…หวังอี้และเด็กหญิงนั่งเ้าลอยล่องมาจนถึงชายแดนฉินซึ่งจุดนี้มีแม่น้ำเป็เส้นแบ่งเขตแดน ทั้งคู่เห็นภาพแต่ไกลก็ตกตะลึง กองทหารมากมายเห็นยาวไกลสุดลูกหูลูกตา
“พี่อี้ลงพื้นเถอะ เราไม่ควรทำเหาะข้ามกองทัพใหญ่ให้เป็จุดเด่น”
หวังอี้พยักหน้าเห็นด้วย ประกอบกับพลังปราณเขาเหลือไม่มากจึงลงมาสู่พื้นและเก็บเ้าลอยล่อง
ทั้งคู่ยืนมองที่หน้าผา เบื้องล่างกองทหารแคว้นหนึ่งยกทัพมาประชิดชายแดนฉินหวังอี้ใช้สายตาประเมิน
“น่าจะมีราวๆ 8 แสนนาย ทัพใหญ่มาก”
เด็กหญิงเหลียวมองไปทางฝั่งทหารฉิน
“แต่ทหารฉินที่ปกป้องชายแดนมีไม่ถึง 8 หมื่นนี่มันมากกว่าถึง 10 เท่า”
เด็กหญิงมีใบหน้ากังวลจนเห็นได้ชัด เธอดึงแขนหวังอี้เดินไปที่ประตูทางเข้าค่ายทหารฉินแล้วยกป้ายหยกบางอย่างออกมา ทหารยามใ รีบวิ่งเข้าไปในกระโจมแม่ทัพ เพียงชั่วครู่แม่ทัพและรองแม่ทัพก็รีบออกมาทั้งหมดคุกเข่าให้เด็กหญิง
“องค์หญิง”
หวังอี้ถึงกับเหลียวหน้ามองเด็กหญิงจริงๆเขาก็คิดไว้ในใจแล้วว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่น่าใช่ลูกหลานชาวบ้านธรรมดาเพราะทั้งฉลาดทั้งรู้จักกิริยามารยาทชนชั้นสูง แต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะเป็ถึงองค์หญิงแห่งแคว้นฉินอันยิ่งใหญ่
เด็กหญิงดึงแขนหวังอี้เดินเข้ากระโจมแม่ทัพเพื่อคุยหารือกันทุกคนมองหวังอี้ด้วยแววตาสงสัย แต่ไม่มีใครกล้าถามเพราะเห็นองค์หญิงสนิทกับเขามาก
ราชวงศ์ฉินไม่เหมือนราชวงศ์อื่นๆ องค์ชาย องค์หญิง อ่อง ฮ่องเต้ ฯลฯ ทุกคนล้วนเขี้ยวลากดิน และขึ้นชื่อเื่ความโหดทั้งนั้น
เพราะราชวงศ์นี้ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีชีวิตรอดจนเติบโตได้
“พวกเ้าได้ส่งสานส์ไปยังเสด็จพ่อหรือเสด็จพี่หรือยัง?”
“ส่งไปแล้วพะย่ะค่ะ แต่ปีนี้ฝนน้อยทางเมืองหลวงเองก็ประสบปัญหาอาหารขาดแคลน จึงไม่ส่งเสบียงและกำลังคนมาให้พะย่ะค่ะ”
องค์หญิงทุบโต๊ะ
“เช่นนี้ก็เท่ากับยอมสูญเสียแผ่นดินฉินน่ะสิ!”
ทุกคนต่างก้มหน้าแต่มีหวังอี้ที่เดินวนดูรอบๆแผนที่ทหารบนโต๊ะอย่างพิจารณา แล้วเขาก็พูดถามรองแม่ทัพ
“แคว้นศัตรูยกทัพมากระทันหันใช่ไหมขอรับ?”
“ใช่!”
“อืม เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ต่างจากเรา คือรีบร้อนเพราะกลัวพลาดโอกาสดี”
องค์หญิงหันหน้าถามหวังอี้
“ท่านพี่มีแผนหรือเ้าค่ะ?”
