กองทัพนับแสน ของพม่า ยืนเรียงกันเป็ชั้นๆ อย่างมีระเบียบ มีแม่ทัพนายกองขี่ม้ายืนอยู่ด้านหลัง กษัตริย์พม่า นามพระเ้าอลองพญา อีกฝ่ายมีกษัตริย์กรุงศรีนามว่า พระเ้าเอกทัศน์
“ นักรบอย่างท่าน คิดรุกรานบ้านเมืองผู้อื่น หากท่านแน่จริง ก็มาสู้กับเราตัวต่อตัว อย่าให้ต้องเสียชีวิตไพร่พลที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย”
“ ไม่นึกเลยเด็กละอ่อนอย่างเ้าจะ หาญกล้าออกมาท้าสู้กับข้าเช่นนี้ ข้าก็จะตอบสนองเ้าเอง”
พระเ้าอลองพญาวัย 55 ปี นั้นแม้อายุมากแล้ว แต่ยังทรงมีร่างกายที่แข็งแกร่ง ไม่มีใครกล้าทูลทักท้วง โอรส และ ขุนทหารทั้งหลาย ล้วนมั่นใจว่า กษัตริย์ของพวกเขาต้องชนะ กษัตริย์หนุ่มที่ไม่เคยแม้จะออกรบเลยได้อย่างแน่นอน
ทั้งสองกษัตริย์สองแผ่นดิน ขี่ม้าถือทวน พุ่งเข้าใส่กัน ทวนทั้งคู่ต่างทิ่มใส่กันอย่างไม่มีใครกลัวใคร แต่ด้วยกษัตริย์อลองพญานั้นเป็แม่ทัพเจนศึก อาศัยประสบการณ์ที่เหนือกว่า แกล้งเปิดจุดอ่อนให้พระเ้าเอกทัศนืแทงทวนเข้าใส่ พอแทงทวนออก ก็แค่หลบฉากเล็กน้อยก็ทิ่มทวนเข้าใส่สีข้างของ พระเ้าเอกทัศน์ จนร่างปลิวลิ่งลงไปกับพื้น เืไหลทะลักออกมา พระองค์เ็ปยิ่งแต่ไม่แสดงอาการ ใช้ผ้าพันาแเอาไว้แน่น แล้วชักดาบออกมาเตรียมต่อสู้ต่อ กษัตริย์อลองพญายิ้มอย่างมั่นใจ ะโจากหลังม้า ทิ้งหอก แล้วชักดาบออกมาเข้าปะทะด้วย ทั้งสองปะทะกันเหมือนกับเด็กและผู้ใหญ่สู้กัน ฝ่ายกรุงศรีก็ได้แต่กุมขมับมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด เห็นพระเ้าเอกทัศน์สู้สุดชีวิต แต่ไม่อาจทำอะไร เทพาอย่างพระเ้าอลองพญาได้เลย
ถูกไล่ตี ไล่ต่อยอย่างเหนือชั้น จนกระทั่ง พระเ้าเอกทัศน์ล้มลง พระเ้าอลองพญายกดาบขึ้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของทหารศึกของพม่าอย่างดีใจ ขณะกำลัังจะปักดาบลงกลางอกของพระเ้าเอกทัศน์ แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีมีดบินเล่มเล็ก พุ่งออกมาจากมือของทับ พุ่งเข้าไปปักที่มือของพระเ้าอลองพญาทำให้ดาบหลุดจากมือ
“ บังอาจ” พระเ้าอลองพญาโกรธมาก เตะเข้าที่กลางลำตัวพระเ้าเอกทัศน์จนปลิว ทับรีบมารับร่างของพระองค์เอาไว้ แต่พระเ้าอลองพญากลับมาถึงตัว แล้วใช้มือที่ไม่ได้รับาเ็ คว้าคอของทับเอาไว้ ทับจำต้องปล่อยร่างของพระเ้าเอกทัศน์จนร่วง ตุ๊บ ! ไปกับพื้น แล้วใช้มือขวาต่อยเข้าไปที่หัวใจของ พระเ้าอลองพญา
ตูม !!!
