บทที่ 14 เข้าเมือง
ซ่งเฉียวได้ยินเสียงแตรเรือดังแว่วมาจากท่าเรือั้แ่เช้าตรู่ เธอพลิกตัวลุกจากเตียงอยากจะถามซูจงจวินว่าจะเข้าไปในเมืองเมื่อไหร่
ไม่ใช่ว่าเธอรีบร้อนอยากซื้อเฟอร์นิเจอร์ แต่เธออยู่บนเกาะตงซานมาสี่วันแล้ว รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไร ในชาติที่แล้วเธออาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ แม้แต่ตอนที่ต้องย้ายไปตามโครงการในเมืองขนาดเล็กหรือกลาง ชีวิตก็ยังสมบูรณ์กว่าตอนอยู่บนเกาะมากนัก
ซ่งเฉียวแต่งตัวเสร็จแล้วออกจากห้องนอน ตอนนั้นได้ยินเสียงราดน้ำดังมาจากห้องน้ำชั้นล่าง เป็ซูจงจวินที่ตื่นแต่เช้าแล้ว
ส่วนซูจงจวินที่ออกมาจากห้องน้ำ ก็เริ่มตักน้ำมาต้ม จากนั้นก็เปิดหน้าต่างทุกบานในบ้านเพื่อระบายอากาศ ซ่งเฉียวยืนดูเขาทำงานบ้านอยู่ที่บันได ในใจก็คิดว่าผู้ชายคนนี้จัดการทั้งงานราษฎร์และงานหลวงได้ดีจริง ๆ
ขยันทำงาน คล่องแคล่วในการใช้ชีวิต ที่สำคัญที่สุดคือหน้าตาก็ไม่เลว คราวที่แล้วตอนเข้าเกาะ สาว ๆ บนเกาะก็ไม่ละสายตาไปจากเขาเลย
"ยืนอยู่นานแล้วนะ ลงมาล้างหน้าแปรงฟันทำอาหารได้แล้ว"
ซูจงจวินพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาซ่งเฉียวสะดุ้งใ
คนคนนี้ไม่เคยที่จะละเว้นหรือปล่อยผ่านเธอเลย ช่างน่ากลัวจริง ๆ
ซ่งเฉียวเหมือนคนแอบดูที่ถูกจับได้ รีบเดินลงบันไดเข้าครัวไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้น้ำที่ต้มไว้ก็เดือดพอดี เธอเติมน้ำใส่กระติกน้ำร้อนจนเต็ม แล้วนำไปวางที่อ่างล้างหน้าบริเวณหน้าประตู ขณะที่เธอกำลังล้างหน้าแปรงฟัน ซูจงจวินก็เข้าครัวไปเพื่อทำแผ่นแป้งทอด
ซ่งเฉียวหันไปมองแวบหนึ่งด้วยความสงสัย จึงถามเสียงดังจากหน้าประตูว่า "คุณทำอาหารเป็จริง ๆ เหรอ?"
คืนก่อนที่เขาผัดแตงกวากับไข่ ซ่งเฉียวคิดว่าไม่มีอะไรยากจึงไม่ได้สนใจ แต่ตอนนี้เห็นซูจงจวินยุ่งอยู่ในครัวอย่างเป็ธรรมชาติ ดูไม่เหมือนการแกล้งทำเลย
"ถ้าไม่เรียนรู้พวกนี้ไว้ แล้วจะไปอยู่รอดบนเกาะร้างได้ยังไง?" เขาพูดพลางนวดแป้ง ไม่นานในมือก็ปรากฏก้อนแป้งเนียนนุ่มขึ้นมาก้อนหนึ่ง
เขาไม่ได้ชอบการทำครัว ทักษะการทำอาหารที่เรียนมาก็เพื่อการอยู่รอดบนเกาะร้างเท่านั้น การขึ้นไปอยู่บนเกาะปฏิบัติการไม่ใช่เื่เล่น ๆ ถึงแม้จะมีแผนกโภชนาการคอยดูแล แต่ซูจงจวินก็ไม่ชอบพึ่งพาคนอื่น
การมีทักษะการเอาตัวรอดในป่าเพิ่มขึ้นจึงไม่ใช่เื่เสียหาย
ซ่งเฉียวรู้สึกทึ่งในความคิดการณ์ไกลของเขา แต่ในใจก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย คนคนนี้แต่งงานเพื่อการปฏิบัติการจริง ๆ
เธอเงียบและหมุนตัวกลับเข้าห้องไป ปล่อยให้ซูจงจวินยุ่งอยู่ในครัวต่อ
ระหว่างมื้ออาหาร ซูจงจวินได้บอกแผนการของวันนี้ "หลังกินข้าวเช้าเสร็จ พวกเราจะขึ้นเรือรอบแรกไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ในเมืองกัน ระหว่างทางคุณก็ลองคิดดูว่าต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกบ้าง"
"ฉันได้ยินเสี่ยวจางบอกว่าวันนี้ท่าเรือเปิดแค่ครึ่งวัน แล้วจะดูสภาพอากาศอีกที ถ้า่บ่ายมีไต้ฝุ่นอีกจะทำยังไง?" ซ่งเฉียวเป็ห่วงงานของเขาโดยไม่รู้ตัว
