ย้อนกลับไปเมื่อสองเดือนที่แล้วใน่ที่ผมกำลังปั่นต้นฉบับอย่างเอาเป็เอาตาย ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าการมาทำงานเป็นักเขียนเต็มตัวเนี่ยมันเป็อะไรที่สบายมาก ๆเพราะจำนวนงานในแต่ละวัน ตัวเองก็เป็คนกำหนดทั้งนั้น วันนี้จะเขียนกี่หน้าหรือวันนี้จะหยุดหาข้อมูล ดูแล้วเป็งานที่อิสระแบบสุด ๆ
แต่ความเป็จริงมันไม่ได้เป็อย่างนั้นน่ะสิ
“คุณรชานนท์ครับ วันนี้รบกวนส่งบทความ 4 หน้าก่อน 6 โมงเย็นด้วยนะครับ”
ข้อความที่ผู้ดูแลบทความของผมโทรศัพท์มาบอกได้ปลุกผมที่เพิ่งได้นอนหลับไป4 ชั่วโมง หลังจากปิดต้นฉบับนิยาย 300 หน้าได้สำเร็จให้สะดุ้งตื่นมาแบบหัวเสียสุดๆ
หลังจากที่คุยกันเสร็จผมก็หันไปดูนาฬิกาที่ข้างเตียงและพบว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึง3 ชั่วโมงก็จะถึงกำหนดส่งงานแล้ว
และนั่นก็เป็สาเหตุที่ว่าทำไมผมถึงต้องรีบเรียกสติของตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว และรีบลุกไปอาบน้ำก่อนจะพาสังขารตัวเองกลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์แบบนี้
ผมเปิดโน๊ตบุ๊คของตัวเองขึ้นมาแล้วเรียกใช้งานโปรแกรมMicrosoftWord อย่างรวดเร็ว สองมือของผมค่อย ๆ เปลี่ยนหน้ากระดาษว่าง ๆให้กลายเป็บทความทีละเล็กทีละน้อย บทความที่จะบอกเล่าเื่ราวต่าง ๆจากมุมมองของผมไปสู่ผู้อ่าน เื่ราวที่ผมอยากจะเล่าอยากจะแชร์ให้กับใครก็ตามที่ได้อ่านเื่นี้ได้รับรู้
ผมหยิบยกเื่ราวของเพลงโปรดที่ฟังใน่นี้มาเขียนเป็บทความเื่ราวของเพลง 7 years ที่ LucasGraham ศิลปินชาวเดนมาร์กสร้างสรรค์เอาไว้มันเป็บทเพลงที่ถูกแต่งออกมาอย่างลงตัว มีปรัชญาของชีวิตสอดแทรกอยู่ในเนื้อเพลงนั้นมันเป็อะไรที่ทำให้ผมประทับใจมากั้แ่ครั้งแรกที่ได้ยิน
Once I was seven yearsold…
เสียงร้องของLucasGraham ดังแว่วมาจากเว็บไซต์ฟังเพลงที่ผมเปิดฟัง เนื้อหาของเพลง 7 yearsนั้นพูดถึงว่า ‘ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ตัวเรายังเป็เด็กพ่อกับแม่เคยบอกว่าให้หาเพื่อนหาแฟนเข้าไว้ ไม่งั้นโตไปจะเหงาจะไม่มีใครยิ่งเวลาผ่านพ้นไป อายุเราก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆหากจะมาหาเพื่อนหาแฟนเอาตอนแก่แล้วมันจะไม่ทันเอานะ’ ซึ่งเนื้อหาของเพลงนี้มันสะท้อนชีวิตผมในตอนนี้เอามากๆ เลยล่ะ
การที่ผมมาทำงานฟรีแลนซ์ นั่งเขียนนิยายเขียนบทความอยู่ในบ้านเล็ก ๆ บนเกาะล้านเพียงลำพังแบบนี้มันก็มีที่มาคล้าย ๆกับที่เพลงนี้ได้พูดถึงนั่นล่ะ
ผมเป็คนที่เข้าสังคมไม่เก่งมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วตอนที่เรียนจบและไปสมัครงานเป็พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งก็ดันเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้จนต้องลาออกมานั่นเอง