หวังอี้เดินวนอีก 3 รอบก่อนจะออกไปด้านนอก ปีนหอคอยแล้วใช้ปราณลอยตัวขึ้นสูงไปอีกเพื่อดูกองทัพศัตรูอยู่นานก่อนจะเดินกลับเข้ามา
“ข้าไม่ใช่เสนาธิการทหาร หรือกุนซือหรอกนะขอรับ ข้าแค่อ่านตำราในห้องสมุดท่านปู่มามาก”
“ข้าคิดว่าข้ามีแผน”
พวกแม่ทัพทำหน้าไม่เชื่อและสายตาดูถูกเด็กชายหวังอี้เป็องค์หญิงที่ตวาดใส่
“แล้วพวกเ้ามีวิธีอื่นไหมล่ะ? นอกจากรอคอยความตายที่นี่!”
“ทหารฉิน หันหลังหนีคือโทษปะา แต่สู้กองทัพที่มากกว่าขนาดนี้ก็ตายไม่ต่างกัน”
พวกแม่ทัพก้มหน้าละอายใจ เพราะมันคือเื่จริงพวกเขาจนหนทางแล้ว ทหารด้านนอกยิ่งเสียขวัญกำลังใจมาก
แล้วจู่ๆทหารก็วิ่งเข้ามารายงาน
“ท่านแม่ทัพ ศัตรูส่งทูตมาเจรจาขอรับ”
“เชิญเข้ามา!”
ทูตที่มามีเพียงคนเดียว เป็ชายชราทุกคนคำนับให้กันตามพิธี แต่มีหวังอี้ที่ใช้ความเป็เด็กไม่รู้มารยาทเดินเข้าไปจ้องหน้าฑูตอย่างเสียมารยาท
“ท่านไม่ใช่คนแคว้นนั้น”
ทูตทำปากเลิ่กลั่ก องค์หญิงเลยพูดตอกย้ำอารมณ์เข้าไปอีก
“ไอ้พวกถ่อยนั่น ไม่ยอมส่งคนของตัวเองมา แต่ให้คนอย่างเ้ามาตายแทนเพื่อหาข้ออ้างเปิดศึกสินะ”
ทูตชราเข่าทรุดน้ำตาไหล
“ช่ะ...ใช่ ข้าคือเ้าเมืองแคว้นที่ถูกตีแตก ฮือๆ”
หวังอี้และองค์หญิงเข้าไปปลอบใจทำให้เขาสบายใจขึ้น เขาจึงกระซิบบอกความลับ
“ทัพพวกนั้นยังมาไม่ครบ ตอนนี้มาแค่กองหน้าถ้าจะตีก็ต้องตีเดี๋ยวนี้”
องค์หญิงหันไปคุยปรึกษากับแม่ทัพอยู่นานว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี
ส่วนหวังอี้เขาออกไปลอยบนหอคอยอีกรอบ คราวนี้เขานั่งขัดสมาธิในขณะลอยอยู่และเอามือลูบคางคิดตลอด พอลงมาเขาก็พูดกับทุกคนว่า
“พวกท่านมีแผนอื่นอีกไหม?”
ทุกคนส่ายหน้า หวังอี้จึงพูด
“งั้นพวกท่านลองบ้าเชื่อเด็กอย่างข้าดูสักครั้งได้ไหม?”
