บทที่ 14
ข่าวา
ภายในห้องพักส่วนตัวลงหมอประจำเมืองชายแดนมีเพียงแค่จางิอู๋เสี่ยวกวนกับทหารอีกสองคนเท่านั้นที่อยู่ภายในห้องแห่งนี้
อู๋เสี่ยวกวนทำการอธิบายเกี่ยวกับเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อนหน้านี้ให้กับเด็กหนุ่มปริศนาที่ยื่นมือเข้าช่วยได้ฟัง
ได้ทำการอธิบายเกี่ยวกับเื่ราวทั้งหมดก่อนหน้านี้ให้กับเขาฟังอย่างละเอียด
โดยเื่ราวทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นั้แ่ตอนที่ทางด้านของอาณาจักรฉีล่วงรู้ว่ามันจะเกิดาขึ้น
ทั้งสองอาณาจักรอยู่ติดกันเป็อย่างมากบริเวณชายแดนเองก็มีเส้นแบ่งกั้นระหว่างชายแดนเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
เพราะแบบนั้นเมื่อทางด้านของอาณาจักรฉีล่วงรู้เกี่ยวกับว่าจะมีาเกิดขึ้นแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องทำการสำรวจเกี่ยวกับเื่ราวเช่นนี้
ทางด้านของอาณาจักรฉีมีพวกสายแล้วก็มีคนที่ล่วงรู้ผู้คนอยู่ภายในอาณาจักรชิงเพื่อทำการสืบหาข่าวและเบาะแส
อันที่จริงแล้วกลไกภายในโลกใบนี้ทั้งห้าอาณาจักรต่างฝ่ายเองก็ต่างมีสายอยู่ภายในอาณาจักรของตนเองทั้งสิ้นเพื่อที่จะทำการสืบหาเกี่ยวกับข่าวและเบาะแสที่เกิดขึ้น
ในครั้งนี้ทางด้านของอาณาจักรฉีที่มีสายข่าวอยู่ภายในอาณาจักรชิงรู้ได้ว่าอีกฝ่ายนั่งคิดจะก่อา
จึงทำการสืบหาความจริงจนได้เอกสารรับมารองแม่ทัพใหญ่ได้รับหน้าที่ให้ก้าวข้ามชายแดนไปเพื่อที่จะไปนำจดหมายลับนั้นกลับมาให้ได้
ระหว่างที่ก้าวข้ามชายแดนไปอย่างรับรับพร้อมกับทหารผู้ติดตามอีกประมาณ50 คน
เมื่อได้เดินทางไปถึงสถานที่แห่งนั้นแน่นอนว่าพวกเขาสามารถได้รับจดหมายรับจากมือของสายข่าวนั้นมาเพียงแต่ว่าเมื่อได้รับจดหมายรับจากมือของสายข่าวผู้นั้นก็กลับโดนจับได้
โดนจับได้โดยทหารของอาณาจักรชิงจนพวกมันนั้นทำการตามไล่ล่าพวกเขา
ในตอนนี้ทำการหนีจากไล่ล่าได้ปะทะกับพวกทหารของอาณาจักรชิงจนหนีมาถึงบริเวณชายแดน
แม้ว่าจะสามารถหนีมาถึงชายแดนได้แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการสูญเสีย
พวกเขาสูญเสียจำนวนคนทหารผู้ที่ติดตามไปมากกว่า40 คนสุดท้ายก็เหลือเพียงแค่จำนวนเพียงแค่นี้ที่กลับมาถึงอาณาจักร
แล้วเมื่อเดินทางข้ามมาถึงพวกที่ตามไล่ล่าก็หยุดมือเพราะว่าถ้าทำการตามไล่ล่าต่อบางทีการรุกล้ำอาณาจักรของอีกฝ่ายอาจจะทำให้เกิดาเร็ววัน
ตามข้อมูลที่รู้มาอาณาจักรชิงถ้าพวกมันจะลุกลามเข้ามาภายในอาณาฉี มันเองก็ต้องทำการไตร่ตรองเป็อย่างดี
เพราะมิเช่นนั้นพวกมันจะเป็ฝ่ายที่เสียเปรียบ