ผมได้ซื้อบ้านเล็กๆ และย้ายมาอยู่บนเกาะล้านแห่งนี้เพียงลำพังแม้ว่าตอนแรกที่บ้านของผมจะคัดค้านแต่เมื่อเห็นสภาพที่เหนื่อยล้าจากสังคมเมืองกรุงของผมแล้วคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่พูดอะไรอีกเลย
ถ้าพูดถึงสมัยก่อนตอนที่ผมยังเป็เด็กนั้นผมเป็เด็กที่ค่อนข้างเงียบ ๆไม่ค่อยหาเพื่อนวัยเดียวกันออกไปเล่นตามประสาเด็กเท่าไรนักทำให้กลายเป็เด็กที่ไม่มีเพื่อน ขลุกอยู่กับการอ่านหนังสือแทบทุกวัน พอเริ่มโตขึ้นมาก็ยังพลาดโอกาสที่จะหาเพื่อนอีกเพราะความที่เป็คนพูดไม่เก่งนี่ล่ะนะ ทำให้ไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว
เฮ้อ...ย้อนคิดไปถึงตอนนั้นแล้วก็เศร้าแปลก ๆ เหมือนกันนะเนี่ย
แต่ก็ใช่ว่าชีวิตในวัยเด็กของผมมันจะเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวไปซะทีเดียวนะ
เมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นม.4 ผมก็เคยมีแฟนกับเขาเหมือนกัน เธอคนนั้นชื่อว่า ญานัน เป็เพื่อนร่วมห้องกันน่ะเธอเป็ลูกครึ่ง ไทย-รัสเซีย ที่หน้าตาไม่ค่อยจะเหมือนคนต่างชาติเท่าไรนักอาจจะเพราะว่าคุณพ่อของเธอมีผมสีดำก็ได้มั้งและตัวเธอเองก็หน้าเหมือนแม่มากกว่าก็เลยทำให้ดูไม่ออกว่าเธอเป็ลูกครึ่งรัสเซียแถมอีกอย่างนึง เธอเกิดที่เมืองไทยและอยู่เมืองไทยมาตลอดทำให้เธอพูดภาษารัสเซียไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
จะเรียกว่าเป็ความรักครั้งแรกก็ได้ล่ะมั้งตอนนั้นโต๊ะของผมกับเธออยู่ติดกันเราก็เลยได้คุยกันอยู่บ่อย ๆ ผมเป็คนที่ชอบอ่านหนังสือมาั้แ่เด็ก ๆญานันเองก็เช่นกัน และนั่นก็ทำให้เื่ราวของหนังสือต่าง ๆ ได้กลายมาเป็หัวข้อที่ทำให้เราสองคนคุยกันมากขึ้นและทำให้สนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็แฟนกันในที่สุด
ทว่า...เื่ราวความรักครั้งแรกของผมมันกลับจบลงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่เทอม 2ของชั้นม.4 คุณพ่อของญานันต้องย้ายกลับไปทำงานที่ประเทศรัสเซียบ้านเกิด และเธอเองก็ต้องย้ายไปเรียนที่นั่นตามครอบครัวด้วยด้วยเหตุนั้นเองที่ทำให้เธอบอกเลิกกับผมแม้ว่าผมจะพยายามบอกเธอว่าผมไม่สนใจเื่ระยะทางที่ห่างกันก็ตาม
ในสมัยนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารมันไม่ได้ดีเหมือนกับปัจจุบันนี้หากยังคบกันอยู่ก็รังแต่จะเจ็บด้วยกันทั้งคู่ เธอจึงขอให้เราสองคนจบกันด้วยดีจะดีกว่า
ผมเองก็เข้าใจสิ่งที่เธอบอกนะแม้ว่าในใจตอนนั้นมันจะรับไม่ค่อยได้ก็เถอะ แต่พอคิดถึงอนาคตของเธอแล้วการที่ผมไปรั้งเธอไว้มันจะยิ่งทำให้เราสองคนมองหน้ากันไม่ติดเสียมากกว่าก็เลยต้องยอมปล่อยเธอไปแต่โดยดี
