“เธอมาทำอะไรที่นี่แฮดลี่ย์”
ฉันถามคนที่นั่งกอดอกไขว่าห้างอยู่บนโซฟา ซึ่งตอนนี้เอลลีและคุณนายสมิธกำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัวโดยบอกว่าให้พวกเรานั่งรอที่ห้องรับแขกแม้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งฉันและแฮดลี่ย์ต่างแย่งกันเสนอตัวว่าจะช่วยแล้วก็ตาม
“ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะหวงขนาดนี้” ฉันบ่นพึมพำกับตัวเอง แฮดลี่ย์เอาแต่จ้องมองไปทางอื่นราวกับไม่สนใจว่ามีฉันอยู่ตรงนี้ด้วยทั้งคน หล่อนใช้ลิ้นดุนกระพุงแก้มจนเห็นรอยนูนรับรู้ได้ว่าแฮดลี่ย์เองก็คงหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยที่ฉันมาอยู่ตรงนี้ด้วย
“โดนกัดลิ้นจนพูดไม่ได้ไปแล้วหรือไง” แฮดลี่ย์ทำตาโตแล้วหันมาหาฉันทันทีและปกติแล้วหล่อนมักจะเก็บอาการโดยการส่งยิ้มกลับมาแต่ฉันเชื่อว่าระหว่างเราในตอนนี้การแสดงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นคงไม่จำเป็อีกแล้ว
“ฉันสิควรต้องถามเธอว่ามีเหตุผลอะไรที่เธอต้องมาอยู่ที่นี่” แฮดลี่ย์ถอนหายใจเบา ๆ
“ฉันมาที่นี่เป็ประจำอยู่แล้ว” ตอบตามความจริงไม่ได้โกหกอะไรเลย “รู้ไหมฉันรู้ทุกซอกทุกมุมของบ้าน รู้แม้กระทั่งว่าแม่—เอ่อ คุณนายสมิธชอบกินอะไร” ไม่อยากอวดเบ่งแต่เพราะฉันเป็เอลลีต่างหาก
“อ๋องั้นเหรอแล้วยังไงต่อล่ะ” แฮดลี่ย์ยกยิ้มแล้วจ้องมาราวกับ้าประกาศา ซึ่งฉันก็ไม่ยอมเช่นกันแม้จะรับรู้อยู่ในใจว่าตัวเองต้องเป็ฝ่ายที่เบือนหน้าหนีไปก่อนเพราะทนมองสายตาที่มีอิทธิพลกับหัวใจไม่ไหวก็ตาม
“เฮ้สาว ๆ อาหารเย็นพร้อมแล้วจ้ะ” คุณนายสมิธเข้ามาช่วยฉันได้ทันเพราะไม่อย่างนั้นแฮดลี่ย์อาจจะรู้ว่าฉันมีดวงตาที่กำลังสั่นไหว
“ว้าว” ฉันตาโตเมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะ
“น่ากินใช่ไหมล่ะคิดถูกมากเลยที่ซื้อมาตั้ง 2 ถาดใหญ่” คุณนายสมิธยกยิ้ม
“ชิคาโกพิซซ่าเป็อะไรที่อร่อยที่สุดแล้วค่ะ” ฉันตอบกลับไป แล้วหันไปยักคิ้วให้แฮดลี่ย์อย่างเหนือกว่า ฉันรู้ว่าแฮดลี่ย์เป็พวกรักสุขภาพหล่อนไม่กินอะไรที่ผสมแป้งหรืออาหารที่ทำให้อ้วนเด็ดขาด
“จานนี้ของเธอ” แต่เพราะยังมีเอลลีอีกคนอยู่และเธอรู้เื่นี้เช่นกันเลยทำให้แฮดลี่ย์ได้สลัดไปหนึ่งจานโดยที่ไม่ต้องร้องขออะไร คราวนี้หล่อนหันมายิ้มแล้วยกคิ้วล้อเลียนกลับมาให้ฉันอย่างกับผู้ชนะ
.
.
