[อดีตชาติ] ยามอิ่ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชานเมืองกรุงปักกิ่ง ่กลางถึงปลายราชวงศ์ิ
ดร.จ้าวหยูซินกระพริบตาช้าๆ เธอเริ่มรู้สึกถึงความเลือนรางที่ลอยอยู่รอบตัว สายลมที่เคยคุ้นเคยในเซี่ยงไฮ้ค่อยๆ เงียบสงบลง กลิ่นของฝุ่นและควันจากถนนหนทางกลับกลายเป็กลิ่นของดินชื้นและธูปหอม เสียงจากปัจจุบันเลือนหายไปอย่างนุ่มนวล ขณะที่เธอถูกพัดพาเข้าสู่ความลึกของอดีตที่เก่าแก่เกินกว่าที่จะเลือนหาย
เวลานี้ เธอไม่ได้อยู่ในโลกที่คุ้นเคยอีกต่อไป แรงดึงดูดจากหยกัดึงเธอลงไปในห้วงกาลเวลากลับสู่อดีต เธอกลายเป็ผู้เฝ้ามองชีวิตของ "ซ่งหยูเฟิง" หัวใจของเธอเต้นช้าลง รู้สึกัักับความเงียบสงบที่เข้ามาแทนที่ความสับสนในโลกแห่งความเป็จริง
หมู่บ้านที่เธอเห็นเบื้องหน้าอยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่คล้อยต่ำ ราวกับผืนฟ้าลดต่ำลงโอบล้อมทุกสิ่งเอาไว้ หมอกบางๆ พัดมาปกคลุมถนนสายยาวที่ทอดผ่านบ้านเรือน เสียงแห่งธรรมชาติแทบไม่มีความเคลื่อนไหว นอกจากลมที่พัดเบาๆ พาเอากลิ่นหอมของไม้และควันธูปซึ่งลอยเอื่อยเฉื่อยอยู่ข้างทาง บ้านแต่ละหลังตั้งเรียงรายภายใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ ผนังดินเหนียวหนาหนักและหลังคาโค้งเวียน ราวกับเป็สัญลักษณ์ของความมั่นคงในอดีตที่ไม่เคยจางหาย แม้จะอยู่ห่างจากเมืองหลวง แต่ที่นี่ดูเหมือนจะยังคงสื่อสารกับประเพณีและตำนานอย่างเงียบสงบทุกลมหายใจ
ดร.จ้าวหยูซิน เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา เด็กคนนั้นคือซ่งหยูเฟิงในวัยเยาว์ จ้าวหยูซินรู้ได้ทันที เพราะซ่ง หยูเฟิงในวัยเด็กมีใบหน้าเหมือนกับเธอตอนอายุประมาณสิบขวบราวกับฝาแฝด จ้าวหยูซินมองเด็กน้อยด้วยความประหลาดใจและความรู้สึกที่ลึกซึ้ง คล้ายกับว่าเธอได้พบตัวเองในวัยเด็ก ใบหน้าของซ่งหยูเฟิงสะท้อนถึงตัวเธอเองอย่างชัดเจน ดวงตาสีหยกเขียวสดใสของเด็กน้อยราวกับบอกเล่าตำนานที่กำลังจะก้าวข้ามกาลเวลา หญิงสาวรู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยที่ลึกล้ำ หมู่บ้านนี้อาจเป็บ้านของซ่งหยูเฟิง แต่สำหรับจ้าวหยูซินนั้น มันเป็เพียงความทรงจำที่เธอไม่อาจเอื้อมถึงได้อย่างสมบูรณ์
ข้างๆ ซ่งหยูเฟิงมีลูกแมวสีส้มตัวน้อยเดินเคียงข้าง รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหญิงดูอ่อนโยน นางเรียกมันว่า “เสียวเหมียน” เสียงเรียกที่แ่เบานั้นเต็มไปด้วยความรักและความใกล้ชิดที่ซ่อนอยู่ แม้ว่าอนาคตของเธอจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความซับซ้อนมากเพียงใด แต่ในเวลานี้ โลกของซ่งหยูเฟิงยังคงสงบนิ่ง ดุจทะเลที่ปราศจากคลื่นลม
ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ต่างเอ่ยถึงซ่งหยูเฟิงว่า ‘เด็กหญิงั์ตาสีเขียวหยก’ ดวงตาที่เป็ดั่งเครื่องหมายของตำนานและชะตากรรม ผู้คนเล่าขานว่านางได้รับพรจากิญญาผู้พิทักษ์โบราณ แม้ว่านางจะเติบโตมาในครอบครัวช่างแกะสลักหยก แต่ดวงตาของซ่งหยูเฟิง คือสิ่งที่ทำให้นางโดดเด่นเป็พิเศษ ชาวบ้านกระซิบถึงชะตากรรมลึกลับที่รอคอยนางอยู่
วันนั้น ซ่งหยูเฟิงยังคงเป็เด็กน้อยที่ไร้กังวล นางเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนนที่ทอดยาว แสงอาทิตย์สาดแสงลงมาอ่อนโยน บิดาของนางยังคงเพ่งสมาธิกับการแกะสลักหยกตามคำสั่งจากพ่อค้าท้องถิ่น ส่วนมารดาก็ยุ่งอยู่กับงานบ้านที่ไม่สิ้นสุด หัวใจของซ่งหยูเฟิงนั้นล่องลอยไปไกลเกินกว่าจะจดจ่อกับสิ่งใด ภาพอนาคตที่รออยู่ยังคงเป็เพียงเงาเลือนราง