เลยทำการถอยหลังแล้วก็ถอยห่างออกไปจากบริเวณนี้ปล่อยให้พวกเขาเดินทางกลับมา
เพียงแต่ว่าในขณะที่เดินทางหวังจะกลับมาถึงเมืองชายแดนแห่งนี้ด้วยอาการที่าเ็สาหัสของแม่ทัพผู้ที่นำทางไปก็โดนพวกกลุ่มโจรที่ดักปล้นชายแดนนั้นมาเฝ้าล้อม
สุดท้ายแล้วภาพที่มันปรากฏให้เห็นมันก็เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่จางินั้นไปเจอ
หลังจากที่ได้รู้เกี่ยวกับเื่นั้นเค้าลองปะติดปะต่อเกี่ยวกับเื่ทุกอย่างเข้าหากันจนได้ล่วงรู้ความจริง
จางิแสดงท่าทางคิดหนักคิดภายในใจของตนเองอย่างจริงจังว่า “ ไม่คิดเลยว่าจะมีเื่ราวเช่นนี้เกิดขึ้นมาด้วยแต่ั้แ่ไหนแต่ไรมาทั้งห้าอาณาจักรไม่เคยรุกรานเข้าหากันไม่เคยคิดจะเปิดาเหตุใดในครั้งนี้ถึง?”
เขาย่อมประหลาดใจั้แ่มากำเนิดใหม่ภายในชีวิตนี้มีชีวิตอยู่เป็องค์รัชทายาทภายในอาณาจักรชิง
เขาเองก็ได้รู้ว่าทวดหลังห้าณาจักรไม่มีาเกิดมานับ100 ปีพวกเขาต่างพากันสงบาและก็ทำให้ทั่วทั้งใต้หล้าเต็มไปด้วยความสงบสุข
แต่เหตุใดในตอนนี้มันถึงเกิดเื่ราวเช่นนี้ขึ้นมาได้
“ แล้วที่น่าประหลาดก็คืออาณาจักรชิงที่มีกองกำลังทหารน้อยกว่าอาณาจักรฉีจะทำการเลือกเปิดาเนี่ยนะ”
นี่คือหนึ่งเหตุผลที่มันทำให้เขานั้นเต็มไปด้วยความสงสัยมากขึ้นไปอีก
เมื่อลองเทียบดูแล้วกองทัพของอาณาจักรฉีแห่งนี้กล่าวได้ว่าเป็หนึ่งในกองทัพที่เก่งกาจที่สุดติดหนึ่งในสามของห้าอาณาจักรเลยทีเดียว
ส่วนใน่หลายปีที่ผ่านมาตามข้อมูลที่ได้รู้และได้ศึกษาภายในวังทำให้เขารู้ว่ากองทัพของอาณาจักรชิงภายในห้าอาณาจักรถือว่าเป็กองทัพที่อ่อนแอที่สุด
เพราะแบบนั้นเลยรู้สึกสงสัยที่พวกมันคิดจะทำการเป่าประกาศแล้วก็ประกาศาในตอนนี้
ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้ามองตรงกลับมาพร้อมกับเอ่ยถามขึ้น “ เ้าหนุ่มข้าเตือนเ้าเพราะว่าอยากจะให้เ้าเดินทางออกไปจากเมืองชายแดนแห่งนี้ให้รวดเร็วที่สุด”
อู๋เสี่ยวกวนเอ่ยเตือนแก่เด็กหนุ่มผู้ที่มีพระคุณกับตนเอง
“ ไม่ทราบว่าท่านรองแม่ทัพหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าให้รีบไปจากสถานที่แห่งนี้?” เขารู้สึกสงสัยในคำพูดของมัน
“ อย่างที่ข้ากล่าวไปภายในสถานที่แห่งนี้เป็เมืองชายแดนพวกมันร่วงรู้แล้วว่าพวกเขาหนีมาที่สถานที่แห่งนี้ย่อมจะส่งคนมาทวงคืนจดหมายสำคัญแน่นอน”
“ ถึงกับส่งคนเข้ามาชิงไม่เทียบเท่ากับว่าการบุกรุกดินแดนอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ จะกล่าวแบบนั้นก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียวในครั้งนี้อย่างไรทางฝั่งของข้าเป็ฝ่ายที่บุกเข้าไปภายในดินแดนนั้นก่อนเพื่อที่จะชิงจดหมายสำคัญมาพวกมันสามารถใช้กฎเกณฑ์ในข้อนี้ในการบุกตามเข้ามาชิงถึงเมืองแห่งนี้ได้ ”
