อักษรสามคำสลักลึกอยู่บนป้ายเหล็กสีดำเหนือประตูเมือง ลายเส้นตวัดคมกริบดุจถูกขวานจาม
นอกกำแพงเมือง ลมเหนือหอบเอาทรายและหิมะพัดกระหน่ำ ฟาดหน้าผู้คนจนเจ็บแสบ เส้นขอบฟ้าเบื้องห่างไกลออกไปมีเพียงความขาวโพลน ฟ้าดินกลืนเป็สีเดียวกันจนแยกไม่ออกว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ใด
หลี่ชิงเหลียนยืนอยู่รั้งท้ายแถวของจุดรับสมัครทหาร เขาใช้ผ้าสีเทาโพกศีรษะ สวมเสื้อสั้นผ้าป่านหยาบๆ ที่เอวมีเพียงเชือกเส้นหนึ่งผูกถุงเสบียงแห้งเอาไว้ กระบี่เหล็กธรรมดาถูกห่อไว้ในผ้าเก่าๆ ขัดสะพายไว้บนหลัง ดูเผินๆ คล้ายท่อนฟืนผุๆ ท่อนหนึ่ง
เบื้องหน้ามีคนเข้าแถวอยู่ร้อยกว่าคน ล้วนแต่เป็ผู้ลี้ภัยที่หนีความอดอยาก นักโทษหลบหนีที่เคยก่อคดี และยังมีเด็กวัยรุ่นแววตาเลื่อนลอยอีกหลายคนที่ถูกครอบครัวขายมาเป็ทหาร ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเหงื่อ กลิ่นคาวเื และกลิ่นอายของความสิ้นหวัง
นี่แหละคือแหล่งที่มาของกำลังพล ‘ค่ายทะลวงฟัน’ แห่งกองทัพพิทักษ์อุดร
เป็เบี้ยล่างในหมู่เบี้ยล่างที่ต้องไปตายดาบหน้า
ใต้เพิงรับสมัครทหาร นายทหารรับสมัครหน้าตาเหี้ยมเกรียมผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ข้างเตาไฟ ในมือกำพู่กันแน่น ทว่าลูกตากลับจ้องเขม็งไปที่ถุงเงินที่เอวของคนที่เข้าแถวอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถึงคิวของหลี่ชิงเหลียน นายทหารผู้นั้นกวาดตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้า พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเ็า
“อย่างเ้าน่ะรึ?” เขาใช้ด้ามพู่กันจิ้มไปที่หน้าอกของหลี่ชิงเหลียน “ผอมแห้งเป็ไม้เสียบผี ลมพายุของชายแดนเหนือคงพัดเ้าปลิวไปแล้ว”
หลี่ชิงเหลียนไม่ปริปาก
“รู้ธรรมเนียมหรือไม่?” นายทหารรับสมัครยื่นฝ่ามือที่มันแผลบตบลงบนโต๊ะสองครั้ง “อยากรอดตาย ก็จ่าย ‘เงินคุ้มภัย’ มาก่อนห้าตำลึง ไม่อย่างนั้นจะจับเ้าไปอยู่แนวหน้าสุดใต้กำแพงเมืองให้เป็เป้ารับธนู”
หลี่ชิงเหลียนยังคงไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
เขาเพียงเบือนหน้าไป สายตาตกลงบนศิลาหินสีเขียวสำหรับทดสอบพละกำลังที่สูงสามฉื่อข้างๆ เพิง
ป้ายหินนั้นใช้สำหรับทดสอบกำลังแขนของทหารใหม่ พื้นผิวของมันเรียบลื่น เต็มไปด้วยรอยฝ่ามือตื้นๆ ที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้
หลี่ชิงเหลียนเดินเข้าไปใกล้
นายทหารรับสมัครนึกว่าเขาจะหนี เพิ่งจะอ้าปากด่า ก็เห็นเงาร่างผอมบางในชุดสีฟ้าไปยืนนิ่งอยู่หน้าแผ่นหิน
ยกมือขวาขึ้น
นิ้วชี้และนิ้วกลางรวบชิด
“แกรก——”
เสียงดังทึบสะท้อนขึ้น เศษหินปลิวว่อน
สองนิ้วจมลึกลงไปในแผ่นหิน ลึกกว่าหนึ่งชุน ขอบรอยเจาะเรียบเนียนราวกับถูกตัดเฉือน ไร้ซึ่งรอยปริแตกแม้แต่น้อย
ทั่วทั้งเพิงรับสมัครตกอยู่ในความเงียบกริบในพริบตา
พู่กันของนายทหารหล่นลงพื้น ปากอ้าค้างจนหุบไม่ลง
หลี่ชิงเหลียนชักนิ้วกลับ ปัดผงหินที่ปลายนิ้วเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินกลับมาที่โต๊ะ
“ยังต้องจ่ายเงินอยู่อีกหรือไม่?”