เสื้อเกราะที่ใส่ถึงกับแตกหัก หัวใจถูกกระแทกจนเส้นเืหัวใจฉีกขาด นี่คือท่าไม้ตายของทับ แล้วก็รีบอุ้มร่างของ พระเ้าเอกทัศน์ กลับขึ้นม้า พวกทหารของพม่าก็มาถึง คอยประคองร่างของพระเ้าอลองพญาเอาไว้ แล้วเข้าโจมตีกองทัพกรุงศรีทันที
ทับรีบพาพระเ้าเอกทัศน์ที่หมดสติไปแล้ว เข้ารักษาภายในวัง ปล่อยให้ พระเ้าอุทุมพรที่บัดนี้เป็กษัตริย์เป็ผู้บัญชาการรบแทน
ผลแห่งศึก พวกพม่าไล่ยิงปืนใหญ่เข้าใส่พระนครเพียงเจ็ดวัน ก็เลิกทัพกลับกรุงอังวะ มีข่าวบอกว่า พระเ้าอลองพญามีอาการป่วยไข้ แต่พอยกทัพกลับไปยังไม่ถึงกรุงอังวะ ก็สิ้นพระชนม์ทันที
พระเ้าเอกทัศน์ก็าเ็ยังไม่หายดี ก็มีข่าวว่า กรมหมื่นเทพพิพิธ ก็หนีออกมาจากเมืองลังกา มากับพราหมณ์ท่านหนึ่งชื่อว่า ราชิต มาเข้าเฝ้าพระเ้าอยู่หัวอุทุมพร
“ เสด็จพี่ให้เ้าไปเมืองลังกา แล้วนี่กลับมาทำไม ไม่เกรงกลัวพระองค์จะลงอาญารึ?”
“ กระหม่อมเตรียมทัพมาเพื่อช่วยพระองค์ รบกับพวกพม่า หาได้คิดเป็อื่นไม่”
“ ตอนนี้ เสด็จพี่ประชวร เ้ารีบกลับไปซะ อย่าอยู่ที่นี่ หากเสด็จพี่หายประชวร ข้าก็คงต้องกลับไปบวชพระเหมือนเดิม คงช่วยอะไรเ้าไม่ได้”
“ กระหม่อมเข้าใจ พระองค์ไม่ต้องกังวลไป กระหม่อมไม่ทำให้พระองค์ต้องลำบากพระทัยแน่นอน”
กรมหมื่นเทพพิพิธ เดินออกไปพร้อมกับพราหมณ์ราชิด ทั้งสองกลับมาถึงตำหนักเก่าของตน พราหมณ์ราชิดก็เอ่ยว่า
“ กองทัพผีดิบของเรา มีอยู่ร้อยตนแล้ว แค่นี้ก็จัดการกับ ขุนหลวงเอกทัศน์ได้แล้ว ให้ข้าส่งพวกมันไปจัดการเลยไหม”
“ ท่านแน่ใจนะ ว่าไม่มีใครสังหารพวกกองทัพผีดิบของท่านได้”
“ ท่านกรมหมื่น ก็เห็นแล้วไม่ใช่รึ ว่าไม่มีอาวุธชนิดใด ทำอะไรมันได้”
“ ดีถ้าเช่นนั้น ส่งพวกมันไป วัดดวงกันไปเลย หากท่านไม่ตายเราก็ไม่รอดอยู่ดี”
ตำหนักของพระเ้าเอกทัศน์ ในขณะที่กำลังระบมด้วยพิษาแ นอนซมอยู่นั้น ทับก็กำลังลูบดาบสนิมเขรอะ ที่พ่อครูมอบเอาไว้ให้ แล้วบอกว่า มันชื่อดาบสยบฟ้า
ทันใดนั้นเอง ทับก็ได้ยินเสียงลมวูปไปมา คล้ายมีอะไรบางอย่างผิดปกติ ไม่ทันที่จะเปิดประตูออกไปดู ก็มีทหารองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง ก็วิ่งเข้ามารายงาน
“ หนีเร็ว ผีดิบบุกวังแล้ว” มันพูดได้เท่านี้ ผีดิบหลายตนก็เข้ามากัดกินร่างขององครักษ์อย่างสยดสยอง
ทับตวัดดาบสยบฟ้าฟาดใส่พวกมันไป ร่างผีดิบกระเด็นออกไปนอกห้อง แต่ไม่อาจระคายผิวของมันได้
“ ดาบสยบฟ้าอะไรวะ เนี่ย ไม่ระคายผิวของพวกมันเลย”
