หยางเจาและสามพี่น้องเล่ากวนเตียวร่วมมือกัน กำจัดศัตรูที่เข้าขัดขวางจนหมดสิ้น แล้วเร่งเดินทางต่อ
ไม่รู้ว่าวิ่งหนีมาไกลเท่าใด เมื่อเห็นว่าด้านหลังไม่มีทหารไล่ล่าตามมาทัน พวกเขาจึงหยุดพักลง
"ผู้น้อยหยางเจา นามรองิกวาง ขอบพระคุณทั้งสามท่านที่ช่วยชีวิต"
หยางเจาแสร้งทำเป็ไม่รู้จักสามพี่น้องเล่ากวนเตียว แล้วเอ่ยแนะนำตัวเองก่อนเป็อันดับแรก
เล่าปี่จัดแจงเสื้อผ้า ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวว่า "ผู้น้อยเล่าปี่ นามรองเสวียนเต๋อ เชื้อสายหลิวเซิ่ง อ๋องจิ้งแห่งเมืองจงซาน สองท่านนี้คือน้องร่วมสาบานของข้า กวนอู นามรองหุนเตี๋ยง และเตียวหุย นามรองเอ๊กเต๊ก"
กล่าวจบ เขาก็มองไปทางหลิวจง ประสานมือโค้งกาย "คารวะท่านอ๋อง!"
"เ้าก็เป็เชื้อพระวงศ์หรือ?"
หลิวจงราวกับพบกลุ่มพวกพ้อง ยื่นมือไปกุมมือเล่าปี่ไว้อย่างสนิทสนม ทั้งยังเอ่ยด้วยความอิจฉาริษยาว่า "หากข้ามีความสามารถเช่นเสวียนเต๋อ คงไม่ต้องตกอับถึงเพียงนี้ เห็นแก่ที่เราสองคนเป็เชื้อพระวงศ์เหมือนกัน พวกเ้าต้องคุ้มครองข้ากลับไปให้ได้นะ เมื่อถึงลั่วหยาง ข้าจะกราบทูลขอความดีความชอบให้พวกเ้าแน่นอน"
หยางเจารู้สึกว่า หมอนี่เขียนตั๋วสัญญาปากเปล่าจนเสพติดเสียแล้ว
คำพูดเื่ขอความดีความชอบ หลิวจงไม่ได้เอ่ยเป็ครั้งแรก
"บอกตามตรงนะเสวียนเต๋อ ข้ากับฮ่องเต้ แม้จะพบกันน้อยครั้ง แต่ความสัมพันธ์นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว"
หลิวจงโยนเหยื่อชิ้นใหญ่ออกมาให้อีกครั้ง
ในใจเล่าปี่รู้สึกอิจฉาริษยาอ๋องกานหลิงผู้นี้อยู่ไม่น้อย
ทุกคนล้วนเป็เชื้อพระวงศ์ แต่อ๋องกานหลิงหลิวจงกลับมีเมืองศักดินา ใช้ชีวิตสุขสบายยิ่งนัก ส่วนตนกลับทำได้เพียงสานรองเท้าฟางขาย ในใจพลันเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นมา ทันทีที่ได้ยินหลิวจงเอ่ยเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าตนเองคว้าโอกาสทองไว้ได้แล้ว
หากหลิวจงกราบทูลความดีความชอบให้ ไม่แน่ว่าตนเองอาจจะได้เมืองศักดินามาบ้าง
เล่าปี่คิดเช่นนั้นในใจ แต่ปากกลับเอ่ยอย่างมีคุณธรรมว่า "ท่านอ๋องโปรดอย่าได้เอ่ยเช่นนี้ พวกข้าออกปราบปรามฏก็เพื่อความถูกต้อง เพื่อปกป้องบ้านเมือง มิใช่เพื่อลาภยศสรรเสริญ"
"กล่าวได้ดี!" หลิวจงส่งเสียงชมเชย
เมื่อครู่เห็นสองพี่น้องกวนเตียวกล้าหาญยิ่งนัก เขาจึงเร่งกระชับความสัมพันธ์ต่อ "ข้าอายุมากกว่าเสวียนเต๋อไม่กี่ปี หลังจากนี้อย่าได้เกรงใจไปเลย พวกเรานับถือกันเป็พี่น้อง ข้าขอถือวิสาสะเรียกว่าน้องชายแล้วกัน!"