ลูกกระเดือกของนายทหารขยับขึ้นลงสองครา มือสั่นเทาขณะเขียนอักษรสามคำ ‘หลี่สือเอ้อร์’ ลงในสมุดรายชื่อ จากนั้นก็ควานหาป้ายไม้สีดำแผ่นหนึ่งจากกองป้ายเก่าๆ ขาดๆ แล้วยื่นส่งให้ด้วยสองมือ
“ค่าย... ค่ายทะลวงฟัน หมวดอักษรเจี่ย”
หลี่ชิงเหลียนรับป้ายหมายเลขมา หมุนตัวเดินฝ่าพายุหิมะออกไป
เื้ั กลุ่มผู้ลี้ภัยที่เข้าแถวอยู่ส่งเสียงฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ในแววตาเพิ่มความยำเกรงขึ้นหลายส่วน
ที่ตั้งของค่ายทะลวงฟันอยู่ในห้องหินแถวหนึ่งทางเหนือสุดของด่านเฟิงเสวี่ย จะเรียกว่าค่ายพักทหารก็คงไม่ถูกนัก เรียกว่าคอกสัตว์ยังจะเหมาะกว่า ลมหนาวพัดลอดเข้ามาตามรอยแยกของกำแพง หญ้าคาบนหลังคาบางตาจนมองเห็นท้องฟ้า
หลี่ชิงเหลียนผลักประตูเข้าไป คลื่นความร้อนที่ปะปนไปด้วยกลิ่นเหงื่อและกลิ่นเหล้าชั้นต่ำก็พัดปะทะหน้า
คนสิบกว่าคนเบียดเสียดกันอยู่ด้านใน
มีชายฉกรรจ์เปลือยท่อนบนกำลังลับมีด มีเด็กหนุ่มผอมแห้งหดตัวสั่นเทาอยู่ตรงมุมห้อง และยังมีโจรป่าหน้าตาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ ซึ่งดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็พวกมีคดีติดตัวในยุทธภพ
หลี่ชิงเหลียนกวาดตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปยังเตียงว่างเตียงสุดท้ายตรงมุมห้อง
เขาเพิ่งจะวางห่อผ้าบนหลังลง ฝ่ามือหยาบกร้านข้างหนึ่งก็ตบลงบนไหล่ของเขา
“เตียงนี้ ใช่ที่ที่เ้าจะนอนได้รึ?”
เสียงดังมาจากเหนือหัว แฝงไว้ด้วยกลิ่นเหล้าที่คละคลุ้ง
หลี่ชิงเหลียนหันกลับมา
เบื้องหน้ามีชายฉกรรจ์เคราครึ้มเต็มหน้ายืนอยู่ ตัวสูงกว่าเขาถึงหนึ่งศีรษะเต็มๆ ด้านหลังชายฉกรรจ์ยังมีลูกคู่คอยสนับสนุนอีกสองคน มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
“เด็กใหม่ ไม่รู้ธรรมเนียมรึ? เตียงติดกำแพงเป็ของพวกข้า ไก่ป่วยผอมแห้งอย่างเ้า ไสหัวไปกินลมตรงหน้าประตูซะ”
หลี่ชิงเหลียนจ้องมองเขา
ชายฉกรรจ์เคราครึ้มถูกดวงตาอันไร้อุณหภูมิคู่นั้นจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด จึงเผลอกำหมัดแน่นตามสัญชาตญาณ
“ฟังภาษาคนไม่รู้เื่รึ?”