“ไหนๆก็ไม่รอดอยู่แล้ว”
แล้วหวังอี้ องค์หญิง แม่ทัพและรองแม่ทัพก็พูดคุยกัน
คืนนั้นหวังอี้และองค์หญิงน้อยออกมานั่งข้างนอกกับทหารผู้น้อยที่ล้อมวงกันดื่มสุรามีกองไฟอยู่ตรงกลาง เป็นายกองที่อนุญาตให้พวกดื่มสุราเพื่อคลายความเครียด
องค์หญิงน้อยนอนซบตักหวังอี้ในขณะที่ตัวเขาแหงนหน้ามองดูดาวบนฟ้า
“ไม่คิดเลยว่าเ้าจะเป็องค์หญิงผู้สูงศักดิ์”
“เ้าเหมือนดาวบนฟ้าเ่าั้ ทั้งเป่ลงประกายสวยงดงามแต่ข้าเอื้อมไปไม่ถึง”
องค์หญิงหยิกเอวพี่ชายร่างโย่ง
“ข้าถูกบังคับให้มาสมรสฮ่องเต้น้อยแคว้นเป่ยแต่พอมาถึงฮ่องเต้ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ไปแล้ว ยังไม่ได้เข้าพิธี จึงหลบหนีออกมา”
“ข้าขอโทษที่ไม่บอกความจริงกับพี่”
หวังอี้ลูบศีรษะเด็กหญิง
“สิ่งที่เ้าทำนั้นถูกต้องแล้ว สิ่งนี้ไม่ควรบอกผู้อื่นเพื่อความปลอดภัยของตัวเ้าเอง”
เด็กหญิงมองหวังอี้ด้วยความรู้สึกชอบพอพี่ชายร่างโย่งที่แสนดี ถ้าเป็ไปได้ข้าอยากอยู่กับเขาไปชั่วชีวิต แล้วเธอก็แก้มแดงนิดๆจึงเอาหน้าซุกลงในตักหวังอี้ไม่ให้เขาเห็น
เมื่อองค์หญิงงีบหลับไปหวังอี้จึงอุ้มเธอเข้าไปในนอนในกระโจมรับรอง ก่อนที่จะเดินมาดูที่แม่น้ำใกล้ๆ
แววตาเขาดูเ็า แต่เหงื่อกลับไหลบนใบหน้า
เพราะบนแม่น้ำนั่นมีแต่ิญญาทหารนายกองที่ล้มตายมากมายที่นี่คือชายแดน มีการต่อสู้และมีวีรชนต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อรักษาเผ่นดินบ้านเกิดไว้
แต่ิญญาพวกเขากลับยังไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่ที่แม่น้ำนี่
ดวงิญญาที่มากมายนี้ราวกับเป็แม่น้ำหวังชวนบนโลกมนุษย์
“บรรพชนข้า สกุลหวัง มีเื่เล่าต่อกันมาว่าเขาได้ลงไปในแดนคนตายเดินเข้าประตูผีเฟิ่งตู และได้พบกับเหยียนหวัง(าายมโลก)”
“พวกเขาได้ตกลงอะไรบางอย่างและนั่นทำให้สกุลหวังไม่มีผู้ใดมีรากิญญาเซียนอีกเลย”
“แต่พวกเรากลับมองเห็นิญญาแทน”
“ยิ่งฝึกฝนมาก ก็จะยิ่งใช้ประโยชน์จากิญญาคนตายได้มาก”
“พรุ่งนี้แล้วที่จะเปิดฉากรบกัน”
“มีท่านใดจะให้พลังข้าร่วมรบเพื่อบ้านเกิดท่านอีกสักครั้งไหม?”