“ดูซิว่าแม่เจออะไร” หลังจากทานอาหารไปได้สักพักคุณนายสมิธก็หายไปแล้วเดินกลับมาพร้อมกับอะไรบางอย่าง หล่อนยกมันขึ้นโชว์ฉันและเอลลีถึงกับถอนหายใจทันที
“แม่รู้ใช่ไหมว่าแม่ดื่มมันไม่ได้”
“ใช่...ไม่ควรอย่างยิ่งเลยค่ะ” ฉันจำได้ว่าฉันเคยคุยกับแม่ในเื่นี้ไปหลายรอบแล้ว แต่กว่าแม่จะยอมเข้าใจก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน
“โธ่เอลลี” คุณนายสมิธเดินมาที่โต๊ะอาหารแล้ววางขวดไวน์ที่เคยเป็ของสะสมของพ่อลงบนโต๊ะ แฮดลี่ย์มองพวกเราอย่างสงสัยเพราะหล่อนไม่ได้รู้เื่ที่แม่ฉันมีโรคประจำตัวอะไร
“ไม่ใช่แค่ไวน์หมายถึงเครื่องดื่มทุกชนิดที่ผสมแอลกอฮอล์เลย” ฉันบอกตามความจริงมองคุณนายสมิธที่ส่งสายตาเว้าวอนกลับมาให้แล้วได้แต่เอื้อมไปแตะเบา ๆ ที่หลังมือของหล่อนอย่างเห็นอกเห็นใจ
“โธ่ซินแคลร์ แค่ 1 แก้วระหว่างอาหารมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น”
“หนูรู้ค่ะ”
“แม่คะ” เอลลีเรียกผู้เป็แม่อย่างขอร้อง ทั้งฉันและเธอต่างกำลังอ้อนวอนขอให้ผู้เป็แม่เข้าใจกับตรงนี้
“โอเคยอมก็ได้” สุดท้ายคุณนายสมิธก็ยอมแพ้แม้จะเอาแต่จ้องมองขวดไวน์ด้วยตาละห้อยก็ตาม “แต่สักนิดก็ไม่ได้เลยเหรอเสียดายออกถ้าจะต้องทิ้งมันไปเปล่า ๆ”
“แม่...” เอลลีเอ่ยอีกครั้งอย่างเหนื่อยใจ แฮดลี่ย์แอบอมยิ้มตอนมองหน้าของเธอ
“โอเค ๆ” คุณนายสมิธยอมเอาไวน์ลงไปเก็บในชั้นใต้ดินตามเดิม บนโต๊ะอาหารเหลือเราเพียงสามคนอีกครั้ง
“ทำไมคุณนายสมิธดื่มไวน์ไม่ได้ล่ะ” แฮดลี่ย์เอื้อมไปััที่มือเอลลี ซึ่งการกระทำนั้นฉันได้แต่จ้องมองตอนนั่งกอดอกพิงหลังกับเก้าอี้โดยไม่สามารถทำอะไรได้
“เื่ภายในครอบครัวน่ะนะ” ชิงตอบไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดอะไร เอลลียื่นมือมาตีที่แขนของฉันเบา ๆ คนที่นั่งอยู่ด้วยอย่างแฮดลี่ย์แอบยกมือปิดปากขำแล้วก็ต้องหยุดเมื่อเอลลีหันไปส่งสายตาห้ามปรามไปให้เหมือนกัน หล่อนถึงกับยืดตัวนั่งหลังตรงในทันที
“แม่มีโรคประจำตัวเป็เบาหวานน่ะ” เอลลีอธิบาย “แต่ไม่ได้รุนแรงแค่ต้องคอยดูแลร่างกายให้ดี” แฮดลี่ย์พยักหน้ารับรู้แล้วหันมาทางฉัน
“เธอก็รู้เื่นี้ด้วยงั้นเหรอแคลร์”
ฉันยักไหล่แล้วหยิบพิซซ่าชิ้นที่เหลือบนจานของตัวเองมากัดกินต่อ รู้ว่าเป็การทำที่ค่อนข้างเสียมารยาทจนทำให้เอลลีถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนที่เธอจะคลายความสงสัยให้กับแฮดลี่ย์ไปว่าเพราะฉันสนิทกับคุณนายสมิธ แม้จะไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาแต่ฉันรู้ดีว่าเื่นี้คงทำให้หล่อนไม่พอใจไม่มากก็น้อย
..