เสี่ยวเหมียน แมวน้อยตัวสีส้มแสนซน วิ่งปราดไปข้างหน้า ไล่ตามผีเสื้อที่โผบินข้ามหัวไป มันขี้เล่น และมีชีวิตชีวาในแบบที่ทำให้ซ่งหยูเฟิงอดยิ้มไม่ได้ ทว่าก่อนที่นางจะได้ก้าวตาม เสียงโกลาหลดังขึ้นจากมุมถนน หมู่บ้านที่เงียบสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงอึกทึกที่ดึงตัวนางกลับสู่โลกแห่งความเป็จริง
"หลีกทาง!" เสียงแหลมดังขึ้น ชายคนหนึ่งยืนกร่างอยู่บนเกวียนที่เอียงข้าง ความโกรธปะทุอยู่บนใบหน้าของเขา ขณะที่ผู้คนรอบข้างวิ่งหนีด้วยความกลัว เสื้อคลุมไหมประณีตที่เขาสวมบ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่ง ดูคล้ายเป็คุณชายจากตระกูลขุนนางผู้มีอำนาจ และเขากำลังจะเตะชาวบ้านที่บังเอิญขวางทางเขา
ก่อนที่เท้าของชายคนนั้นจะถึงตัวชาวบ้าน หยูเฟิงเห็นเด็กชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาข้างหน้า เขาสูงกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน ใบหน้าคมคาย ดวงตาเป็ประกายราวกับเหล็กกล้าที่ถูกเผาให้ร้อนแรง เด็กชายยืนตรง มือกอดอก ดูสงบและมั่นคง แม้จะอ่อนเยาว์ แต่ก็แผ่พลังอันลึกล้ำ
“นายน้อยเฉินจางเว่ย" หยูเฟิงได้ยินชาวบ้านกระซิบชื่อของเขา เด็กหนุ่มผู้นี้เป็ที่รู้จักในหมู่ชาวบ้านทั้งหลาย บุตรชายของท่านแม่ทัพใหญ่ หรือ ต้าเจียงจวิน [1]
เฉินจางเว่ย เป็เด็กชายวัยสิบสองปีที่ต้องแบกภาระหนักอึ้งจากการสืบทอดตำแหน่งของบิดา ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมเกินวัย การปรากฏตัวของเฉิน จางเว่ยเป็ดั่งแสงแห่งความมั่นคงในวันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เสียงตวาดของชายผู้สูงศักดิ์พุ่งขึ้นอีกครั้งเมื่อหญิงชราผู้เคราะห์ร้ายก้าวเข้ามาขวางทางเขาโดยมิได้ตั้งใจ ทำให้ข้าวของของนางกระจัดกระจายเต็มพื้น นางตัวสั่นเทา คำว่าขอโทษที่เอ่ยออกมานั้นแ่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน หัวใจของซ่งหยูเฟิงเหมือนถูกบีบแน่น นางอยากจะพูดบางสิ่งเพื่อปกป้องหญิงชราผู้นั้น แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยถ้อยคำ เฉินจางเว่ยก็ขยับตัวอย่างรวดเร็ว เขาก้าวออกมาข้างหน้าอย่างมั่นใจ
"หยุด" เสียงของเฉินจางเว่ยสงบนิ่ง แต่เต็มไปด้วยอำนาจ ความหนักแน่นนั้นก้องกังวานในอากาศ ราวกับพายุที่เงียบงัน ชายที่ยืนอยู่เหนือเกวียนหันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ สายตาของเขาบอกชัดว่าเขารู้จักเด็กชายผู้นี้ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเสียงของเฉินจางเว่ยจะหนักแน่นถึงเพียงนี้ เด็กชายยังคงพูดต่อด้วยความมั่นคง "มันเป็อุบัติเหตุ ปล่อยนางไป"
ชายผู้นั้นลังเล แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความโกรธ แต่เมื่อพบกับท่าทีเด็ดขาดของเฉินจางเว่ย เขาก็หายใจเข้าลึกและถอยห่างออกไป หญิงชราผู้ถูกคุกคามก้มหน้าลงรวบรวมข้าวของที่กระจัดกระจายบนพื้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจปนความหวาดกลัว
เฉินจางเว่ยคุกเข่าลงเพื่อช่วยหญิงชรา มือของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วและมั่นคง หยูเฟิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล มองดูเด็กชายด้วยความประหลาดใจ หัวใจนางเต้นระรัว ดวงตาสีเขียวหยกจับจ้องเขาโดยไม่รู้ตัว นางก้าวไปข้างหน้า มือเล็กๆ หยิบสิ่งของที่ตกอยู่ลงในตะกร้าของหญิงชราอย่างเงียบงัน