นิ่งเงียบไปสักพัก หวังอี้แอบภาวนาในใจ แล้วสักพักจึงมีิญญาดวงหนึ่งลอยมาร่างเขามีธนูหลายสิบดอกปักอยู่ แต่เขายังถือดาบที่หักไว้แน่นแม้จะเป็ผีแล้ว
“ข้าจะร่วมสู้กับเ้า เพื่อแผ่นดินฉินบ้านเกิดข้า”
“มีชีวิตก็เพื่อปกป้องฉิน ตายก็เป็ผีเฝ้าแผ่นดินฉิน”
หวังอี้โค้งศีรษะให้ก่อนจะใช้วิชาสิงร่างที่ได้มา
วิชานี้ไม่ได้ทำให้สติของหวังอี้หายไปจนหมดเขายังสามารถคุมร่างตัวเองได้หาก้า
เมื่อนายกองทะลวงฟันกลับมามีร่างอีกครั้งเขาสะบัดกายขยับแขนขาเพื่อตรวจสอบความพร้อมของร่างกายนี้ ก่อนจะชักกระบี่เซียนข้างกายหวังอี้มาฟันลงซ้ำๆอย่างขึงขังข้างแม่น้ำกลางแสงจันทร์
ฮึ่ด ฮึ่ด ฮึ่ด
เสียงเหวี่ยงดาบคู่กับบลมหายใจเหนื่อยๆนั้น ทำให้ทหารชราคนหนึ่งที่ลุกมาปัสสาวะเห็นเข้าถึงกับน้ำตาไหลภาพนั้นช่างเหมือนเหลือเดิน เขาคือวีรบุรุษาในใจข้าในตอนที่ข้ายังเป็แค่ชายหนุ่มไม่ผิดแน่ แววตานี้ ท่าทางนี้ มีเขาผู้เดียวเท่านั้น
ครั้งนั้นหากไม่ได้เขายันประตูเมืองไว้คนเดียวไม่ให้ทหารศัตรูเข้ามาได้เมืองคงแตกพ่าย ข้าคงไม่มีชีวิตอยู่มาจนแก่ดั่งเช่นตอนนี้
“ท่านนายกอง ฮือๆ”
.
เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง กองทหาร 8 แสนนายฝั่งศัตรูเริ่มเดินมาจัดแถวกองทัพอย่างยิ่งใหญ่ข่มขวัญทหารฉินที่มีน้อยกว่าถึง10 เท่า
“ฮ่าๆนี่เหรอทหารฉินที่ลือนักหนาว่าห้าวหาญ”
“ข้ากลับเห็นฝูงมดตัวน้อยๆที่รอข้าขยี้เท่านั้นฮ่าๆ”
"ภายในบ่ายนี้แผ่นดินฉินจะเป็ของข้าๆจะเหยียบกองศพพวกมัน!"
ฝูเซวียน แม่ทัพศัตรูยิ้มเยาะอย่างพอใจ วันนี้แหละข้าจะเป็เทพาที่สามารถทำลายฉินอันเกรียงไกรได้
ทั้งสองทัพมาประจันหน้ากันคนละฝั่งแม่น้ำแต่แล้วแม่ทัพฉินก็ส่งสารหาฝูเซียนว่าท่านตั้งทัพชิดน้ำเกินไป พวกเราข้ามไม่ได้ถ้าท่านกล้าจริงก็ถอยไปสักหน่อย เปิดที่ให้เราข้ามมา แล้วมาวัดกันซึ่งๆ หน้า
ฝูเซวียนรีบตกลงทันทีไม่ใช่เขาประมาทเลินเล่อ แต่ในใจคิดว่าจะรอให้ฝ่ายนั้นข้ามมาได้ครึ่งทางแล้วค่อยเอาทหารม้าเข้าบดขยี้กลางน้ำ
ฆ่าพวกมันแบบไร้ทางหนีไร้ทางสู้มันสะใจข้าจริงๆ
ฝูเซวียนะโสั่งให้บรรดารองแม่ทัพถ่ายทอดคำสั่งต่อ
“พวกเ้า! สั่งทหารถอยหลังให้พวกมันนิด”
รองแม่ทัพก็รีบไปะโสั่งกองทัพส่วนของตนนายกองก็ฟังต่อและถ่ายทอดคำสั่งไปอีกเรื่อยๆ
ทัพใหญ่ขนาดนั้นมีจุดอ่อนที่มองไม่เห็นแถมพวกเขาไม่ได้มาจากชาติเดียว คือมีชนหลายเผ่าและเชลยศึกที่เพิ่งถูกรวมเข้าด้วยกันได้ไม่นานหลายคนไม่ได้อยากมารบ และทัพยาวหลายสิบลี้จนหัวขบวนกับหางขบวนไม่รู้เื่กัน
ทัพแปดแสนคนมีแค่คนไม่กี่สิบคนที่ได้ยินคำว่า "ถอยแค่นิดเดียว" นอกนั้นไม่ได้ยิน
พอกองหน้าเริ่มถอยทัพที่อยู่ข้างหลังไกลออกไปเห็นแค่ว่าคนข้างหน้าหันหลังกลับ และในจังหวะนั้นเอง สายลับฉินที่ปลอมตัวแฝงในกองทัพกระจายตัวแยกกันตามจุดต่างๆก็ะโขึ้นสุดเสียงพร้อมกันว่า
"ทัพเราแพ้แล้ว!"