ฉันและแฮดลี่ย์รับหน้าที่จัดการและทำความสะอาดหลังมื้ออาหารตอนเย็นจบลงโดยคุณนายสมิธกับเอลลีคุยกันถึงเื่ชุดอะไรบางอย่างอยู่อีกห้องซึ่งฉันไม่ได้รู้รายละเอียดมากนักเพราะยังคงเอาแต่ตั้งใจล้างจาน แฮดลี่ย์กำลังยืนเช็ดบรรดาส้อมอยู่ข้าง ๆ ทั้งหล่อนและฉันไม่มีอะไรให้พูดกันเลยทำให้สถานการณ์ตอนนี้เต็มไปด้วยความเงียบ
“จริงสิ มีน้ำผลไม้ที่ครั้นสดไว้ด้วยล่ะช่วยยกมาที่ห้องรับแขกทีได้ไหมจ้ะ ถ้าเสร็จจากตรงนี้แม่กับเอลลีจะออกไปเตรียมแก้วมาด้วยล่ะเด็ก ๆ” คุณนายสมิธะโบอกทั้งฉันและแฮดลี่ย์หันไปยังเคาท์เตอร์บาร์กลางห้องครัวที่มีเหยือกของน้ำผลไม้ตั้งอยู่ นาทีนั้นพวกเราก็รับรู้ทันว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้คุณนายสมิธประทับใจให้ได้
“ฉันเอง”
“ไม่...ฉันเองเธอยังล้างจานไม่เสร็จ ดูสิฉันว่างเพราะเช็ดพวกมันหมดแล้ว” หล่อนชี้ไปยังส้มและจานอื่น ๆ ที่เรียงกันอย่างเป็ระเบียบ
“ไม่เอาหน่าแฮดเห็นอยู่ว่าฉันทำเสร็จหมดแล้ว” ฉันรีบเช็ดมือเปียกกับเสื้อตัวเองลวก ๆ
“เธอไม่ต้องเหนื่อยไงแคลร์ไปนั่งรอเถอะ”
“ไม่! เธอนั่นแหละแฮดลี่ย์”
“ไม่!”
“ไม่ / ไม่—”
.
.
เพราะว่าแย่งกันเื่ยกเหยือกน้ำผลไม้เลยทำให้ฉันกับแฮดลี่ย์ตัวเปียกชุ่มและเหนียวเหนอะไปทันทีเพราะมันหกเลอะเรี่ยราดไปหมด ตอนนั้นคุณนายสมิธกับเอลลีก็เดินมาพอดีถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นสภาพของฉันกับแฮดลี่ย์ก่อนพวกเขาจะหลุดขำออกมาทำให้ฉันกับแฮดลี่ย์ได้แต่ยืนเม้มปากเฉตามองไปทางอื่นอย่างเขินอาย
“แย่งกันเป็เด็กไปได้” เอลลีบอกตอนยกมือนวดขมับมองพวกเราอย่างระอา
คุณนายสมิธเลยรีบให้เราไปล้างเนื้อล้างตัวและบอกให้เอลลีหาชุดของเธอเองมาเปลี่ยนให้ ส่วนเื่น้ำผลไม้ผู้เป็แม่ของฉันเป็คนจิตใจดีไม่เคยโกรธหล่อนได้แต่บอกว่าไม่เป็ไรด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซึ่งตอนนั้นฉันก็เผลอตัวเข้าไปโอบกอดหล่อนไว้เพราะคิดถึงสมัยเด็กเวลาที่ตัวเองทำพลาดและแม่ก็คอยให้กำลังใจ คุณนายสมิธทำหน้าแปลกใจแต่ก็ลูบแผ่นหลังฉันกลับอย่างงุนงง ไม่ต่างจากคนที่ยืนดูอยู่อย่างเอลลีและแฮดลี่ย์
..