เขาเงื้อหมัดต่อย
หลี่ชิงเหลียนเอียงหัวหลบ ลมหมัดเฉียดผ่านใบหูไป
มือซ้ายยกขึ้น นิ้วทั้งห้าคว้ากระดูกข้อมือของอีกฝ่ายไว้ แล้วบิดออกไปด้านนอก
กร๊อบ
เสียงกระดูกหลุดข้อต่อดังก้อง ทำให้ทั่วทั้งค่ายพักทหารเงียบสนิท
ชายฉกรรจ์เคราครึ้มร้องครางต่ำๆ ในลำคอ แขนขวาทั้งท่อนห้อยตกลงมา หยาดเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนหน้าผากในพริบตา เขาอยากจะร้องะโ ทว่ากลับถูกสายตาของหลี่ชิงเหลียนกดทับไว้จนมิด—ในแววตานั้นไม่มีความโกรธเกรี้ยว ไม่มีแม้แต่รังสีสังหาร มีเพียงความเ็าที่ทำให้คนเสียวสันหลังวาบ
ราวกับกำลังมองมดตัวหนึ่งที่ขวางทางอยู่
“ข้าจะต่อกลับเข้าที่ให้” หลี่ชิงเหลียนปล่อยมือ “หรือเ้าจะจัดการเอง?”
ชายฉกรรจ์เคราครึ้มกัดฟันกรอด ใช้มือซ้ายประคองแขนขวาไว้ เดินโซเซถอยหลังไปสามก้าว
“เ้า... เ้าร้ายกาจนัก”
หลี่ชิงเหลียนไม่มองเขาอีก หมุนตัวนั่งลงบนเตียง แล้วหลับตาลง
ภายในค่ายพักไม่มีใครปริปากพูดอะไรอีก
มีเพียงลมเหนือที่พัดลอดรอยแยกของกำแพงเข้ามา ส่งเสียงร้องหวิวๆ
ในเวลาเดียวกัน
ภายในเมืองชั้นในของด่านเฟิงเสวี่ย ณ ร้านเหล้าเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาแห่งหนึ่ง
จ้าวหลิงเอ๋อร์ถอดหมวกคลุมหน้าออก ผลักปึกตั๋วเงินไปบนโต๊ะ เถ้าแก่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็ชายวัยกลางคนท่าทางฉลาดแกมโกง กำลังถูมือไปมาพร้อมกับยิ้มประจบประแจง
“เซ้งร้านนี้ซะ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป รับเฉพาะลูกค้าในกองทัพเท่านั้น” น้ำเสียงของจ้าวหลิงเอ๋อร์แ่เบา “เหล้าแรงๆ มีให้ไม่อั้น ข่าวสารต้องมาถึงให้ทันท่วงที”
ฉินฟางยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองทหารสวมเกราะที่เดินลาดตระเวนไปมาบนกำแพงเมืองแต่ไกล แววตาเคร่งขรึม
“เขาเข้าไปแล้ว” ฉินฟางกล่าวเสียงต่ำ
จ้าวหลิงเอ๋อร์พยักหน้า โยนจดหมายลับฉบับหนึ่งลงในเตาไฟ
“หลังจากนี้ ก็ต้องรอดูว่า เขาจะเอาชีวิตรอดในเครื่องบดเนื้อเครื่องนั้นได้นานแค่ไหน”
เปลวไฟกลืนกินกระดาษจดหมาย สาดส่องให้แววตาของนางดูวูบไหวเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดมิด
กระดานหมากแห่งชายแดนเหนือ นับจากวินาทีนี้เป็ต้นไป ได้วางหมากตัวแรกอย่างเป็ทางการแล้ว