"ก็ค้างคืนสักคืน ฉันทนนอนพื้นทุกวันแบบนี้ไม่ไหวแล้ว แถมเฟอร์นิเจอร์บางอย่างอาจจะไม่มีของพร้อมส่งด้วย ต้องไปสั่งไว้ก่อน"
เห็นเขาขยับตัวบิดี้เีอย่างทนไม่ไหว ซ่งเฉียวก็อดไม่ได้เลยแซวเขาประโยคหนึ่ง
"ใครกันนะที่บอกว่าสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อขึ้นเกาะหลูเหวย? บนเกาะคงไม่มีเตียงเดี่ยวหรอกมั้ง"
สีหน้าซูจงจวินชะงักไป รู้สึกเก้อกระดากขึ้นมาทันที ผ่านไปสักพัก เขาก็กระแอมสองที เอียงหน้ามองตาซ่งเฉียว แล้วยิ้มกรุ้มกริ่มพลางกัดฟันกราม "ต่อไปให้คุณทำอาหารเช้าแล้วกัน"
ทั้งสองคนไม่มีใครยอมใคร เริ่มเถียงกันั้แ่เช้าตรู่
ถ้าท่านผู้บัญชาการหลิวรู้ว่าทั้งสองคนทะเลาะกันเพราะเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ คงจะบอกว่าซูจงจวินมีนิสัยเหมือนเด็ก ยังไม่เหมาะจะขึ้นเกาะหลูเหวยไปรบ
ระหว่างทางไปท่าเรือ ซ่งเฉียวเป็ฝ่ายเริ่มชวนซูจงจวินคุย แต่เขาแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน ซ่งเฉียวก็ไม่ย่อท้อ โดยไม่ทันคิดก็ขยับเข้าไปใกล้ จนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดข้างหูของซูจงจวิน เขาสะดุ้งเบา ๆ แล้วถามอย่างเก้อเขิน "คุณจะพูดอะไรกันแน่?"
คนคนนี้ยังจะโกรธอยู่อีก!
"ฉันอยากขอโทษคุณ เมื่อเช้าฉันทำตัวไม่ดีจริง ๆ " เมื่อเช้านี้เป็นิสัยเก่าของซ่งเฉียว เธอทนไม่ได้เวลาเห็นคนแกล้งทำ แต่พอคิดดูอีกที ซูจงจวินก็ไม่ได้แกล้งทำ ฝีมือทำอาหารของเขาดีจริง ๆ อีกทั้งยังก่อไฟได้เร็วมาก แม้แต่พี่สะใภ้ต้วนซึ่งเป็แม่บ้านตัวยงยังสู้เขาไม่ได้
คนคนนี้ทุ่มเทเตรียมตัวเพื่อขึ้นเกาะปฏิบัติการอย่างจริงจัง แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมีความมุ่งมั่นลึกซึ้งขนาดนี้ แต่ซ่งเฉียวก็นับถือในจิติญญาแบบนี้มาก
"คุณไม่ผิดหรอก ผมต่างหากที่จู้จี้เกินไป" ซูจงจวินยังมีความขุ่นเคืองในใจ ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ถูกผู้หญิงคนหนึ่งทำให้พูดไม่ออก
อย่างน้อยเขาก็เป็ถึงผู้บังคับกองพัน มีคนใต้บังคับบัญชาตั้งพันคนที่ต้องเชื่อฟังเขา แต่ทำไมพอมาเจอซ่งเฉียว กลับไม่ได้รับความเคารพเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาไม่แต่งงานกับหญิงสาวคนนี้ ป่านนี้เธอคงจะไปร้องไห้อยู่ในูเาที่ไหนสักแห่งแล้ว
ซูจงจวินรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่คุ้มค่า แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจได้แล้ว ได้แต่กลืนความขุ่นเคืองลงท้องไป
เมื่อทั้งสองมาถึงท่าเรือ ซูจงจวินก็ยังคงเป็ฝ่ายรักษาระยะห่างกับซ่งเฉียว แสดงออกให้เธอรู้ว่าเขายังโกรธอยู่
ตอนนี้บนท่าเรือมีคนรอเรืออยู่ไม่น้อย ซ่งเฉียวไม่กล้าทำตัวสนิทสนมต่อหน้าคนอื่น ได้แต่เดินตามหลังซูจงจวินอย่างสงบเสงี่ยม
เสียงแตรเรือดังขึ้นเป็ระยะ
เรือโดยสารลำหนึ่งค่อย ๆ แล่นเข้ามาจากระยะไกล
หลังจากผู้โดยสารบนเรือลงจนหมด กลุ่มของซ่งเฉียวจึงจะขึ้นเรือได้