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะเก็บมันไว้” ฉันมองต้นกล้าของดอกไม้ที่เคยรับมาจากคุณอดัมในกระถางที่ถูกประกอบให้กลับมาติดตามเดิมแล้ว มันอยู่ตรงระเบียงหน้าต่างห้องนอนของเอลลีและกำลังพริ้วไสวตามแรงลม “คิดว่าเธอจะทิ้งไปแล้วเสียอีก ว้าวดูสิเหมือนกิ่งหนึ่งมันกำลังจะออกดอกล่ะ” พอได้นึกถึงวันนั้นแล้วก็เจ็บใจที่เอลลียอมทิ้งมันลงพื้นจนแตกเพื่อเลือกเข้าไปยืนอยู่ข้าง ๆ แฮดลี่ย์
“ก็ออกไปหามาตั้งไกลจะให้ทิ้งก็ยังไงอยู่” เอลลีตอบขณะเอาแต่ควานหาเสื้อของตัวเองมาเปลี่ยนให้ฉันและแฮดลี่ย์ที่อยู่ในห้องด้วย
“รู้ไหมว่าเอลลีปลูกมันเพื่อฉันล่ะ” แฮดลี่ย์โพร่งขึ้นอย่างอวดโอ้ หล่อนยืนกอดอกไว้หลวม ๆ และยักคิ้วข้างหนึ่งส่งมาให้
“หา” ฉันขมวดคิ้วจ้องคนที่กำลังเชิดหน้าอย่างผู้ชนะก่อนจะหันไปหาเอลลีที่เหลือบมามองเราแค่นิดหน่อยแล้วกลับไปสนใจกับการหาเสื้อต่อ
“ฉันเป็คนพาเธอไปหามันมาแท้ ๆ” ฉันเกาหัวอย่างหงุดหงิด “ไม่มีเหตุผลเลย ปลูกให้แฮดลี่ย์เนี่ยนะ”
“มันเป็ดอกไม้สื่อถึงรักแท้น่ะ แบบว่าฉันเป็แฟนของเอลลีและเราก็รักกันมาก”
“อย่าโกหกไปหน่อยเลยอย่างเธอเนี่ยนะรักใคร” ฉันเบะปาก “เธอก็รักแต่ตัวเองเท่านั้นแหละ”
“เธอดูถูกฉันมากเกินไปแล้วนะแคลร์”
“ก็หรือมันไม่จริง”
“ไม่จริง!”
“จริง!”
“ไม่!”
“ขอร้องพวกเธอช่วยหยุด...สักทีเถอะ” เอลลีลุกขึ้นแล้วหันมาหาเราที่ยืนชี้หน้าทะเลาะกันอยู่ช้า ๆ เธอพ่นลมหายใจเบา ๆ แล้วยื่นเสื้อให้กับเราคนละตัว “พอดีว่าฉันหาที่เหมาะกับพวกเธอมาได้เท่านี้น่ะ” แฮดลี่ย์และฉันรับเสื้อที่เอลลีให้มาแล้วกางดูพร้อมกัน
“ขอโทษนะ” ฉันขมวดคิ้วจนยุ่ง “เสื้อคู่รัก?” เอลลียิ้มเหยส่วนแฮดลี่ย์ได้แต่อ้าปากค้าง
“ก็มันตัวใหญ่สุดแล้ว” สำหรับฉันก็พอเข้าใจเพราะแคลร์เป็คนสูงแต่แฮดลี่ย์หล่อนก็รูปร่างพอ ๆ เอลลีไม่ใช่หรือไง
“...”
