วาตาเดินนำออกมายังสนามหน้าโรงแรมที่จัดเอาไว้เป็สัดส่วน เพื่อให้แขกได้มาวิ่งออกกำลังกาย แต่เนื่องจากตอนนี้ค่อนข้างดึกผู้คนเลยค่อนข้างบางตา เขาเดินนำไปยังเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งที่วางหลบอยู่ใกล้ ๆ กับพุ่มไม้ดัดที่ตกแต่งเป็รูปเสือตัวใหญ่ มีแสงไฟส่องสว่างอยู่บ้าง ช่วยเสริมให้สวนแลดูน่าเดินเล่นยามคำคืนมากขึ้น เขาผายมือให้คนเดินตามนั่งลงด้วยสายตากึ่งบังคับจนอีกฝ่ายได้แต่ฮึดฮัดในใจ แต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี ภูผาก็แค่คิดว่าถ้าไม่ยอมคงอีกนานกว่าจะได้กลับเสียทีก็เลยยอม ๆ ไปเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอยากเอาใจใครเลยสักนิด
วาตายืนหันหลังให้อีกฝ่ายทอดสายตาไปยังท้องฟ้ากว้างตรงหน้าที่คืนนี้ดาวนับร้อยดวงพากันเปล่งประกาย เขากอดอกนิ่งนาน จนภูผาชักร้อนใจ
“ไหนว่ามีเื่จะคุย รีบคุยมาสิผมจะได้รีบกลับ มีอีกหลายอย่างที่ผมต้องทำไม่ได้มีเวลาว่างมายืนดูดาวหรอกน่ะ”
ภูผาว่าอย่างนึกหมั่นไส้ ทำเอาวาตาหันมาส่งยิ้มให้ก่อนจะก้าวเท้ามานั่งลงข้าง ๆ
“เดือนนี้ทั้งเดือนผมอาจไม่ได้อยู่เมืองไทย เราคงไม่ได้เจอกันอีกสักเดือนนะครับ ระหว่างที่ผมไม่อยู่ผมอยากให้คุณไปฝึกร้องเพลงกับคนที่ผมติดต่อไว้ คุณอยากเป็นักร้องไม่ใช่เหรอ นี่เป็โอกาสที่ดีของคุณเลยนะคุณจะว่ายังไง”
“ผมเลือกได้ด้วยเหรอ ผมต้องทำตามคำสั่งคุณอยู่แล้วนี่ จะให้ทำอะไรไม่ต้องทำเป็มาถามก็ได้ ในเมื่อคุณไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าผมจะโอเคหรือเปล่า จะถามทำไมมิทราบ” ภูผาตอบเสียงเข้มโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังประชดเข้าให้เต็ม ๆ แต่ทำเอาวาตายิ้มออก
“ใครบอกว่าผมไม่ได้สนใจความรู้สึกคุณ ผมรู้ว่าถ้าผมสั่งคุณก็ต้องทำแต่คราวนี้มันเกี่ยวกับอนาคตคุณ มันเกี่ยวกับความฝันของคุณ ดังนั้น ผมจำเป็ต้องถามคุณก่อน”
“ถ้าผมไม่ตกลง”
“ผมก็ไม่ว่าอะไรแต่แค่จะบอกว่าถ้าคุณตกลง ผมยินดีจะลดสัญญาลง 1 เดือน นั่นหมายความว่าสัญญาจะผูกมัดคุณไม่ถึงปีผมว่าคุณน่าจะยินดีนะ”
“งั้นผมขอ 3 เดือนจะได้หมดเวรหมดกรรมกันเร็ว ๆ”
“ไม่ได้หรอกครับผมให้คุณได้แค่เดือนเดียว อย่าลืมสิครับตอนนี้ผ่านมาเกือบ 2 เดือนแล้ว เท่ากับเรามีเวลาอยู่ด้วยกันแค่ 10 เดือน ถ้าคุณตกลงไปฝึกร้องเพลง เวลาของเราก็จะเหลือแค่ 9 เดือน เวลาแค่ 9 เดือนไม่นานเกินไปสำหรับคุณหรอก” วาตาบอกทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็แอบใจหายลึก ๆ
