ่านพ้นภัยพิบัติ”
“หา! การแต่งงานของข้าจักเกี่ยวอันใดกับชะตาเมืองเล่า?” ฟ่านหลี่เจี๋ยรู้สึกใเขาเป็เพียงขุนนางเล็กๆ ในราชสำนักเท่านั้น
“การแต่งงานของเ้าจะเปลี่ยนเื่เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในแคว้นนี้ได้”