“และก็ไม่มีฮู้ดที่เธอชอบใส่ด้วย” เธอหันมาทางฉันก่อนจะส่งสายตาให้แฮดลี่ย์อย่างขอร้อง “ดูสิมันก็ไม่ได้แย่—”
“แย่!” แฮดลี่ย์ขมวดคิ้วบอก หล่อนพับเสื้อกลับตามเดิมแล้วจับยัดใส่มือของเอลลี “ฉันไม่มีทางใส่แน่ ๆ” แฮดลี่ย์กอดอกแล้วใช้ลิ้นดุนกระพุงแก้ม หล่อนเป็ถึงคนดังที่มีแฟชั่นการแต่งตัวที่ดีจะให้ใส่แค่เสื้อยืดตัวใหญ่ ๆ ที่มีรูปหัวใจครึ่งหนึ่งสกรีนอยู่ก็ยังไงอยู่และดันมาใส่คู่กับฉันด้วย หากใครเห็นคงเอาไปพูดถึงกันให้ทั่ว
“เหอะ” ฉันกรอกตามองบน “ฉันก็ไม่ใส่!”
“พวกเธอก็ไม่ได้ใส่ออกไปไหนสักหน่อย” เอลลีพยายามอธิบาย “ก็แค่รอเวลาตอนที่แม่ฉันซักเสื้อให้พวกเธอเท่านั้นเอง ไม่เอาหน่าถอดเสื้อเปียก ๆ ของพวกเธอออกได้แล้วรู้ไหมอย่าปล่อยให้คุณนายสมิธรอนานนะ”
“โอเค งั้นฉันใส่ก็ได้” ฉันหยิบเสื้อที่คืนให้กับเอลลีกลับมา
“ก็ได้ ๆ” แฮดลี่ย์รีบหยิบตามไปอีกคน ฉันเบะปากแล้วขำในลำคอ ดูก็รู้ว่าหล่อนก็แค่ไม่อยากให้ตัวเองดูเป็คนเื่มากในสายตาเอลลีและคุณนายสมิธก็เท่านั้น
“ว้าวพวกเธอใส่แล้วเหมาะกันมากเลย” เอลลียิ้มกว้างหลังจากที่ฉันเปิดประตูห้องของเธอเข้ามาตามด้วยแฮดลี่ย์ที่เดินมาถึงแล้วหยุดอยู่ข้าง ๆ
“หยุดพูดไปเลย! / หยุดพูดไปเลย!”
ทั้งฉันและแฮดลี่ย์พูดขึ้นก่อนจะหันมองพร้อมกันและต้องสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว ท่าทางของเราทำให้คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือขำคิกคักชอบใจ
..
“วันนี้สนุกมากเลยไว้พวกหนูมากันใหม่นะจ้ะ”
“ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นและก็ซักเสื้อให้พวกเราอีกนะคะคุณนายสมิธ” แฮดลี่ย์เอ่ยอย่างขอบคุณแล้วเข้าไปกอดลาคุณนายสมิธหนึ่งที
“ขอบคุณค่ะ” ฉันบอกตอนที่ผู้เป็แม่ส่งยิ้มขยับตามาให้
“ไว้ฉันเจอกับคุณนายบิชอปเชื่อเลยว่าต้องมีเื่คุยกันมากมายเลยล่ะ” เราขยิบตาให้กันแล้วหล่อนก็เดินเข้าบ้านของตัวเองปล่อยให้เอลลียืนส่งพวกเราต่อ
“ก็ฉันบอกจะนอนนี่” ฉันทำคิ้วตกส่งไปให้เอลลี แฮดลี่ย์หันมาหาทันทีอย่างรวดเร็ว
“อย่าลืมสิพรุ่งนี้เรามีเรียนกัน”
“ก็ใช่ฉันี้เีกลับบ้านอะ เดินตั้งไกลกว่าจะถึง” ทำเสียงงอแงเข้าไปหาเธอแล้วพิงหน้าผากกับบ่าของเอลลีเบา ๆ แฮดลี่ย์รีบดึงแขนให้ฉันออกห่างมา เอลลีได้แต่ยืนนิ่งแล้วเม้มปากไว้แน่นกับการกระทำของฉันที่ทำให้แฮดลี่ย์หวงอีกรอบ