“คุณทำแบบนี้ทำไม “หลังจากที่ภูผาเงียบไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็หันหน้าไปถามคนข้าง ๆ ด้วยแววตาเจือผิดหวังเล็ก ๆ โดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัว
“ผมอยากให้คุณมีความสุขไง แต่ผมก็อยากมีความสุขด้วยเหมือนกัน คุณรู้ไหมอะไรคือความสุขของผม อะไรคือความสบายใจของผม” วาตาตั้ง
คำถามจ้องลึกในดวงตาอีกฝ่ายที่จ้องเขาอยู่ก่อนแล้ว ต่างฝ่ายต่างจ้องกันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งวาตาเป็ฝ่ายหลบตาก่อนเป็ .... ครั้งแรก
“แต่เอาเถอะพูดไปคุณก็ไม่เข้าใจหรอก เอาเป็ว่าถ้าคุณตกลงพรุ่งนี้คุณเริ่มซ้อมได้เลย แต่ถ้าไม่ตกลง ผมก็จะเหมาเอาว่าคุณยังอยากอยู่กับผมอยากให้ผมวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งคุณก็รู้ดีว่าเป็เื่ที่ผมยินดีเป็อย่างยิ่ง” ปลายประโยคเขาเหลือบส่งสายตาล้อ ๆ ให้อีกฝ่ายและมันก็ได้ผลเพราะมันทำให้อีกฝ่ายหน้าตึงจนเห็นได้ชัด
“ไม่มีทาง ยังไงผมก็ไม่เคยคิดอยากอยู่กับคุณ วันที่สัญญาบ้า ๆ นั่นสิ้นสุดเมื่อไหร่วันนั้นแหละวันแห่งความสุขของผม กรุณาจำไว้ด้วย !!!!”
“ครับ .... ผมรู้ และมันคงเป็วันสิ้นสุดความสุขของผมเหมือนกัน” วาตาตอบเสียงเนือย ๆ ประโยคสุดท้ายเขาได้แต่พูดกับตัวเองในใจ รู้สึกได้ถึงแรงสะท้านในอกลึก ๆ เขาสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ อีกครั้ง
“คุณกลับได้แล้วครับ ผมหมดธุระที่จะพูดกับคุณแล้ว ขอโทษด้วยนะที่ต้องอยู่จนดึก คุณออกไปรอหน้าโรงแรมได้เลยผมให้คนขับรถรออยู่แล้ว อย่ากลับรถเมล์เลย ดึกแล้ว ผมเป็ห่วง” วาตาบอกน้ำเสียงเป็ห่วงจริงจัง ทำเอาคนฟังอึ้งไปและคงไม่มีครั้งไหนที่วาตาไม่นึกเป็ห่วงอีกฝ่าย ซึ่งเื่นี้ภูผารับรู้มาตลอดแต่เขาก็เลือกที่จะไม่เข้าใจและไม่ใส่ใจ
“แล้ว.... คุณจะกลับยังไง” ภูผาลุกขึ้นหมายจะรีบเดินออกไป แต่ใจหนึ่งก็ดันเป็ห่วงอีกฝ่ายจนนึกอยากโมโหตัวเอง
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” วาตาตอบพลางส่งยิ้มขอบคุณให้ แต่ดูยังไงมันก็แฝงไปด้วยความเศร้า ความเหนื่อยล้าปนเปกันไปหมด
“ก็ตามใจ” ภูผาตัดบทอย่างนึกโมโหตัวเองที่ปล่อยให้ความเป็ห่วงโถมกระหนำเข้ามาจนแทบจะใจอ่อนไม่อยากกลับบ้านตามที่ปากพูดเอาไว้ แล้วก็รีบหันหลังเดินหนีออกไปอย่างนั้น วาตามองตามไหล่กว้างนั้นด้วยแววตาเศร้าหมองอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าผมไม่ได้กลับมาอีกเลย คุณคงจะดีใจมากสินะภูผา” คิดได้แค่นั้น ดาราหนุ่มก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนอีกครั้ง
