เขาว่ากันว่าคนเราเวลามีความรักหัวใจจะพองโตและมีรอยยิ้มได้ง่ายดาย แม้ว่าจะไม่ได้มีเื่อะไรดี ๆ เกิดขึ้นก็ตาม ผมเพิ่งเห็นด้วยจริง ๆ ก็คราวนี้แหละ แม้ว่าตอนคบกับมินมันก็คือความรักแต่ก็ไม่ได้สุขจนอยากยิ้มเป็บ้าเป็หลังตลอดเวลาแบบนี้เลย
ผมรู้สึกเหมือนกำลังโบยบินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ที่หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นความรัก แต่มันคงจะสมจริงกว่านี้...ถ้าผมไม่ต้องมานั่งยิ้มแฉ่งอยู่ท่ามกลางเสียงเพลงอกหักในคลับ พร้อมกับสามหนุ่มสามมุมที่ปล่อยอารมณ์มืดมนของพวกมันออกมาทั่วโต๊ะ
“เฮ้อ! ไม่มีใครคิดจะพูดอะไรเลยเหรอเนี่ย”
“มึงก็พูดมาสิ”
“ก็อยากจะพูดอยู่หรอกนะครับพี่บิว แต่ดูท่าแล้วคืนนี้พี่กับไอ้สองตัวนี้น่าจะมีเื่พูดมากกว่าผมนะ”
“กูไม่มี”
“แต่ผมว่าไอ้พิชญ์น่าจะมีนะ มัน --”
ปึ้ง!
ห่าเหวววว! หัวใจลงไปถึงตาตุ่ม!
ดีนะที่พี่บิวไม่เอาแก้วฟาดหน้าผมเนี่ย ห่า...วางแรงจนโต๊ะแทบทะลุ
“อย่าพูดชื่อมันให้กูได้ยินอีกไอ้เตี๋ยว!”
แม่ง...แค่ได้ยินชื่อก็ฟิวส์ขาดขนาดนี้ ผมว่าเื่ใหญ่สัด ๆ แน่
“เฮ้อ...ผมก็แค่จะบอกว่ามันโทรหาผมทุกวันเพราะพี่เอาแต่หนีมัน”
“กูไม่ได้หนีเพราะกูไม่ได้ทำอะไรผิด มันต่างหากที่ต้องหนีหน้ากูไม่ใช่หน้าด้านวิ่งตามกูแบบนี้!”
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าเื่อะไร แต่น้องมันคงแค่อยากคุยกับพี่” ไอ้ฟ่าแทรกขึ้นมาตรงใจผมเป๊ะ
“แต่กูไม่มีอะไรจะคุยกับมัน พวกมึงก็ควรเลิกยุ่งกับมันด้วย” พี่บิวพูดด้วยเสียงเย็นเฉียบ จ้องมองพวกผมด้วยสายตาเอาจริง แบบที่พวกผมรู้ดีว่าครั้งนี้มันเื่ใหญ่เกินกว่าที่พวกผมจะช่วยไอ้พิชญ์ได้
“ถ้าพี่จะให้พวกผมเลิกคบไอ้พิชญ์ ผมขอถามเหตุผลหน่อย”
การมีเหตุมีผลมันก็เป็เื่ที่ดีเหมาะสมกับสันดานตรงดิ่งของไอ้ฟ่าอยู่หรอกนะ แต่จากสีหน้าพี่บิวแล้วผมว่ามันจะผิดเวลาไปหน่อยรึเปล่าวะ
“เพราะว่ามันไม่ได้ดีเหี้ยอะไรอย่างที่พวกมึงคอยบอกกูน่ะสิ! ถ้ามึงยังจะคบกับมันก็เื่ของมึงนะไอ้ฟ่าแต่อย่าเอามันมาเกี่ยวข้องกับกูอีก ถ้ามีมันต้องไม่มีกู!”
“เฮ้ย! จะไปไหนพี่!” ผมรีบร้องถามพี่บิวที่ลุกขึ้นจากโต๊ะไม่บอกไม่กล่าว
“กูมีนัด” พี่บิวบอกหน้านิ่งก่อนเดินออกไปจากโต๊ะ
“นัดกับใครวะถึงได้ชิ่งพวกเราได้เนี่ย” ผมหันไปคุยกับไอ้ฟ่าที่ยังยกแก้วเหล้าของตัวเองขึ้นมาจิบต่อ แบบไม่สะทกะเืกับอารมณ์ติสต์แตกของพี่บิวเลยสักนิด
นี่ผมต้องพาหัวใจสีชมพูของตัวเองมานั่งอึมครึมอยู่กับอะไรแบบนี้เหรอวะเนี่ย พี่บิวแม่งก็อารมณ์แปรปรวน ไอ้ฟ่าก็เหม่อลอยอยู่เกือบตลอดเวลา แม้ว่ามันจะยังตอบโต้อยู่บ้างก็เหอะ ส่วนไอ้เชี่ยคิว...