“ เพราะแบบนั้นเ้ารีบเดินทางออกไปจากเมืองแห่งนี้ซะอย่างไรเสียอีกไม่นานพวกมันจะต้องส่งทหารมาที่เมืองแห่งนี้อย่างแน่นอน” มันทำการกล่าวเตือนขึ้นมาในฐานะผู้มีพระคุณ
เพราะว่าถ้าเมืองแห่งนี้เกิดาขึ้นจริงๆมันคงจะมีผู้คนที่ต้องสูญเสียเือย่างแน่นอน
ในฐานะที่เด็กหนุ่มผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าเป็ผู้มีพระคุณของมันมันเองก็ไม่ได้อยากให้เด็กหนุ่มผู้นี้มาสิ้นใจตายภายในสถานที่แห่งนี้
หลังจากที่ได้ยินคำเตือนนั้นจางิได้ทำการเอ่ยถามกลับไป “ ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่ขอรับถ้ามีผู้คนบุกเข้ามาโจมตีที่เมืองแห่งนี้จริงๆท่านจะสามารถตั้งรับได้หรือไม่”
“ มองดูจากผู้คนตอนนี้ภายในเมืองคงมีทหารอยู่ประมาณ200 ถึง 300 นายที่ประจำการอยู่ที่เมืองแห่งนี้เพราะแบบนั้นคงจะสามารถถ่วงเวลาได้ในระดับหนึ่งข้าจัดส่งจดหมายนี้ไปให้ถึงเมืองหลวงส่วนข่าจะยั้งพวกมันเอาไว้ภายในสถานที่แห่งนี้อย่างน้อยก็ไม่ให้พวกมันตามจดหมายได้ทัน” รองแม่ทัพผู้ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแสดงแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังราวกับตัดสินใจมาแล้ว
หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับเื่นั้นจางิก้มใบหน้าของตนเองไปเล็กน้อยคิดอยู่คู่หนึ่งก่อนที่จะเงยหน้าแล้วตอบกลับไป “ ในเมื่อตัวของท่าน้าเช่นนั้นถ้าแบบนั้นข้าน้อยเองก็ขอตัวก่อน”
จางิรู้ดีถ้าเกิดาระหว่างอาณาจักรขึ้นมาอย่างไรเสียตอนนี้เค้าที่มีฐานะคนธรรมดาไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
ถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเกรงว่ามันจะกลายเป็การหาเื่ใส่ตัวเสียด้วยซ้ำเมื่ออีกฝ่ายกล่าวเตือนเค้าเองก็เพียงแค่สนองคำเตือนนั้น
หลังจากที่พูดคุยกันจนจบจางิได้เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็วได้เดินมาหยุดลงบริเวณด้านหน้าโรงหมอที่มีหมาป่าโลหิตกำลังนั่งรอเขาอยู่
“ เฮ้อเพิ่งเดินทางมาถึงดูเหมือนว่าคงจะไม่ได้หยุดพักภายในสถานที่แห่งนี้แล้ว”
“ แต่มองดูแล้วเื่ที่เกิดขึ้นมันเองก็น่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อยอยู่เพื่อแอบดูดีหรือไม่“ เขากล่าวกับตนเองถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