ก่อนที่จะจากกัน ผมได้ให้EmailAddress ส่วนตัวไว้กับเธอ แม้จะรู้ว่าเธออาจจะไม่ติดต่อกลับมาอีกเลยก็เถอะเธอได้รับกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นนั้นเอาไว้พร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะจากไป ั้แ่วันนั้นจนถึงวันนี้เวลามันก็ผ่านไปเกือบสิบห้าปีแล้ว Email Address ของผมที่ใช้อยู่ก็ยังเป็อันเดิมกับที่เคยให้เธอไปอาจเป็เพราะว่าลึก ๆ ในใจผมอาจจะยังหวังอะไรลม ๆ แล้ง ๆ อยู่ล่ะมั้ง
พอมานึกย้อนดูอีกครั้งมันก็ทำให้ผมแอบสึกสงสัยขึ้นมาเหมือนกันว่า ในตอนนี้เธออยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่จะมีความสุขไหม จะมีแฟนใหม่หรือยัง คิดแบบนั้นไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองชักจะฟุ้งซ่านเกินไปแล้วเอาล่ะ กลับมาทำงานของตัวเองต่อดีกว่าเรา
“ผมส่งงานไปให้ทางเมลแล้วนะครับ”
“ขอบคุณมากครับ นึกว่าจะไม่ทันแล้วซะอีกนะเนี่ย ฮะ ฮะ ฮะ”
ผู้ดูแลของผมกล่าวติดตลกหลังจากที่ผมโทรศัพท์ไปบอกเขาเื่งานตอนที่นาฬิกาบอกเวลา17.50 น. จริง ๆ ถ้าหากผมไม่นั่งฟุ้งซ่านอยู่แบบนั้นล่ะก็เสร็จั้แ่ก่อนห้าโมงเย็นแล้วล่ะนะ
เมื่อผู้ดูแลของผมตรวจงานเสร็จก็กล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนจะวางสายไปและนั่นก็เป็สัญญาณว่า เวลาพักผ่อนของผมได้มาถึงแล้วผมเลื่อนเมาส์ไปที่ปุ่มกากบาทหมายจะปิดหน้าต่างเว็บบราวเซอร์ พลันสายตาของผมเหลือบไปเห็นอีเมลฉบับหนึ่งที่ถูกส่งมาเมื่อวานตอนเย็นอยู่ในกล่องจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน
AnnaYanan Palov
ชื่อของคนที่ส่งมานั้นชวนให้คิดถึงซะเหลือเกิน ชื่อเหมือนกับแฟนคนแรกของผมที่พูดถึงครู่เลยว่าแต่ ญานัน นี่นามสกุลอะไรวะ... โอ้ย! ผมนี่แทบอยากจะตบกบาลตัวเองสักทีจำชื่อแฟนคนแรกของตัวเองได้แท้ ๆ แต่ดันจำนามสกุลของเธอไม่ได้ เวรจริง ๆ
หัวข้ออีเมลที่ส่งมานั้นก็เขียนข้อความสั้นๆ ว่า Helloถึงชื่อคนส่งเหมือนกับแฟนเก่าของผมก็เถอะ แต่มา แบบนี้สแปมเมลหรือเปล่าเนี่ย...
ผมคิดถึงความน่าจะเป็ที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดคนที่ไม่ได้เจอกันจะตั้งสิบห้าปี จู่ ๆ จะส่งเมลกลับมาหาแฟนเก่าเนี่ยเื่แบบนี้มันจะเป็ไปได้ยังไงกันถ้ามันจะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นมันก็มีแต่ในการ์ตูนเท่านั้นล่ะ
ตอนที่ผมกำลังจะเลื่อนเมาส์ไปลบอีเมลฉบับนี้นั่นเองจู่ ๆ ในใจมันก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจและเปิดอีเมลฉบับนั้นขึ้นมาอ่าน อีเมลของเธอคนนั้นคนที่อยู่ในใจของผมมาตลอดเกือบสิบห้าปี อีเมลของญานัน...