เสียงนั้นวิ่งไปตามแนวทัพเร็วกว่าคำสั่งใดๆคนที่ไม่รู้อะไรเลยเริ่มวิ่ง คนที่เห็นคนอื่นวิ่งก็วิ่งตามทัพที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้นเหยียบกันตายเองระหว่างหนี
จังหวะนั้นเองทหารฉินรีบข้ามน้ำมาไล่ตามอย่างห้าวหาญพวกเขาใช้เสียงกลองรบและสารพัดเสียงเพื่อทำให้มันดังกึกก้องข่มขวัญทหารที่อยู่ห่างไกลด้านหลังที่ไม่รู้ว่าด้านหน้าเกิดอะไรขึ้น
ฉั่วะ!
ฝูหมินรองแม่ทัพและน้องชายฝูเซวียน ถูกหวังอี้ที่ิญญานายกองสิงอยู่ฟันคอขาดสะพายแล่งตายในสนามรบ
“ตายแล้ว! รองแม่ทัพตายแล้ว! น้องชายท่านแม่ทัพตายแล้ว!”
ฝูเซวียนใมากแต่แววตาหวังอี้ตอนนี้มันไม่ใช่เด็กชายวัย 15 ปกติ มันเป็แววตาของปีศาจที่ผ่านศึกามาทั้งชีวิต
เพียงแค่หวังอี้มองตาฝูเซวียนก็ถึงกับเหงื่อโชกใบหน้าหวาดกลัวเขารีบหันหลังหนีทันที
เป็ทหารชราจูงม้าและคันธนูมาให้หวังอี้
“นายท่านนี่ขอรับ ม้าและธนูของท่าน”
หวังอี้ลูบคันธนูนั่นก่อนจะะโขึ้นม้าอย่างชำนาญเข้ารีบะโขึ้นม้าควบตามฝูเซวียนที่ขี่ม้าหนีไปพร้อมทหารองครักษ์
“ตรงไปเ้าหนู!”
คันธนูถูกง้างออกมือทั้งสองไม่ควบคุมม้า ด้วยความไว้ใจในม้าดั่งสหายร่วมรบ
หวังอี้หลับตาข้างหนึ่งสูดลมหายใจเข้า
กลิ่นเืเสียงดาบ,ทวน,หอก,โล่กระทบกัน ฝุ่นคลุ้ง แดดร้อนๆ นี่ ข้าช่างคิดถึงเหลือเกิน
เฟี้ยว!
ธนูถึง3 ดอกถูกปล่อยออกไปพร้อมกัน
ฉึ่ก! ฉึ่ก! ฉึ่ก!
ฝูเซวียนโดยถูกเสียบทะลุอกม้าของเขาก็โดนจนมันล้มลง แม่ทัพฝูเซียนกระเด็นตกจากหลังม้ากลิ้งไปกับพื้น
“คุ้มครองท่านแม่ทัพ!”
ทหารระดับสูงมากมายโร่พุ่งเข้ามาจะสังหารหวังอี้
“ท่านนายกองข้าขอแสดงฝีมือบ้าง”
หวังอี้เปิดรวมปราณฟ้าดิน
“ข้าไม่ใช่คนฉินแต่วันนี้ข้าจะทำเพื่อฉิน”
“ขอพวกพวกท่านจงส่งมาให้ข้าปกป้องแผ่นดินฉิน!”