คนแรกที่ลงจากเรือเป็หญิงสาววัยรุ่น ผมสั้นระดับหู สวมชุดกระโปรงสีขาวลายจุด มือหนึ่งถือกระเป๋าเดินทาง อีกมือหนึ่งถือห่อของเล็กใหญ่ แม้ใบหน้าจะดูเหนื่อยล้า แต่ทั่วทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยความดีใจที่ได้กลับบ้าน
"นั่นคือหลิวเยว่ ภรรยาของจางต้าจวิน เธอมาอยู่บนเกาะตามสามีได้สองปีแล้ว" ซูจงจวินเห็นเธอมองผู้หญิงคนนั้นอย่างพินิจ จึงอดไม่ได้ที่จะแนะนำ
หลิวเยว่อายุมากกว่าซ่งเฉียวแค่สองปี ถ้าทั้งสองคนได้รู้จักกันก็คงเป็เพื่อนกันได้ ซ่งเฉียวก็จะไม่เหงาเกินไป
เมื่อรู้ว่าซูจงจวินแนะนำคนวัยเดียวกันบนเกาะให้ ซ่งเฉียวก็ยิ้มน้อย ๆ พลางส่งเสียงรับรู้ แต่เธอกลับค่อย ๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้องมองไปทางหลิวเยว่ไม่วางตา
"มีอะไรหรือ?" ซูจงจวินสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของเธอ
"คนที่เดินตามหลังหลิวเยว่ดูคล้ายเซี่ยหรันหรั่นไหม?" ซ่งเฉียวชี้ไปที่หญิงสาวในชุดขาว เธอสวมผ้าคลุมศีรษะปิดใบหน้าครึ่งหนึ่ง ทำให้มองไม่ค่อยชัด
ซูจงจวินมองตามทิศทางที่เธอชี้ รูปร่างของหญิงสาวคนนั้นดูคล้ายเซี่ยหรันหรั่นอยู่บ้าง แต่เซี่ยหรันหรั่นไม่ควรจะไปชนบทแล้วหรือ? สำนักงานเยาวชนก็ไม่ใช่ที่ที่จะสามารถหลอกกันได้ง่าย ๆ อีกอย่างเธอก็ไม่รู้จักใครบนเกาะ ไม่มีทางขึ้นเกาะได้
"คนอายุพอ ๆ กัน ก็คงมีอะไรคล้ายกันบ้าง"
พอเธอจะบอกให้ซูจงจวินดูให้ชัด ๆ อีกครั้ง อีกฝ่ายก็ขึ้นรถจี๊ปไปแล้ว
ซ่งเฉียวมองเงาร่างที่สะท้อนบนกระจกรถ ตอนนี้กลับรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมือน ที่ซูจงจวินพูดก็มีเหตุผล คงเป็เธอที่คิดมากไปเอง
ตอนนั้นพนักงานขายตั๋วด้านหน้าะโให้พวกเขารีบขึ้นเรือ ซูจงจวินจึงจูงมือซ่งเฉียวเดินไปตามแถวด้านหน้า
ความอบอุ่นจากฝ่ามือซ้ายแผ่ซ่าน ซ่งเฉียวก้มมองมือของซูจงจวินที่กำมือเธอแน่น นิ้วเรียวยาวกำมือเธอได้พอดี แม้ขึ้นเรือแล้ว มือของทั้งสองก็ยังคงเกาะกุมกันแน่น
ซ่งเฉียวตื่นเต้นจนเหงื่อออก ฝ่ามือชื้นเหนียว เธอขยับมือเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ ซูจงจวินที่อยู่ข้าง ๆ ถึงได้รู้สึกตัว รีบปล่อยมือเธอทันที
"เมื่อกี้คนเยอะมาก กลัวว่าเธอจะหลงทาง" เขาอธิบายอย่างเก้อเขิน ใบหน้าแดงระเรื่อ พลางเบือนหน้าไปอีกทาง
ทั้งสองคนยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ อย่างเงียบ ๆ
ซ่งเฉียวพยายามกลบเกลื่อนความประหม่าด้วยการยืนดูทะเลบนดาดฟ้าต่อ แต่ลมทะเลวันนี้พัดแรงจนทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
"เข้าไปนั่งข้างในกันเถอะ เรือเที่ยวเช้าจะไปจอดเทียบที่ท่าเรืออีกแห่ง ต้องนั่งรถอีกชั่วโมงกว่าจะถึง" ซูจงจวินเดินนำหน้า หันมามองซ่งเฉียวแวบหนึ่ง ส่งสัญญาณให้เธอตามมา
"จากท่าเรือเข้าเมืองต้องใช้เวลาอีกนานไหม?" ซ่งเฉียวถามพลางเดินตามไปด้วย
"เข้าตัวเมืองต้องใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าเป็ท่าเรือเดิม จะใช้เวลาสี่สิบกว่านาที" ซูจงจวินเห็นซ่งเฉียวตามมาแล้ว จึงค่อย ๆ เดินนำเข้าไปในห้องโดยสาร