พระเ้าเอกทัศน์ ทรงรู้สึกตัว เห็นฝูงผีดิบบุกเข้ามาก็ใยิ่งนัก ผีดิบตัวหนึ่งเข้ามาแล้วแทงกรงเล็บใส่พระองค์ แต่ทับพุ่งตัวเข้ามาป้องกันเอาไว้ กรงเล็บไม่อาจทิ่มผ่านร่างของเขาได้ แต่ก็ทำให้เขากระอักเืออกมาจากภายใน เืของเขาหยดลงที่ตัวดาบสยบฟ้า ทันใดนั้น ก็มีแสงสว่างวาบออกมาจากตัวดาบ สนิมที่จับตัวดาบเอาไว้ ก็ค่อยๆ หลุดออก กลายเป็ดาบสีเงินแวววับเหมือนใหม่ ขจรตวัดดาบออกไป ผีดิบสี่ตน ที่อยู่ในห้องบรรทม ถึงกับสลายกลายเป็เถ้าถ่านไปในทันที
“ ดาบสยบฟ้า พ่อครูไม่ได้หลอกเราจริงๆด้วย”
ทับดีใจนัก เดินหน้าออกไปจัดการกับ ฝูงผีดิบนับร้อย เพียงไม่ถึงชั่วยาม พวกผีดิบ ก็ถูกจัดการกลายเป็เถ้าถ่าน ไปจนหมดไม่มีเหลือ
แล้วพระเ้าอุทุมพรก็พากำลังทหารมาช่วยแต่ก็ไม่ทันแล้ว ผีดิบเ่าั้ถูกกำจัดไปหมด
“ เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย”
“ ผีดิบ ผ่านการปลุกเสกจากพวกหมอผี ไสยเวทย์ดำ คิดว่า น่าจะเป็ปุโรหิตราชิต” ทับเอ่ยไปตามที่ ได้รับข้อมูลจาก พ่อครู
“ ปุโรหิตราชิต ที่ถูกขุนชำนาญสังหารไปแล้ว ไม่ใช่รึ แล้วมันฟื้นกลับมาได้ยังไง”
เ้าฟ้าเอกทัศน์เอ่ยด้วยความสงสัย
“หรือว่า เกี่ยวข้องกับพราหมณ์จากเมืองลังกา ที่ตาม กรมหมื่นเทพพิพิธ กลับมาด้วย”
“ อะไรนะ กรมหมื่นเทพพิพิธมันกลับมากรุงศรีอย่างนั้นรึ?”
“ กระหม่อมได้ขับไล่มันกลับไปแล้ว เสด็จพี่ทรงพระทัยเย็นลงก่อน”
“ ไม่ได้ ไอ้คนนี้มันเลี้ยงไม่เชื่อง ไอ้ทับ มึงพาทหารองครักษ์ไป กุดหัวมันมาให้กู เดี๋ยวนี้”
ทับนำทหารม้าควบไปที่ตำหนักของกรมหมื่นเทพพิพิธแต่ไม่พบสิ่งใด แต่ถามบ่าวไพร่ได้ความว่าพวกเขาหลบหนีไปแล้ว ทับรีบควบม้าไปเพียงคนเดียวไปที่ท่าเรือ พบเรือสำเภากำลังออกจากท่าน้ำ ทับะโขึ้นเรือ พบคนของกรมหมื่นเทพพิพิธหลายคน พร้อมกัน พราหมณ์ราชิต
“ กรมหมื่นเทพพิพิธ ออกมาเดี๋ยวนี้”
“ เ้าหนูนี่มาเพียงคนเดียว ช่างกล้านัก เหมาะจะจับมันมาเป็ทาสของข้า” พราหมณ์ราชิตยกมือส่งสัญญาณให้ คนบนเรือกว่า ยี่สิบคนเข้ามารุมจับ ทับ แต่ว่าพวกมันหรือจะสู้ทับได้ ถูกเตะ ต่อย ร่วงไปกองกับพื้น บางคนกระเด็นตกน้ำ
สร้างความใ ให้กับ พราหมณ์ราชิตเป็อย่างยิ่ง จึงท่องคาถาออกมา ปรากฏว่า มีผีดิบโผล่ขึ้นมาจากใต้ท้องเรือ สิบตน
“ ฮ่า ฮ่า นี่คือองครักษ์ผีดิบของข้า มาดูกันว่าเ้าจะแน่สักแค่ไหน”
ทับชักดาบสยบฟ้าออกมา แล้วพุ่งตัวออกไป ฟันหัวของผีดิบจนขาดสะบั้น ร่างกายกลายเป็ขี้เถ้า ที่เหลือทับก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่อึดใจก็จัดการพวกมันได้หมด
“ ที่แท้เป็แกนี่เอง ที่ทำลายแผนการณ์ของพวกข้า วันนี้แกต้องตาย ข้าแต่เทพอนันตกาล ข้าคือสาวกที่ซื่อสัตย์ภักดีของท่าน ได้โปรดมอบพลังให้กับข้าด้วยเทอญ” แล้วทันใดนั้นเอง พราหมณ์ราชิตก็นำกล่องออกมาจากย่าม แล้วหยิบก้อนสีแดงออกมา มันคือหัวใจของมนุษย์ ! แล้วกลืนกินลงท้องไป คราวนี้ดวงตาของมันเริ่มแดงกล่ำ ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นสองเท่า มีเขาขึ้นที่หัว 1 หัว มีเืไหลออกมาท่วมร่าง กลายเป็ปีศาจโลหิตไป