แต่ไม่นานวาตากลับรับรู้ได้ถึงแรงสั่นไหวเล็ก ๆ ของเก้าอี้เหล็กที่เขานั่ง เหมือนมีใครบางคนนั่งลงใกล้ๆ ซึ่งเขาหมายคิดไปว่าเป็คนที่มาเดินออกกำลังกายมานั่งพัก เขาเลยยังคงหลับตาอยู่อย่างนั้นเพราะคิดว่าไม่นานคนที่นั่งข้าง ๆ นั้นจะลุกไปเอง
“ไม่สบายไม่ใช่เหรอ นั่งอยู่อย่างนี้อยากเป็ปอดบวมตายหรือไง” เสียงคุ้น ๆ แข็ง ๆ ดังขึ้น ทำเอาดาราหนุ่มต้องปรือตามองเพราะไม่อยากเชื่อหูตัวเอง แต่เมื่อเห็นชัด ๆ ว่าเป็ใครเขาก็ตาลุกวาวอย่างแปลกใจ
ภูผาไม่เพียงแต่กลับมาอีกครั้ง แต่มีบางอย่างในมือมาด้วยและกำลังยื่นให้เขา
“ยาแก้ไข้กับแก้ฟกช้ำ รับไปสิ”
“... “วาตาได้แต่อึ้งด้วยความดีใจ แต่เมื่อนึกได้ว่าภูผาก็คงแค่เวทนาเขาเท่านั้นเอง โดยลืมนึกไปว่าอีกฝ่ายรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่สบายและมีอาการฟกช้ำ สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็ถูกเก็บเข้าที่เดิม ได้แต่ส่งยิ้มเศร้า ๆ ให้ แต่ยังไม่ยอมรับสิ่งที่ยื่นมาตรงหน้า
“รับไปสิ”
“ผมไม่เป็ไรหรอกครับ แค่นี้สบายมากหรือถ้าจะเป็อะไร .... ผมก็ดีใจนะครับเพราะคงทำให้คุณดีใจได้ไม่น้อย แต่ถ้าคุณจะดีใจนะผมว่าคุณคงดีใจได้ไม่นานหรอก เพราะผมมันหนังเหนียวไม่เป็อะไรง่าย ๆ ทำไงได้ยมฑูตยังไม่้าตัวนี่นะ ยังไงก็ทน ๆ ผมไปอีกหน่อยก็แล้วกัน” วาตาจงใจประชด
“ไม่ต้องประชด.... ที่ไม่รับนี่เพราะเห็นว่าเป็แค่ยาราคาถูกก็บอกมาตรง ๆ ไม่ต้องวกไปวนมาให้เสียเวลา ถึงมันจะจริงก็เถอะคนอย่างคุณมีปัญญาหายาที่ดีกว่านี้ได้อีกหลายสิบหลายร้อยเท่า แต่ผมมีปัญญาหามาได้แค่นี้ถ้าไม่รับก็ตามใจ” ภูผาว่าอย่างประชดให้บ้าง
แต่วาตาไม่อาจจะนิ่งเฉยต่อไปได้เหมือนเคย เลยจับมือที่กำลังส่งถุงยาให้เขาไว้นิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น โดยอีกฝ่ายก็ไม่ได้ดึงมือกลับเหมือนทุกครั้ง ซึ่งสร้างความแปลกใจให้เขาได้ไม่น้อยเช่นกัน
“ขอบคุณนะครับ” วาตาค่อย ๆ รับถุงยานั้นไว้ก่อนจะปล่อยมืออีกฝ่ายให้เป็อิสระ ส่งผลให้อีกฝ่ายดูท่าทางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาสังเกตจากแววตาที่เผลอมองมาและหลบเมื่อเขาสบตากลับ
“พรุ่งนี้ผมจะไปซ้อมร้องเพลงตามที่คุณ้า แต่ไม่ใช่เพราะเกี่ยวกับสัญญาอะไรนั่นหรอกนะ ผมทำเพราะอยากจะทำ”
อึ้งเป็รอบที่สาม ดาราหนุ่มหันมองคนพูดแทบจะทันทีแต่ได้เห็นแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างเท่านั้น
“ต่อให้ผมไม่อยากอยู่ใกล้ ๆ คุณแต่ผมก็ไม่ใจดำถึงขนาดทิ้งคนป่วยที่เพิ่งให้น้ำให้อาหารผมได้ลงคอหรอกนะ”
“ภูผา…” วาตาถึงกับอุทานชื่อเขาออกมาเสียงดังไม่ใช่เพราะใแต่เพราะกำลังดีใจต่างหาก