"มิกล้า มิกล้า!" เล่าปี่เอ่ยตามมารยาท "พี่ชายโปรดพักผ่อนก่อน อีกครู่พวกเราต้องเร่งเดินทางต่อ"
หยางเจาทนดูความเสแสร้งของพวกเขาไม่ไหวจริง ๆ จึงเอ่ยขัดขึ้นว่า "ตามแผนการของเรา ท่านหลูจงหลางควรส่งค่ายถุนฉีมารับตัว เหตุใดจึงเป็พวกท่านสามพี่น้องเล่า?"
เล่าปี่อธิบายว่า "พวกข้าเดินทางมารับตัวพร้อมกับค่ายถุนฉี แต่เกรงว่าค่ายถุนฉีจะมาไม่ทัน จึงเร่งเดินทางล่วงหน้ามาตลอดคืน โชคดีที่พวกข้ามาถึงไวกว่าก้าวหนึ่ง"
‘โชคดีจริง ๆ !’
หยางเจานึกในใจ
เล่าปี่มาได้ประจวบเหมาะยิ่งนัก หากมาช้ากว่านี้อีกนิด เขาคงทำได้เพียงทอดทิ้งหลิวจงแล้ว
…
ณ ค่ายใหญ่ของราชสำนัก นอกเมืองกว่างผิง
"ท่านหลูจงหลาง พวกฏมาแล้วขอรับ"
โจโฉเดินเข้ามาในกระโจมทัพเอ่ยรายงาน
โลติดรีบเดินออกไปดูที่ค่ายประตู เห็นกองทัพฏมุ่งหน้าลงใต้ กำลังจะมาลอบโจมตีค่าย ก็เอ่ยเสียงเข้มว่า "จริงดังที่หยางซือหม่าคาดไว้ ทหารทั้งหมดเตรียมพร้อมรับศึก!"
ตึง! ตึง! ตึง!
ภายในค่ายใหญ่ เสียงกลองศึกดังสนั่น
ทหารจากสามค่ายที่เหลือ รวบรวมกำลังพลเดินออกจากค่ายทหาร เพื่อรับศึกกับกองฏ
าพร้อมเปิดฉากทุกเมื่อ
โลติดนั่งอยู่ใต้ธงทัพหลักคอยบัญชาการการศึก โจโฉและเซี่ยวเว่ยคนอื่น ๆ ชักกระบี่นำทหารเข้าเข่นฆ่า ศัตรูฏยกทัพมาเกือบทั้งหมด ฝ่ายราชสำนักจึงต้องรับแรงกดดันมหาศาล
'ติงมู่ เสิ่นเจี๋ย ต่อไปคงต้องหวังพึ่งพวกเ้าแล้ว'
โลติดนึกในใจ
ยามนี้ติงมู่และเสิ่นเจี๋ยกำลังนำค่ายถุนฉีและค่ายเยว่ฉีบุกทะลวงเข้าไปในกลุ่มศัตรู
"ท่านเซี่ยวเว่ยทั้งสอง ศัตรูมีความเคลื่อนไหวจริง ๆ ขอรับ เตียวก๊กส่งทหารมุ่งหน้าลงใต้ เพื่อบุกตีค่ายใหญ่ของพวกเราแล้ว"
ทหารสอดแนมคนหนึ่งควบม้าเร่งรุดกลับมาจากทางทิศเหนือ เอ่ยรายงานข่าวนี้
เสิ่นเจี๋ยเอ่ยถามว่า "ติงเซี่ยวเว่ย จะทำอย่างไรดี?"