ทันใดนั้นท้องฟ้าเกิดไอเย็นสีขาวขุ่นมากมายอากาสร้อนๆกลับกลายเป็เย็นเฉียบ แต่มีเพียงหวังอี้เท่านั้นที่มองเห็นดวงวิญยาณนับไม่ถ้วนลอยเต็มท้องฟ้าพลังหยินแห่งคนตายทำให้อากาศเย็นะเืทั้งๆที่เป็กลางวันร้อนระอุ
“ย้าก!”
กระบี่เซียนเรืองแสงสีขาวก่อนจะฟาดปราณกระบี่ขนาดใหญ่ไปที่ฝูเซวียนและกลุ่มทหารที่พุ่งเข้ามา
ตูม!!
ร่างทหารเละแหลกเหลวแรงกระบี่ปราณทำพื้นเป็หลุมลงไปพอสมควรและยาวไปไกล 1 ลี้(500 เมตร)
ทหารที่เห็นต่างใแม่ทัพฉินรีบใช้โอกาสนี้ะโเสียงดัง
“แม่ทัพเ้าตายแล้ว!”
ทหารศัตรูกว่าแปดแสนนายวิ่งหนีทักพกันจนเหยียบกันตายก็มีบ้างทิ้งดาบทิ้งเกราะ หนีไม่คิดชีวิต
ทหารฉินโห่ร้องแม่ทัพและร้องแม่ทัพต่างพร้อมใจคุกเข่าให้หวังอี้
ิญญานายกองก้มมองเหล่าทหารหาญและพูดสั้นๆ
“แผ่นดินฉิน...ฝากพวกเ้าด้วย”
ก่อนที่เขาจะออกจากร่างไปหวังอี้สลบล้มลง องค์หญิงรีบวิ่งมารับร่างหวังอี้แต่หวังอี้ตัวสูงใหญ่รองแม่ทัพและแม่ทัพต่างมาช่วยกันอุ้มหวังอี้
ทหารต่างโห่ร้องยินดีทุกคนรอดชีวิตได้ในครั้งนี้เพราะเด็กชายวัย 15 ปีคนนี้...
.
.
.
เพิ่มอรรถรสในการอ่านนิยาย
ปี ค.ศ. 383 แผ่นดินจีนถูกผ่าเป็สองซีก ผู้นำทางเหนือชื่อฝูเจียน ระดมพลลงใต้ พงศาวดารโบราณบันทึกว่าทัพของเขามีถึง 800,000 คน ขณะที่ฝ่ายใต้มีแค่ 80,000 แล้วก็เกิดปัญหาจากคำว่า "ถอยแค่นิดเดียว" เพราะกองทัพแปดแสนคนนี่มันใหญ่เกินไป
พอกองหน้าเริ่มถอย ทัพที่อยู่ข้างหลังไกลออกไปเห็นแค่ว่าคนข้างหน้าหันหลังกลับ และในจังหวะนั้นเอง จูซี่ที่แฝงตัวอยู่ในทัพเหนือก็ะโสุดเสียงว่า
"ทัพฉินแพ้แล้ว!"
เสียงนั้นวิ่งไปตามแนวทัพเร็วกว่าคำสั่งใด ๆ คนที่ไม่รู้อะไรเลยเริ่มวิ่ง คนที่เห็นคนอื่นวิ่งก็วิ่งตาม ทัพที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้นเหยียบกันตายเองระหว่างหนี ฝ่ายใต้ข้ามน้ำมาไล่ตามอย่างสบาย ฝูหรงน้องชายฝูเจียนตายในสนาม ตัวฝูเจียนหนีรอดไปได้พร้อมาแจากธนู
ทหารที่หนีกระจัดกระจายกลัวจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ก็คิดว่าข้าศึกตามมา เห็นต้นหญ้าต้นไม้บนเนินเขาก็นึกว่าเป็ทหารฝ่ายตรงข้ามยืนเรียงแถวอยู่ เป็ที่มาของสำนวนจีนที่ยังใช้กันถึงวันนี้ ว่าด้วยคนที่ตื่นตระหนกจนเห็นอะไรก็เป็ศัตรูไปหมด