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่สบายแล้วก็มีอาการฟกช้ำ” ดาราหนุ่มรีบถามในสิ่งที่สงสัย แต่ทำเอาอีกฝ่ายอึ้งเพราะไม่คิดว่าจะถูกตามตรง ๆ แล้วเขาจะตอบกลับไปได้ยังไงว่าััได้ตอนที่เขาโดนดึงจนเสียหลักนั่งลงจนแทบจะนั่งตักอีกฝ่าย แล้วเขาจะตอบกลับไปได้อย่างไรว่าเขาเห็นรอยฟกช้ำนั้นตอนที่อีกฝ่ายยกมือขึ้นโอบไหล่เขาไว้
“เื่ของผม” เมื่อหาทางออกให้กับคำตอบไม่ได้ภูผาก็เลือกที่จะเสียงแข็งใส่อย่างเคย
“เวลาตอบไม่ได้หรือไม่อยากตอบสินะถึงชอบพูดตัดบทห้วน ๆ แบบนี้ แต่เอาเถอะไม่บอกก็ไม่เป็ไร ผมแค่อยากจะบอกกับคุณว่า ....... “วาตาพูดพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ หน้าอีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัว
“ขอบคุณครับ” แม้คำพูดที่หลุดออกมาจากปากแดงเรื่อนั้นจะเป็แค่คำว่าขอบคุณ แต่สีหน้าและแววตากลับบ่งบอกได้มากกว่านั้นโดยที่เ้าของไม่คิดจะปิดบัง ซึ่งทำเอาอีกฝ่ายหยุดนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับต้องมนต์สะกด
ความคิดถึง ความห่วงหาที่สะสมมาทั้งเดือนใน่ที่ต้องห่างกัน และเมื่อคนที่คิดถึง คนที่ห่วงหาตลอดเวลาอยู่ตรงหน้าแค่ปลายจมูกยิ่งทำให้วาตาระงับความ้าของตัวเองไม่ได้ จนเผลอจูบริมฝีปากของอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง จนคนโดนจูบถึงกับเปิดตากว้างเพราะไม่ทันตั้งตัวกับการถูกจู่โจม แม้ว่าจะโดนจู่โจมแบบนี้บ่อย ๆ แต่ภูผาก็ยังไม่ชินเสียทีเพราะคราวนี้ไม่เพียงแค่ริมฝีปากประกบกันแต่วาตาแอบชิมความหวานจากปากนั้นด้วยการส่งลิ้นเข้าสำรวจอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้
เมื่อโดนจู่โจมที่มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาซึ่งเป็แค่ปากชนปากหรือแค่การหอมแก้มในเวลาที่เขาเผลอ แต่ััครั้งนี้สร้างความรู้สึกประหลาดแก่เขาไม่น้อยจนไม่อาจผลักไสออกไปได้เลย และเมื่อวาตาฉกชิมความหอมหวานนั้นจนพอใจและถอนริมฝีปากออก ภูผาถึงกับอุทานออกมาด้วยความใ
“เชี่ย!!!!!!”
เพราะนี้คือการจูบแบบเต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิตของเขาซึ่งบังเอิญเกิดขึ้นกับผู้ชายด้วยกัน แล้วก็หน้าแดงไปถึงไหน ๆ จนแทบอยากหายตัวไปเสียตรงนั้น และตามความเคยชินชายหนุ่มรีบยกหมัดเตรียมซัดอีกฝ่ายแทบจะทันทีเช่นกัน
แต่คราวนี้วาตาไม่ได้เอาสัญญามาขู่เหมือนเคย เขากลับหลับตานิ่งเสมือนพร้อมรับการลงโทษกับการถือวิสาสะของตัวเอง และสำหรับเขาหนึ่งจูบกับหนึ่งหมัดถือว่าคุ้มเสมอ แต่คราวนี้วาตาคาดการณ์ผิดเพราะแทนที่อีกฝ่ายจะปล่อยหมัดใส่หน้าภูผากลับสับสนที่สุดในชีวิตและสุดท้ายเขาก็ยั้งหมัดไว้แค่นั้น
“โธ่เว้ย!!!!!!”