“บ้านเธออยู่ไหนฉันจะขับรถไปส่งเอง” แฮดลี่ย์ทำเสียงขรึมบอกเร็ว ๆ โดยไม่ได้มองหน้าฉันด้วยซ้ำ
“เธอก็ขับรถกลับไปเองสิ”
“เฮ้...” เอลลียกมือห้ามก่อนจะนวดขมับตัวเองหนึ่งครั้ง มองเราสองคนแล้วถอนหายใจ “พวกเธอช่วยเลิกทะเลาะกันสักนาทีแล้วพากันกลับบ้านได้แล้ว”
“แต่—”
“ไม่มีแต่แคลร์ เราคุยกันเื่นี้จบแล้ว” หมายถึงเื่ที่จู่ ๆ ฉันก็งอแงว่าอยากนอนที่นี่และแฮดลี่ย์ก็รีบเสนอตัวว่าจะนอนด้วยอีกคน เราเริ่มทะเลาะกันจนเอลลีปวดหัวสุดท้ายจบด้วยการที่เอลลีขู่เราทั้งคู่เบา ๆ ว่าหากไม่เลิกทะเลาะหรือพากันงอแงเธอจะเป็คนเป่าหูให้คุณนายสมิธเฉดหัวฉันกับแฮดลี่ย์ออกจากบ้านไปทันที
“โอเคก็ได้ แต่พรุ่งนี้ตอนเช้าฉันจะมารอเธอที่นี่นะ” เอลลีหลับตาลงแล้วจำใจพยักหน้า ฉันยกยิ้มเหลือบมองหางคิ้วของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กำลังกระตุกยิก
“บาย” เอลลีบอกแล้วโบกมือให้เบา ๆ
และเพราะแฮดลี่ย์ไม่ได้เดินตามออกมาด้วยทำให้ฉันต้องหันกลับไป “เชี่...” เอามือปิดตาตัวเองแล้วรีบหันหลังให้คนทั้งสองที่กำลังจูบลากันอยู่ทันที ทั้ง ๆ ที่ฉันพึ่งเดินออกมาไม่กี่ก้าวแท้ ๆ พนันเลยว่าคงเป็แฮดลี่ย์ที่เป็คนเข้าไปหาเอลลี อย่างฉันเนี่ยนะจะมาทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นไม่มีทางเสียหรอก
แต่ว่านะ...รู้สึกร้อนหน้าเป็บ้าเลย
.
.
.
“ไง...จะเตะล้อรถฉันอีกรอบงั้นเหรอ” แฮดลี่ย์เดินมาถึงรถที่จอดไว้ซึ่งฉันยืนกอดอกจ้องมันอย่างเอาเื่ประหนึ่งว่ามัสแตงสีขาวล้วนคันนี้เป็ตัวแทนของเ้าของมัน หล่อนกดรีโมทกุญแจรถหนึ่งทีแล้วเดินไปประตูฝั่งคนขับ “ที่บอกว่าจะไปส่งไม่ได้พูดเล่นหรอกนะ...ขึ้นสิ”
“ไม่” ฉันทำหน้าบึ้งตึงตอบและยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับเท้าไปไหน
“อ๋อ ได้สิดีเล—” แฮดลี่ย์สนใจกับโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่กำลังส่งเสียงร้องขัดจังหวะยั่วยวนกวนโมโหฉัน หล่อนถอนหายใจแล้วกดรับ “ไงเวโรนิก้า” เพียงแค่ได้ยินชื่อของหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของแฮดลี่ย์หูฉันก็ผึ่งทันที “ฉันเหนื่อยน่ะเจอกันพรุ่งนี้...”