“ ปีศาจโลหิต” ทับเอ่ยอย่างใ เคยอ่านในตำราของท่านฤาษีมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอกับตัวเช่นนี้
.จังหวะที่ทับตื่นตะลึงอยู่ มันก็พุ่งตัวอย่างว่องไว ตบเข้าที่ร่างของทับจนกระเด็นไปชนเสากระโดงเรือจนหัก ทับกระอักเลือกออกมา แล้วม้วนตัวไปกับพื้น ใช้ดาบสยบฟ้ากรีดไปที่่ขาของมัน จนมีาแลึก แต่ทว่า าแของมันกลับสมานกลับมาเป็เหมือนเดิม
“ ข้าเป็ะไม่มีวันตาย แกไม่มีทางทำอะไรข้าได้ หรอกไอ้หนู”
ทับนั้นแม้จะหลบรอดจากการโจมตีของปีศาจโลหิต ได้แต่ก็ไม่อาจทำอะไรมันได้ร่างของมันถูกฟันแล้วก็กลับมาเป็ปกติ จนกระทั่งได้ยินเสียงของพ่อครูดังแว่วมาว่า
“ เืของเอ็งจัดการมันได้ ดาบสยบฟ้ามัน้าเืเพิ่ม”
ทับเลยใช้ดาบสยบฟ้ากรีดเข้าที่ฝ่ามือ ของตน เืไหลซึมเข้าไปในตัวดาบจนกลายเป็สีแดงเพลิง ปีศาจโลหิตมันยกมือแทงกรงเล็บเข้าใส่ทับอีกครั้ง แต่คราวนี้ทับไม่หลบกลับพุ่งตัวเข้าใส่ตวัดดาบฟันแขนของมันจนขาด แล้วก็เข้าใกล้มันแล้วแทงเข้าที่กลางอกของมันจนทะลุหลัง มันหงายหลังล้มตึงไป ร่างขอมันก็ค่อยๆ สลายกลายเป็ขี้เถ้าไปในทันที
“ ขอบพระคุณพ่อครู” ทับเอ่ยออกมา เงาิญญาของพ่อครูก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าส่งยิ้มให้เขา แล้วก็ค่อยๆสลายกลายเป็สะเก็ดดาวหายไปในฟากฟ้า
ขจรตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพยายามนึกว่า ดาบสยบฟ้านั้นอยู่ที่ไหนกันแน่ แต่ว่าเขานึกยังไงก็นึกไม่ออก
“ ถ้ามีดาบสยบฟ้าละก็ คงปราบผีดิบพวกนี้ได้อย่างแน่นอน”
วันนี้ขจรไปเรียนที่มหาลัย ก็พบว่า มีคนนำดอกไม้มาวางเอาไว้หน้ามหาลัยมากมาย พร้อมกับมีรูปของนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เหมือนว่าเธอจะตาย แล้วเพื่อนๆ เลยจัดพิธีระลึกถึงเธอขึ้นมา ขจรเดินเข้ามาหาเพื่อนๆ ที่กำลังพูดคุยกันเื่ของคนที่ตายไป พอเห็นขจรเข้ามาก็เอ่ยว่า
“ รู้เื่น้องใหม่ที่ตายหรือยัง” กิ๊ฟเอ่ยถามทันที
ขจรส่ายหัว
“ ก็เมื่อคืน มีคนร้ายทุบกระจะห้องน้ำ ชั้นสอง แล้วปีนเข้ามาที่หอพักหญิง น้องสา นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่ง กำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำของหอพัก ถูกมันคนร้ายข่มขืน แล้วฆ่าตายไป ป่านนี้ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้เลย”
“ ในหอพักหญิงเนี่ยนะ เป็ไปได้ยังไง?”