และเขาก็สบถระบายอารมณ์แทน ตอนนี้เขากำลังต่อต้านกับความรู้สึกประหลาดที่เกิดจากการจูบจากอีกฝ่าย ใช่ เขายังไม่พร้อมที่จะยอมรับความรู้สึกเ่าั้ ภูผาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งโกรธ ทั้งโมโหและหงุดหงิดสารพัด ในขณะที่ดาราหนุ่มลืมตาช้า ๆ อย่างนึกแปลกใจ
“คราวนี้จะต่อยผมสักหมัด ผมก็ไม่ว่านะถ้ามันจะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้น”
“ไม่ต้องพูดมาก คราวหน้าถ้าเผลออีกผมต่อยคุณแน่” ภูผาคาดโทษ แต่ทำเอาอีกฝ่ายคิดไปอีกทาง
“แปลว่าถ้าไม่เผลอ .... ก็ได้ใช่ไหม”
นั่น อยู่ดีไม่ว่าดีก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธยังทำหน้าระรื่นถามไปอีก
“ไม่ได้!!!!” เสียงแข็ง ๆ ดังชัดเจนทั้งสีหน้าและแววตา จนคนฟังแอบทำหน้าจ๋อย
“คุณ .....” จู่ ๆ วาตาก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นพร้อมเรียกอีกคนที่กำลังยืนโกรธหน้าดำหน้าแดง ภูผาเหลือบมองอย่างไม่หายโกรธ
“ช่วยหน่อย ผมลุกไม่ไหว .... นะครับ” หลังจากทำหน้าจ๋อยได้ไม่นานวาตาก็กลับมาอ้อนแทน
“อย่าสำออย ผมจะกลับแล้ว”
“ใจดำ”
“ใจดำยังน้อยไปด้วยซ้ำ” ภูผาต่อคำก้าวเท้าหนีแต่ไปได้แค่ไม่กี่ก้าว ก็ต้องตัดใจหันกลับมาดึงแขนอีกฝ่ายที่ไม่มีทีท่าจะลุกตามและฝนก็เริ่มตั้งเค้าจะตกลงมาเต็มที นี่ไม่ได้ห่วงหรอกน่ะครับก็แค่... เวทนา???
“จะไปก็รีบลุก” เขาว่าพลางออกแรงดึงแขนอีกฝ่ายแต่วาตากลับนิ่วหน้าเพราะเจ็บแขน
“ทำไมอีกหละ .... เจ็บหรอ” คำถามที่หลุดออกมาบ่งบอกชัดว่าเป็ห่วง ใช่ ภูผาเผลอแสดงท่าทีเป็ห่วงอีกจนได้ เขารีบปล่อยมือแข็งแรงนั้น และวาตาก็รีบเอามืออีกข้างลูบแขนตัวเอง
“นิดหน่อย” เขาพูดเบา ๆ แต่เหมือนจะบอกตัวเองมากกว่า
และโดยไม่ทันคิดภูผาก็ดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายขึ้นเพื่อจะดูแผลจนเห็นรอยฟกช้ำเต็มไปหมดสีหน้าเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด เงยหน้าพูดเสียงเครียด ๆ จนวาตาใ
“เคยบอกแล้วใช่ไหม เวลาอยู่กับผมไม่ต้องอดทนทุกเื่ก็ได้ เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ปวดก็บอกว่าปวด แล้วนี่อะไรเขียวขนาดนี้อดทนอยู่ได้นี่คนหรือควาย”
กำลังจะดีใจอยู่แล้วเชียว แต่ประโยคสุดท้ายทำเอาคนฟังชักหน้าตึงเพราะโดนด่าเต็ม ๆ
“แต่นี่ไม่ถึงตายนินาไกลหัวใจตั้งเยอะ ไม่กี่วันก็หายเองแหละ” ภูผาส่ายหน้ากับคำพูดนั้น พร้อมกับถอนหายใจแรง ๆ สองสามครั้ง ทำไมเขาจะไม่รู้ที่วาตาอดทนทุกอย่างก็เพราะไม่อยากให้เขาเป็ห่วง
“ลุกเร็ว ฝนจะตกแล้ว เดี๋ยวไม่สบายไปอีก” และในที่สุดภูผาก็ใจอ่อนยอมประคองอีกฝ่ายลุกจากเก้าอี้และพาเดินไปส่งหน้าโรงแรม
“รถคุณอยู่ไหนหละ”
“คืนนี้คุณค้างที่นี่ได้ไหม ดึกแล้ว ฝนก็จะตก อีกอย่างผมไม่อยากนอนที่นี่คนเดียว”
“นอนที่นี่???”