วันนี้เอลลีมีนัดกับแฮดลี่ย์แต่เพราะเอลลีกับฉันมีเื่ต้องจัดการเลยทำให้แฮดลี่ย์มาอยู่ตรงนี้ทั้งที่ควรจะเป็ที่บ้านของเวโรนิก้าซึ่งพวกหล่อนจัดปาร์ตี้เพื่อต้อนรับเอลลีโดยเฉพาะ ฉันยังจำได้ดีเพราะตอนนั้นเป็ครั้งแรกที่รับรู้อยู่ในส่วนลึกของจิตใจเลยว่าฉันไม่คู่ควรกับแฮดลี่ย์เลยสักนิด พวกหล่อนเอาแต่พูดในเื่ที่ฉันไม่เคยได้ยิน ถึงแม้ว่าแฮดลี่ย์จะคอยเทคแคร์ดูแลฉันอยู่ก็ตามแต่ฉันก็รู้สึกตัวเล็กตัวน้อยแล้วเอาแต่คิดว่าตัวเองไม่ควรอยู่ตรงนั้นเลยอยู่ดี
“สรุปจะไปไหม”
ฉันกลืนน้ำลายลงคอตอนได้สติจากเสียงเรียกของแฮดลี่ย์ หล่อนทำหัวคิ้วพันกันยุ่งเหยิงคงเพราะมีเื่ปวดหัวจากปลายสายที่วางไปอยู่แน่ ๆจริงสิ... ั้แ่ฉันย้อนกลับมาฉันยังไม่ได้เจอกับพวกเวโรนิก้าและคนอื่น ๆ อย่างจริงจังสักครั้งเลย
“ไป” ฉันตอบอย่างรวดเร็วเมื่อคิดอะไรออกก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับ แฮดลี่ย์ตามเข้ามาอย่างงุนงงหล่อนมองฉันอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะก็เห็นคะยั้นคะยอถามอยู่นั่นว่าจะไปไหม”
“นั่นเพราะเอลลีขอไว้เถอะฉันถามเป็มารยาทเท่านั้นแหละ” แฮดลี่ย์เอี้ยวตัวไปดึงเข็มขัด “คาดเข็มขัดด้วย—อ๊ะ แล้วอย่าปรับเบาะนั่งเด็ดขาด” หล่อนจ้องมือของฉันที่กำลังจับที่ปรับเบาะ
“ก็แบบนี้มันติดขานั่งไม่สบาย”
“นี่มันตำแหน่งของเอลลีห้ามปรับเด็ดขาด”
“...”
“โทษทีนะที่จะต้องบอกว่านี่มันไม่ใช่ที่ประจำของเธอ”
“โอเค” ฉันยักไหล่เผลออมยิ้มเล็กน้อยที่แฮดลี่ย์พูดถึงตัวเองและต้องหยุดเมื่อคิดได้ว่าหล่อนทำแบบนี้ก็แค่แสดงละครเพื่อเอาใจฉันเพียงเท่านั้นแหละ
“บ้านเธออยู่ตรงไหน”
“ไปบ้านเวโรนิก้า”
“ไงนะ?” แฮดลี่ย์หันมาถามฉันทั้งตัว
“ก็ได้ข่าวหล่อนจัดปาร์ตี้หนิ” ฉันตอบอย่างไม่คิดอะไร “น่าสนุกออก ไปเถอะฉันอยากรู้ปาร์ตี้พวกคนรวยจะเป็ไง”
“ไม่เดี๋ยวก่อนแคลร์ฉันไม่เข้าใจ” แฮดลี่ย์ยังไม่หันกลับไป ข้างนอกมีเพียงแสงจากเสาไฟข้างถนนส่องเข้ามาเลยทำให้บรรยากาศในรถค่อนข้างมืดนิดหน่อย
“ไม่เข้าใจอะไรแฮดลี่ย์”
“ทุกเื่เลยแคลร์คือฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่” น้ำเสียงของแฮดลี่ย์ค่อนข้างจริงจังและฉันรับรู้ได้ว่าหล่อนคงอยากเริ่มพูดถึงทุกเื่ที่เกิดขึ้น
“อยากรู้เหรอ” ฉันก็ไม่ได้กลัวสักเท่าไหร่ เพราะฉันก็อยากจริงจังเหมือนกันอยากรู้นักว่าคนอย่างแฮดลี่ย์จะทำยังไงต่อ
“ก็บอกมาสิเธอทำแบบนี้เพื่ออะไร เข้ามายุ่งกับเอลลีเข้ามายุ่งกับฉันทำไมไหนจะเื่ที่เธอพูดถึงนั่นอีกฉันไม่รู้ว่าเธอทำไปทำไม”
“ก็บอกแล้วเพราะฉันรู้ว่าเธอจะทำอะไรไงแฮดลี่ย์” ฉันตอบกลับเสียงเรียบ มองไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย
“เธอคิดว่าฉันจะทำอะไร” จนถึงตอนนี้หล่อนก็ยังเล่นละครตบตาว่าไม่รู้เื่อะไรอยู่ดี
“ทุกเื่” ฉันหันไปหาหล่อนแล้วจ้องเข้าไปในดวงตานั่น อย่างน้อยความมืดสลัวก็คอยปกปิดไม่ให้หล่อนเห็นว่าสายตาของฉันกำลังสั่นไหวแค่ไหน “เธอคิดว่าเธอรักเอลลีมากแค่ไหนกันแฮดลี่ย์ คิดว่าสิ่งที่เป็อยู่มันเรียกว่ารักเหรอ”
“...”