"ทำตามแผนต่อ แต่ต้องระมัดระวังให้ดี"
ติงมู่หันกลับไปมองทหารใต้บังคับบัญชาคนหนึ่ง พลางสั่งการว่า "เ้าจงนำทหารสองพันนายแยกตัวออกจากพวกเรา ไปรับตัวอ๋องกานหลิง ส่วนกำลังพลค่ายถุนฉีที่เหลือ จงตามข้าไปลอบโจมตีค่ายศัตรู"
เสิ่นเจี๋ยตวาดสั่ง "คนของค่ายเยว่ฉี ก็จงตามข้าไปลอบโจมตีค่ายศัตรูเช่นกัน!"
ทหารของสองค่ายแบ่งออกเป็สองสาย
ติงมู่และเสิ่นเจี๋ยนำกำลังหลักควบม้าจู่โจมจากด้านหลังของค่ายศัตรู ก่อนจะบุกตรงเข้าไปในค่ายทหารทันที
"ท่านต้าเสียนเหลียงซือกล่าวไว้ไม่มีผิด โลติดมีอุบายจริง ๆ ทุกคนจงออกไปสังหารศัตรูเสีย!"
กวนไฮที่ซุ่มอยู่ในค่ายทหาร นำกำลังปรากฏตัวขวางหน้าทหารม้าของทั้งสองค่ายไว้
เมื่อเห็นดังนั้น ติงมู่ก็ใลนลาน "แย่แล้ว มีศัตรูซุ่มโจมตี!"
"ตีฝ่าออกไปก่อน!"
เสิ่นเจี๋ยตวาดเสียงสั่งการ "แล้วค่อยหาโอกาสบุกกลับเข้ามาจุดไฟเผาค่ายศัตรู"
พวกเขามีทหารม้าเป็หลัก ความคล่องตัวจึงสูงยิ่ง ทหารราบทั่วไปไม่อาจสกัดไว้ได้ พริบตาเดียวก็บุกทะลวงผ่านไปได้ จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ยื้อยุดปะทะกันอยู่บริเวณใกล้เคียงค่ายทหารฏ
ตามแผนการเดิมไม่ใช่เช่นนี้ พวกติงมู่นึกไม่ถึงเลยว่า ภายในค่ายศัตรูจะมีศัตรูซุ่มรอโจมตีอยู่
ติงมู่และเสิ่นเจี๋ยร้อนรุ่มใจยิ่งนัก หลายครั้งที่คิดจะบุกเข้าค่ายศัตรู แต่ก็ถูกห่าธนูของศัตรูสกัดไว้ ทว่าศัตรูเองก็ทำอะไรพวกเขาทั้งสองค่ายไม่ได้เช่นกัน
พวกหยางเจาเร่งเดินทางต่อมาอีก่หนึ่ง
เสียงม้าตะเบ็งดังมาจากระยะไกล
เงาร่างของค่ายถุนฉีปรากฏขึ้นตรงหน้า เมื่อมีค่ายถุนฉีมารับตัว ต่อให้ทหารฏด้านหลังจะไล่ตามมาทัน ก็ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวอีกต่อไป ในที่สุดพวกเขาก็ทำภารกิจช่วยคนเสร็จสิ้น
"ยามนี้สถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง?" หยางเจาเอ่ยถามเป็คนแรก
นายทหารใต้บังคับบัญชาของติงมู่อธิบายว่า "กองทัพฏมุ่งหน้าลงใต้ บุกตีค่ายใหญ่ของพวกเราแล้ว ท่านหลูจงหลางให้ค่ายถุนฉีและค่ายเยว่ฉีแสร้งทำเป็มารับตัวอ๋องกานหลิง ตามแผนการ ยามนี้น่าจะกำลังลอบโจมตีค่ายศัตรูอยู่ขอรับ"
"ค่ายถุนฉีและค่ายเยว่ฉีออกไปพร้อมกันเลยหรือ?"