“ใช่ ผมจองห้องไว้กลัวกลับคอนโดไม่ไหว” วาตาพูดพลางหลบสายตาอีกฝ่าย ใช่ เขากำลังโกหก เพราะเขาพักที่นี่ไม่ใช่คอนโดอย่างที่เคยบอกไปแต่เขาไม่อยากให้ภูผารู้ว่าเขามีความสัมพันธ์อะไรกับโรงแรมนี้ กับเ้าของโรงแรมแห่งนี้ต่างหาก
“งั้นก็ให้คนรถไปส่งสิคนที่จะให้ไปส่งผมหนะ เดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่กลับบ้านเองได้”
“อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว .... ผม “ดาราหนุ่มพยายามนึกหาเหตุผล ทั้ง ๆ ที่นี่ก็เพิ่งจะสี่ทุ่ม
“ต้องบินแต่เช้า”
“อืออออ ฮึ..”
“งั้นก็ไปพักซะ ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ห่วง .... เอ่ออออ ผมกลับดีกว่ายายคงรอแย่แล้ว” ภูผาเผลอพูดแต่เมื่อวาตาหันมาสบตารู้สึกดีใจกับคำว่า “เป็ห่วง” ของเขาขึ้นมาทันตาเห็น ภูผาจึงรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกมาก็รีบหาทางหนี
“พักที่นี่เถอะ ผมบอกยายคุณแล้วว่าคืนนี้คุณจะค้างกับผม”
นั่น ภูผาหน้าตึงอีกแล้ว
“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
วาตาไม่รอให้ภูผาตอบรับหรือปฏิเสธ เขารีบดึงแขนให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับลิฟท์จอดพอดี เขาเลยไม่รอช้ารีบลากอีกฝ่ายเข้าไป และกดชั้นที่้าทันที นั่นคือชั้น 20 ซึ่งเป็ชั้นสูงสุดของโรงแรมนี้ และเป็ชั้นวีไอพีสำหรับผู้บริหารหรือแขกระดับวีไอพีเท่านั้น แต่ภูผาไม่ทันได้สังเกตเพราะมัวแต่โมโหกับความเ้ากี้เ้าการของอีกฝ่าย ที่จริงโรงแรมแห่งนี้มีลิฟท์วีไอพีแยกต่างหากแต่เขาไม่อยากใช้ลิฟท์ตัวนั้นเพราะกลัวความลับเปิดเผยนั่นเอง
“ตามสบายนะครับ ผมไปอาบน้ำก่อน เหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว”
วาตาเอ่ยเมื่อเข้ามาในห้องพัก ที่ดูหรูหราราคาแพงจนภูผาไม่กล้าขยับตัว ภูผาพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินเลี่ยงไปนั่งลงบนโซฟาใกล้ ๆ กวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างไม่นึกว่าตัวเองจะมีโอกาสเข้ามาใช้บริการในห้องอย่างนี้ และชาตินี้เขาก็คงไม่มีปัญญา สุดท้ายเขาก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะทำงานมาทั้งวัน จนเผลอหลับไป
“ภูผา ภูผา... “
เสียงเรียกเบา ๆ ใกล้ ๆ หูทำเอาชายหนุ่มรู้สึกตัว ปรือตามองจึงได้รู้ว่ามีหน้าขาว ๆ ปรากฏอยู่ตรงหน้าระยะห่างไม่ถึงคืบด้วยซ้ำ กลิ่นตัวหอม ๆ ของอีกฝ่ายทำเอาภูผาชะงัก เผลอสูดเข้าปอดอย่างลืมตัว ซึ่งอีกฝ่ายได้แต่อมยิ้มพอใจ
“ไปอาบน้ำสิครับ แล้วค่อยมานอน” วาตายื่นหน้ามากระซิบอีกรอบแต่คราวนี้ภูผาได้สติ รีบผลักหน้านั้นออก