หลังจากที่ยื่นตัดสินใจอยู่สักพักก็ได้เดินทางไปเตรียมเสบียงเพิ่มจากนั้นก็รีบควบม้าแก่แก่เดินทางออกจากเมืองแห่งนี้ไปพักอยู่บริเวณชายป่าข้างข้างเมืองอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้เดินทางมาพักอยู่บริเวณด้านข้างเมืองป่าแห่งนี้อยู่ห่างไกลไม่มากนักใช้ดวงตามองตรงไปสามารถมองเห็นเมืองชายแดนได้อย่างชัดเจน
เขาตั้งใจจะตั้งหลักอยู่ที่นี่สักพักเพื่อสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกอย่างการอยู่ภายในป่าแห่งนี้จะทำให้หมาป่าโลหิตของเขาสามารถพัฒนาระดับฝีมือของตนเองเพิ่มมากขึ้นได้จากการล่าพวกสัตว์อสูรภายในป่าด้วย
เขายังไม่รีบร้อนเดินทางต่อตอนนี้อยากจะดูว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้คืออันใดเสียมากกว่า
…
สายลมยามราตรีพัดผ่านจันทากระจ่างบนท้องนภา
กองไฟกองเล็กๆถูกจุดขึ้นท่ามกลางป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและความหนาวเย็น
จางิที่นั่งอยู่บริเวณด้านหน้ากองไฟที่กำลังลุกไหม้ดวงตาจ้องมองฝ่ามือของตนเองก่อนที่จะส่งเสียงถามกับเสียงของเสี่ยวหนิงภายในหัว “ นี่ข้ามีเื่ที่สงสัยรางวัลก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเป็สิทธิ์ในการพัฒนาสกิวหมายความว่าอย่างไร”
เขายังคงมีเื่ที่ตนเองนั้นกำลังสงสัยอยู่รางวัลจากการทำภารกิจก่อนหน้านี้ไม่เห็นปรากฏออกมาเป็รูปธรรม
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสียงจากภายในหัวก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “ เรียนนายท่านสิทธิ์ในการพัฒนาสกิวเป็อย่างชื่อของมันเ้าค่ะท่านสามารถใช้สิทธิ์นี้ที่ตอนนี้มีอยู่หนึ่งสิทธิ์ในการพัฒนาระดับของสกิวของสัตว์อสูรภายในพันธสัญญาได้”
[ระบบสิทธิ์ในการพัฒนาสกิลหนึ่งแต้ม ]
เขามองมันอย่างสงสัยก่อนที่จะถามกลับอีกครั้ง “ ระดับของสกิวจะสามารถพัฒนาได้โดยใช้แต้มนี้เพียงอย่างเดียวงั้นรึ?”
“ ไม่เ้าค่ะระดับสกิลหรือความสามารถของสัตว์อสูรสามารถพัฒนาได้โดยการที่พัฒนาบางครั้งมันจะสามารถพัฒนาขึ้นเองตามความสามารถของสัตว์อสูร แต่สิทธิ์ในการพัฒนาสกิลถือว่าเป็ของรางวัลพิเศษที่ได้จากการทำภารกิจ”
เมื่อได้ยินเสียงอธิบายเช่นนั้นเขาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองได้ยินได้อย่างรวดเร็ว
“ เข้าใจแล้วถ้าเช่นนั้นเปิดโหมดไล่ล่าของหมาป่าโลหิต”
“ เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
[ ระบบทำการเปิดโหมดไล่ล่าของหมาป่าโลหิตภายในพันธสัญญา]
หลังจากที่จัดแจงเสร็จเขาเงยหน้ามองขึ้นไปบริเวณ้าท้องนภาที่มีจันทรากระจ่าง “ อยู่ที่นี่ซักสามวันค่อยเริ่มเดินทางก็ได้”
จบบท