“ นั่นซิ คนร้ายเข้ามาได้ยังไง ทั้งๆ ที่หอพักหญิงก็ห้ามผู้ชายเข้า ขนาดรปภ. แม่บ้านยังเป็ผู้หญิงหมดเลย” ซีเอ่ยด้วยความสงสัย
“ หรือว่า จะเป็พวกช่าง ที่มาซ่อมไฟ หรือ ประปา พอเห็นน้องสา เลยอดใจไม่ไหว”
“ มีที่ไหนเล่า หากเป็พวกช่างที่เข้ามา จะมีรปภ. ไปยืนคุมงานตลอด พวกเขาไม่อาจทำอะไรได้” กิ๊ฟอธิบาย
ขจรมองไปที่ตึกหอพักหญิง ที่ดูมืดครึ้ม กลิ่นไอความตายยังไม่จางหายไป แล้วก็มีเงาิญญาของ หม่อมสังวาลย์ปรากฏตัวขึ้น บนระเบียงห้องชั้นที่ 2 บางทีผู้ที่เห็นเหตุการณ์อาจมีเพียง ิญญาหม่อมสังวาลย์ก็เป็ได้ แต่จะไปถามเธอตรงๆ จะดีไหม?
“ทางตำรวจว่าไงบ้าง” ขจรเอ่ยถามทุกคน
“ พ่อบอกว่า ตอนนี้กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทั้งหมดก่อน ส่วนผลชันสูตรศพอยู่ คงต้องรออีกสักพัก ถึงจะรู้สาเหตุการตายที่แท้จริง”
“ ตราบใดที่คนร้ายยังลอยนวลอยู่แบบนี้ ทุกคนก็ยังคงมีอันตรายอยู่ ทำไมมหาลัยไม่สังปิดไปก่อนนะ รอให้จับคนร้ายค่อยเปิดใหม่ก็ได้” ซีเอ่ยอย่างไม่สบายใจ
ขจรเองก็ไม่สบายใจนักในเื่นี้ แม้นจะรู้ว่า กรรมของใครก็กรรมของมันต้องชดใช้แต่ว่า หากมันกล้าเข้ามาทำร้ายคนในมหาลัยอย่างนี้ เขาทำอะไรได้ก็ต้องทำ
ขจรขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่ว่า กลับขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วทำการเรียกดวงิญญาของหม่อมสังวาลย์ออกมา
เงาิญญาของหม่อมสังวาลย์ ปรากฏร่างจางๆ ให้ขจรเห็นทันที
“ มหาดเล็กทับ นี่เป็เ้าจริงๆ ใช่หรือไม่”
“ นั่นมันเป็อดีตชาติ ตอนนี้ผมเกิดใหม่แล้ว”
“ ข้ายังจำได้ที่เ้านำยาแก้ปวดมาให้ข้าก่อนที่จะถูกลงโทษ แต่ว่าข้าไม่ได้กินลงไปหรอก ข้าอยากตายตาม เ้าพี่ไปมากกว่า”
“ เื่อดีตมันผ่านไปแล้ว ท่านไยไม่ไปเกิดใหม่เล่า”
“ ข้าไม่รู้ ั้แ่ข้าตาย ิญญาข้าก็แร่ร่อนไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะไปเกิดยังไง จนกระทั่งิญญาข้ามาหยุดอยู่ตรงบริเวณนี้ มันทำให้ข้ามีความสุขสงบอย่างประหลาด จนมาได้พบกับ เ้าพี่ที่เกิดใหม่เป็อาจารย์ธิเบศ”
“ คงเป็ชะตาฟ้าลิขิตของท่านกับอาจารย์ธิเบศ แต่ผมอยากรู้ว่า ใครเป็คนร้ายที่ฆ่าน้องสา นักศึกษาแพทย์ที่ตาย”
“ ข้าเองก็ไม่เห็นหน้าคนร้าย มันสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า ถึงแม้นว่ามันจะเปิดหน้าข้าเองก็ไม่รู้จักพวกมันอยู่แล้ว”
ขจรได้แต่ส่ายหัว ช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
“ แต่ว่าข้ารู้ความลับของมัน”
“ ความลับ?”
“ ใช่แล้ว คนร้ายไม่ใช่ผู้ชายแต่เป็ผู้หญิง”
“ หา แล้วทำไมตำรวจบอกว่า น้องสาถูกข่มขืนกันเล่า”
“ คนร้ายใช้เข็มฉีดยาอะไรไม่รู้แทงเข้าที่รูหูของเด็กคนนั้น แล้วก็ใช้สิ่งที่เหมือนองคชาติของชายกระแทกเข้าไป แล้วใส่น้ำเชื้อผู้ชายไปแทน แล้วมันก็บีบคอ เด็กคนนั้นจนตาย ช่างโเี้จริงๆ ข้าอยากจะช่วยแต่ว่าข้าไม่อาจช่วยเธอได้เลย”
“ ไม่อยากจะเชื่อ กลับมีเื่เช่นนี้ด้วย แสดงว่าคนร้ายอาจเป็นักศึกษาแพทย์เหมือนกัน ”...