“ใกล้ไป” แล้วรีบลุกหนีเข้าห้องน้ำไปทันที
“เสื้อผ้าอยู่ในห้องน้ำใช้ได้เลยนะ ผมเตรียมไว้ให้แล้ว” วาตาะโไล่หลังพร้อมกับเสียงหัวเราะถูกใจกับท่าทีทำตัวไม่ถูกของอีกฝ่าย
ไม่นานชายหนุ่มก็อาบน้ำเสร็จและออกมาในชุดเรียบร้อย สบายตามากขึ้น เขามองหาเ้าของห้องไปรอบ ๆ จนมาเจออีกคนนั่งนวดแขนตัวเองท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เพราะไม่ถนัด
“เอามานี่” ภูผาว่าเสียงแข็งอย่างรักษาฟอร์ม แย่งยาจากมืออีกฝ่าย นั่งลงตรงหน้าเพื่อทายาให้อย่างเบามือ ทำเอาวาตายิ้มหน้าบานและจ้องอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้นราวกับว่าจะไม่มีโอกาสได้เห็นภาพแบบนี้อีก
“เสร็จแล้วและก็เลิกจ้องผมซะที”
“อ้าว ไม่ชอบหรอครับ นึกว่าชอบเสียอีก”
“รำคาญสิไม่ว่า” ว่าแล้วภูผาก็ลุกหนีไปยังโซฟาตัวเดิมเพื่อเตรียมตัวนอนและนั่นก็ทำเอาอีกคนร้องลั่น
“อย่าบอกว่าจะนอนตรงนั้น มานอนบนนี้ดีกว่า ตัวคุณใหญ่นอนแบบนั้นเมื่อยกันหมดพอดี”
“ไม่เป็ไร” ภูผาว่าอย่างไม่ใส่ใจล้มตัวลงนอนอย่างง่าย ๆ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมจนต้องลุกมาหา
“ไปนอน ถ้าไม่ไป ผมจะกลับ” ได้ผลชะงัด ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังวาตาจึงทำได้แค่ฮึดฮัดอย่างขัดใจอยู่ตรงนั้น สุดท้ายก็ทำได้แค่เดินไปหยิบหมอนและผ้าห่มบนเตียงมาให้แทน
“ไม่ต้อง” คนที่กำลังจะนอนรีบบอกเพราะถ้าเขารับอีกฝ่ายก็จะต้องนอนตากแอร์หนาว ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เขาไม่สบายหนักไปอีก
“คุณต้องเลือกนะ ถ้าจะนอนตรงนี้ก็รับผ้าห่มกับหมอนไป ถ้าไม่รับก็ไปนอนบนเตียง”
“ถามตัวเองก่อนเถอะ แน่ใจเหรอว่าคุณจะนอนได้โดยไม่มีหมอน ไม่มีผ้าห่ม”
“ผมมีสำรอง”
“แล้วทำไมไม่เอาที่นอนสำรองมาให้ผม”
“มันไม่อุ่นสบายเท่าอันนี้”
“.......” ภูผานิ่งหลับตาอย่างไม่อยากรับรู้ถึงความอาทรนั้น แต่สุดท้ายก็ยอมเอื้อมมือไปรับหมอนและผ้าห่มเอาไว้ซึ่งมันก็นุ่มและน่าหลับสบายตามที่อีกฝ่ายว่าจริง ๆ
“ตามใจ”
เขาพูดแค่นั้นแล้วก็ทำท่าไม่สนใจอีกฝ่ายอีก วาตายืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็เดินไปปิดไฟและตรงไปล้มตัวลงนอนบนเตียงใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างกันนัก เขานอนตะแคงไปทางฝั่งที่อีกคนนอนอยู่และมองอยู่อย่างนั้นนิ่งนาน ระหว่างที่คิดอะไรเพลิน ๆ เขาก็ต้องยิ้มกว้างอีกครั้งเมื่อได้ยินความกังวลของอีกฝ่าย แล้วก็ย่นจมูกใส่ท่ามกลางความมืดอย่างนึกหมั่นไส้ความรู้ทันของอีกฝ่าย
“ถ้าคิดจะทำอะไรผมตอนที่ผมหลับ ศพไม่สวยแน่ ไม่เชื่อก็ลองดู!!!!”