‘สวัสดีคุณชา ตอนนี้ฉันอยู่ที่บ้านเก่า ว่างไหม? ช่วยมาเจอฉันหน่อยสิติดต่อมาที่เบอร์ XXX-XXX-XXXX นะ’
ชื่อจริงของผมรชานนท์ ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็เพื่อนสนิทกันมักจะเรียกว่า นนท์ เสียเป็ส่วนใหญ่เพราะชื่อเล่นของผมก็ชื่อว่า นนท์ เหมือนกัน จะมีก็แต่เธอคนนั้นล่ะที่เรียกผมว่าคุณชา และเธอคนนั้นก็คือญานันแฟนเก่าของผมนั่นเอง
“จะโทรไปดีไหม...”
ผมยังคงสองจิตสองใจอยู่ก็ไม่ได้เจอกันตั้งสิบห้าปีแล้ว ถ้าโทรไปจะให้คุยกันยังไงล่ะ ‘สวัสดี ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ?’ แบบนี้น่ะเหรอ? คิดว่ามันคงไม่ใช่แบบนั้นแน่ ๆ
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ ตัวถูกหยิบขึ้นมาถือไว้พลางนึกหาคำพูดที่จะพูดกับเธอเป็คำแรกในใจระหว่างที่กำลังคิดอยุ่นั่นเองนิ้วมือเ้ากรรมมันดันกดเบอร์โทรศัพท์ของเธอและกดโทรออกไปแล้วน่ะสิ...
“สวัสดีค่ะ”
เสียงตอบรับดังแว่วมาตามสายตายหองแล้ว เอาไงดีวะเนี่ย
“อะโล ใครคะ?”
ปลายสายเริ่มตั้งคำถามกลับมาแล้วหลังจากที่รับสายแล้วแต่กลับไม่มีใครตอบอะไรกลับไปสักที เฮ้ย! อายุจะสามสิบแล้วมาปอดแหกอะไรกับเื่แบบนี้วะเนี่ยหา!
“สะ สวัสดี”
“สวัสดีค่ะ ขอสายใครคะ?”
“ญะ ญานันครับ”
เสียงจะสั่นทำไมล่ะเนี่ยไอ้บ้าเอ้ย...
“กำลังพูดอยู่ค่ะ”
ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะตอบกลับไปว่า
“ผมเอง รชานนท์”
“คุณชาเหรอ!?”
“อะ อืม...”
น้ำเสียงของญานันที่ตอบกลับมาฟังดูท่าทางจะดีใจมาก
“สบายดีไหม?”
“ก็ดี”
ผมตอบกลับไปสั้นๆ
“ว่างไหม?”
เธอถามคำถามเดียวกับที่เคยถามไว้ในอีเมลมาอีกครั้ง
“มีอะไรหรือเปล่า?”
ผมย้อนถามกลับไปด้วยความสงสัยแฟนเก่าที่ไม่ได้เจอกันตั้งสิบห้าปี จู่ ๆ ก็ติดต่อมาแบบนี้เป็ใครก็สงสัยทั้งนั้นล่ะ
“ฉันกำลังจะตายน่ะ อยากเจอ ได้ไหม?”
หา?เหมือนผมจะได้ยินอะไรแปลก ๆ นะ
“ไม่ล้อเล่นสิ”
ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงซีเรียสแต่ญานันก็ตอบกลับมาน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน
“ฉันเคยล้อเล่นด้วยเหรอ?”
ก็เพราะไม่เคยนี่ล่ะผมถึงต้องถามย้ำไง
“ไม่อยากคุยทางโทรศัพท์ มาหาหน่อยได้ไหม”
“ที่บ้านเดิมใช่ไหม”
“ใช่”
“ผมจะรีบไป”
“จะรอนะ”
เธอตอบกลับมาเพียงเท่านั้นก่อนจะวางสายไปทันทียังเป็คนที่ปุบปับก็ตัดบทสนทนาไปดื้อ ๆ เหมือนเดิม ผมที่ได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับนั่งเอ๋อไปพักใหญ่มันมีด้วยเหรอวะ แฟนเก่าที่กำลังจะตายติดต่อกลับมาบอกว่า ‘กำลังจะตายแล้วนะ อยากเจอจัง มาหาหน่อยได้ไหม?’ คิดยังไงมันก็ประหลาดจริงๆ นั่นล่ะ