เฉินจางเว่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาประสานเข้ากับดวงตาของซ่งหยูเฟิงเป็ครั้งแรก ความเงียบระหว่างทั้งสองราวกับหยุดเวลาไว้ ทุกอย่างรอบตัวเงียบงัน ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ย แต่สายใยบางอย่างกลับถูกสร้างขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติและโดยไม่รู้ตัว มันเชื่อมโยงทั้งสองไว้ราวกับสายลมที่พัดผ่าน
"ขอบคุณเ้าค่ะ" หญิงชรากระซิบด้วยเสียงแ่เบา แต่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง "นายน้อยและคุณหนู"
หยูเฟิงยิ้มเขินอายและก้มศีรษะลง แต่สายตาของนางยังคงจับจ้องที่เฉินจางเว่ย เด็กชายพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะหยิบถุงใส่เหรียญเล็ก ๆ จากกระเป๋าแล้วส่งให้หญิงชรา "เอาไว้ซื้อของที่สูญหายไป"
ดวงตาของหญิงชราเต็มไปด้วยความขอบคุณ แต่เฉินจางเว่ยไม่เอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม เขาหันหลังและเดินจากไป ใบหน้ายังคงสงบนิ่ง
เมื่อเฉินจางเว่ยเดินจากไป ซ่งหยูเฟิงก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาๆ "เดี๋ยวก่อน!"
เด็กชายหยุดเดิน หันกลับมาสบตากับเด็กหญิง
"ขอบคุณที่ช่วยนาง" ซ่งหยูเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ท่านใจดีมาก"
เฉินจางเว่ยมองนางอยู่ชั่วครู่ ดวงตาสีเข้มของเขาดูอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย "มันเป็สิ่งที่ควรทำ" เด็กชายตอบเรียบๆ "ใครๆ ก็ช่วย"
หยูเฟิงส่ายศีรษะเบาๆ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏบนริมฝีปาก "ไม่ใช่ทุกคนที่จะช่วยคนอื่นแบบท่าน"
เฉินจางเว่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังพิจารณาถ้อยคำของนาง แล้วรอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏบนริมฝีปาก แม้จะอยู่เพียงชั่วขณะ แต่ก็ชัดเจน เขาพยักหน้ารับคำเงียบๆ
"เ้าชื่ออะไร? " เฉินจางเว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ "ข้าชื่อเฉินจางเว่ย"
หยูเฟิงมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเบา "ข้าชื่อซ่งหยูเฟิง"
เฉินจางเว่ยพยักหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาของเขาส่องประกายราวกับดวงดาวยามค่ำคืนที่ส่องแสงลงบนสายน้ำ รอยยิ้มของเขาชั่วขณะนั้นทำให้หัวใจของซ่งหยูเฟิงเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ก่อนที่เด็กชายจะหันหลังเดินจากไป
ขณะที่เด็กชายค่อย ๆ ลับหายไปตามถนนในหมู่บ้าน หยูเฟิงรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านไปทั่วอก ราวกับสายลมเย็นพัดผ่านหัวใจ นางถูกห้อมล้อมด้วยเสียงกระซิบของชะตากรรมมาตลอด แต่บัดนี้ "เฉินจางเว่ย" เด็กหนุ่มผู้นั้นได้เผยพลังบางอย่างที่แตกต่างออกไป ความรู้สึกลึกซึ้งที่ยังไม่อาจเข้าใจได้ แต่ก็ไม่อาจละเลยความรู้สึกนั้นไปได้เช่นกัน
ขณะที่ความคิดเ่าั้วนเวียนอยู่ในหัว นางก้มลงมองเ้าเสี่ยวเหมียน แมวน้อยสีส้มที่เดินเคียงข้างนาง ราวกับมันเองก็ััถึงสายใยบางอย่างที่เชื่อมโยงทั้งสองเข้าด้วยกันในแบบที่ยากจะอธิบายได้ในเวลานี้
[1] ต้าเจียงจวิน (大将军 / Dàjiāngjūn) หมายถึง "แม่ทัพใหญ่" หรือ "แม่ทัพสูงสุด" ซึ่งเป็ตำแหน่งที่มีอำนาจในการควบคุมและบัญชาการกองทัพทั้งหมด