.
.
.
“คุณวาจะไปไหนคะ เดี๋ยวไปไม่ไม่ทันเครื่องน่ะคะ” พี่เล็กบ่นไล่หลังขณะที่วาตาเปิดประตูวิ่งลงจากรถตู้อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นใครบางคนที่แอบหนีกลับตอนที่เขายังหลับไม่รู้ตัว
เขาวิ่งมาถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็วและดึงแขนอีกฝ่ายเข้าหลบตรงซอกมุมตึกเพื่อเลี่ยงความสนใจของคนที่เดินผ่านไปมาและโชคดีที่ลับตาคนพอสมควร ภูผาในชุดพนักงานโรงแรมเต็มยศได้แต่ใ
“ผมบอกแล้วไง ถ้าไม่้ามันอีกให้คืนผมตรง ๆ อย่าทิ้งขว้างไว้แบบนั้น” วาตาสวมสร้อยข้อมือเส้นที่เขาเคยให้ภูผาใส่ติดมือไว้ หลังจากที่เขาตื่นมาและพบว่ามันถูกวางทิ้งไว้ในห้องน้ำ
“ใครบอกจะทิ้ง”
ภูผาเอ่ยอย่างนึกดีใจเพราะเมื่อเช้าเขาแทบพลิกห้องหาแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ และเมื่อสบตาดีใจราวกับถูกรางวัลที่หนึ่งของอีกฝ่าย ทำให้เขารู้ว่าพลาดอย่างถนัด เลยทำได้แค่ตีหน้าขรึมวางฟอร์มเหมือนเคย
“ทำไม่ไม่ฝากใครไว้ ไม่เห็นต้องเอามาให้เองแบบนี้เลย รีบไปสนามบินไม่ใช่หรอ มัวมาเสียเวลาอะไรตรงนี้” ภูผาแอบดุไม่จริงจังนัก แต่อีกฝ่ายไม่ได้สลดแม้สักนิด
“อยากเอามาให้ด้วยตัวเองมากกว่า ไม่งั้นคงไม่สบายใจ”
“ถ้าสบายใจแล้ว ก็ไปได้แล้วทั้งรถรอคุณแค่คนเดียวไม่ใช่หรอ” ภูผาเหลือบมองพี่เล็กที่ออกมาเดินตามหาดาราหนุ่ม
“อือออ” วาตาพยักหน้าหนักๆ สองสามที ยิ้มอย่างมีความสุขอีกรอบ
“ไม่ต้องเลย อย่าแม้แต่จะคิด”
ภูผารีบพูดสกัดเมื่อดาราหนุ่มกำลังจะพุ่งตรงมาทำอะไรบางอย่างกับหน้าเขา แต่มีหรือจะห้ามอีกฝ่ายได้ทัน
ฟอดดดดด!!!
เพราะทันทีที่เขาพูดจบ วาตาก็เขย่งหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ไปเป็ที่เรียบร้อย ก่อนจะวิ่งออกไปยังรถตู้ที่จอดรออยู่และหันมาโบกไม้โบกมือเขาอีกรอบ ภูผาได้แต่ยืนเข่นเขี้ยวกับความเ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายที่ระยะหลังมาวาตามักจะใช้ความรวดเร็วตอนเขาเผลอถือวิสาสะทำอะไรแบบนี้บ่อย ๆ โดยที่เขาไม่ทันระวังตัวทุกครั้งไป และนึกโมโหกับความรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ จากัันั้นจนหน้าแดงหูแดงทุกครั้งไป .....