หยางเจาชะงักไป แผนการเดิมของเขาขอเพียงส่งมาค่ายเดียวก็เพียงพอสำหรับการช่วยอ๋องกานหลิงแล้ว
ยามนี้ส่งออกมาถึงสองค่าย ดูเหมือนจะเกินความจำเป็ไปเสียหน่อย
"แย่แล้ว หากส่งมาค่ายเดียว เตียวก๊กอาจจะยังไม่สงสัย แต่หากส่งมาสองค่าย สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไปได้"
หยางเจาเอ่ยอย่างตื่นตระหนก "เสวียนเต๋อ รบกวนท่านนำทหารของฟางรุ่ย คุ้มครองอ๋องกานหลิงกลับไป มอบม้าให้ข้าตัวหนึ่ง พวกเราต้องรีบไปช่วยลอบโจมตีค่ายศัตรูด่วน!"
กล่าวจบ เขาก็ดึงทหารม้าคนหนึ่งลงมาจากหลังม้า แล้วควบม้าพุ่งตรงไปยังเมืองกว่างจงทันที
นายทหารผู้นั้นเข้าใจความหมายของหยางเจาทันที ร้องอุทานในใจว่าแย่แล้ว ก่อนจะรีบเอ่ยสั่งว่า "รีบตามหยางซือหม่าไปเร็ว!"
ทหารม้าสองพันนาย พริบตาเดียวก็หายลับไปไร้ร่องรอย
ทอดทิ้งให้สามพี่น้องเล่ากวนเตียวและหลิวจงยืนงงงวยอยู่กับที่
"หยางซือหม่า ท่านต้องกลับมาให้ได้นะ"
หลิวจงยังคงซาบซึ้งใจในบุญคุณช่วยชีวิตของหยางเจา
ฟางรุ่ยเองก็อยากจะตามไปด้วย แต่สองขาไม่อาจวิ่งแข่งกับม้าได้ จึงทำได้เพียงยอมจำนน
กวนอูเอ่ยถามว่า "พี่ใหญ่ พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อ?"
"กลับไปพบอาจารย์ก่อน!"
เล่าปี่ไม่ค่อยแน่ใจนักว่า โลติดและหยางเจามีแผนการใดกันแน่
ภารกิจหลักของเขาคือการช่วยคน ยามนี้ช่วยคนได้แล้ว เื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง
หยางเจาและพวกพ้องควบม้าเร่งรุด จนกระทั่งมาถึงด้านหลังของค่ายศัตรู
มองออกไปจากระยะไกลเห็นพวกติงมู่ยังคงยื้อยุดปะทะกับกวนไฮอยู่ เมื่อสายตามองไกลออกไปทางทิศใต้ของค่ายศัตรู ก็เห็นทหารโพกผ้าเหลืองบางส่วนเริ่มมุ่งหน้าขึ้นเหนือ เตรียมจะโอบล้อมพวกติงมู่ทั้งสองคน
สถานการณ์เปลี่ยนไปจริง ๆ การที่ส่งสองค่ายมารับตัวอ๋องกานหลิงสร้างความสงสัยให้แก่เตียวก๊กจริง ๆ ด้วย
"รีบไปช่วยท่านเซี่ยวเว่ย!" นายทหารใต้บังคับบัญชาของติงมู่เอ่ยด้วยความร้อนใจ
"อย่าเพิ่ง!"
หยางเจาสกัดพวกเขาไว้ "ยามนี้เข้าไปสมทบไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก มีแต่จะถูกศัตรูสกัดไว้เช่นกัน สู้ไปทางทิศตะวันตกของค่ายศัตรูดีกว่า ทางนั้นต้องไม่มีคนป้องกันมากแน่ บุกเข้าไปทำลายด้านในเลย ไป!"