“เธอรู้ดีว่าเอลลีไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้เลยั้แ่เริ่มแต่เธอก็ดึงเอลลีเข้ามา ...ฉันถามเธอกลับบ้างว่าเธอ้าอะไรจากเอลลีกันแน่”
“ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดถึงเื่อะไร” สุดท้ายหล่อนก็ทนไม่ได้หันกลับไปแล้วจับพวงมาลัยด้วยสองมือ “สรุปเธอคิดยังไงกับเอลลีกันแคลร์”
“...”
“และสรุปเธอคิดยังไงกับฉัน” แฮดลี่ย์กลับมามองฉันอีกครั้ง คำถามของหล่อนทำให้ฉันแอบขำในใจ
“ฉันเกลียดเธอแฮดลี่ย์”
“...”
“เกลียดมาก ๆ เลยล่ะ” หากหล่อนสังเกตคงได้ยินว่าเสียงของฉันกำลังสั่น
“แต่เธอมาจูบฉันเพื่ออะไรแคลร์!”
“ว้าว...ในที่สุดเธอก็ยอมพูดถึงมัน” ฉันแสยะยิ้มกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อให้น้ำตาที่คลออยู่กลับไป “ฉันคิดอยู่เลยว่าตลอดเวลาที่อยู่ต่อหน้าเอลลีและมีฉันอยู่ด้วยเธอจะรู้สึกยังไงกับเื่ที่มันพึ่งเกิดไป”
“...”
“รู้ไหมว่าจูบนั่นมันทำให้ฉันรู้อีกอย่างหนึ่ง” ฉันเอ่ยชัดถ้อยชัดคำเพราะว่าค่อนข้างเจ็บแปรบอยู่ในหัวใจไม่น้อย “นอกจากหน้าตาเธอมันก็ไม่ได้มีอะไรดีเลย ดูสิทั้ง ๆ ที่มีเอลลีอยู่แล้วแต่ก็ไปจูบกับคนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉยเนี่ยนะเธอมัน...แม่ง”
“เหตุผลเพียงเพราะเธอเกลียดฉัน?” หล่อนกลืนน้ำลายแล้วพยายามปรับลมหายใจให้ปกติ “เลยทำทุกอย่างเพื่ออยากให้ฉันอยู่ห่างจากเอลลีงั้นเหรอ”
“ทำไมเธอไม่มองว่าสิ่งที่เธอทำมันเป็เหตุผลที่ทำให้ฉันต้องดึงเอลลีออกมาล่ะ”
“ไม่เข้าใจสักนิด” แฮดลี่ย์ฟุบหน้ากับพวงมาลัย “เอลลีคือรักแรกของฉัน” หล่อนเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“เลิกโกหกสักทีเถอะ”
“ฉันพูดความจริง”
ไม่ใช่ความจริงเลย...
“และฉันรักเอลลีมาก ๆ ด้วย”
ไม่ใช่สักนิด...
“ไม่ว่าเธอคิดอะไรหรือทำอะไรอยู่ฉันจะไม่ให้มันเกิดขึ้น”
ทำไมหล่อนถึงยังกล้าบอกแบบนั้นกัน...
“ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้เธอแย่งเอลลีไปจากฉันอย่างแน่นอน”
“...”
----------------------