“ไอ้คิวแดกเหล้าเยอะไปแล้วนะ กูว่าพอเหอะ มึงต้องขับรถกลับบ้านอีกนะเว้ย”
“ไม่...กลับ...”
“มึงจะไม่กลับได้ไง มึงจะนอนที่ร้านเขาหรือไงวะ” ผมเอือมกับความเมาเรื้อนของมันจริงเชียว ขนาดเมาจนเลื้อยลงกับโต๊ะแล้วแต่ก็ยังดื้อดึงจะแดกต่ออีก
“กู...ไม่กลับ...กูไม่กลับไปหาหรอกโว้ย! กูไม่กลับไปหาผู้หญิงใจร้ายแบบนั้นหรอก!”
อ้าวแม่ง...สรุปว่ามันพูดถึงใครวะครับ
“พูดห่าอะไรเนี่ย...มึงโคตรเมาเลยไอ้คิว กูว่ามึงกลับบ้านเหอะ” ผมแย่งแก้วเหล้าจากมือไอ้คิวแล้ววางไว้ให้ไกลตัวมัน
“กูไม่อยากกลับแต่กูก็ต้องกลับ...ใช่ไหมไอ้เตี๋ยว กูบอกไปแล้วว่าจะไม่กลับไปหาเขาอีก แต่กู...กูทำไม่ได้...กูทำไม่ได้...มึงได้ยินรึเปล่าวะ!”
“เออ ๆ! กูได้ยินแล้วโว้ย!” เขย่าจนหัวกูสั่นเป็เ้าเข้าเลยไอ้ห่าน!
“มึงต้องช่วยกูนะ! มีแต่มึงเท่านั้นที่ช่วยกูได้นะไอ้เตี๋ยว!”
“เฮ้ย! ไอ้เชี่ยยยย กูหายใจ...ไม่...ออก” หยุดเขย่ามันก็ดีหรอก แต่ไอ้การกอดจนเครื่องในกูจะมากองรวมกันเนี่ยมันไม่ไหวโว้ย
“มึงพามันกลับเหอะ” ไอ้ฟ่าบอกผมที่กำลังพยายามดันตัวไอ้เพื่อนขี้เรื้อนออกจากตัว
“แล้วรถมันล่ะ”
“เดี๋ยวกูให้คนมาขับรถมันไปให้ มึงไปส่งมันแล้วกัน”
“เออ ๆ เอางั้นก็ได้” ผมตกลงตามไอ้ฟ่าบอกพลางส่งกุญแจรถของไอ้คิวให้ “กูอยู่เป็เพื่อนมึงก่อนไหม”
“ไม่ต้องหรอก กูรอคนที่นัดไว้ด้วย”
“ใครวะ”
“แฟนฝุ่น”
“มึงนัดเขามาเหรอวะ”
“อือ...กูจะจบมันคืนนี้แหละ”
“ฮะ! นี่มึงจะทำจริงดิ...สีฝุ่นมันต้องเกลียดมึงแน่ มึง...คิดดีแล้วเหรอวะฟ่า” ผมเตือนเพื่อนรักเป็ครั้งสุดท้าย แม้ว่ามันจะเริ่มแผนการชั่วร้ายมาได้สักพักแล้วแต่ผมก็ยังคิดว่ามันอาจจะเปลี่ยนใจ
“กูยอมรับนะ...ว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีหรอก แต่ยิ่งกูได้รู้จักผู้หญิงคนนี้กูก็ยิ่งแน่ใจว่าคิดถูกแล้วที่ทำแบบนี้ มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูก แต่มันเป็สิ่งที่กูควรทำว่ะ”
“เฮ้อ...ตามใจมึงแล้วกัน กูขอให้มึงผ่านมันไปให้ได้ก็แล้วกันนะ” ผมตบไหล่ยูฟ่าเพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจในความเสียสละของมัน แต่ก็ไม่รู้จะห้ามปรามอะไรได้มากกว่านี้ เมื่อเห็นสายตาเด็ดเดี่ยวของมันผมก็ได้แต่เอาใจช่วยเท่านั้นแหละ
“มึงกลับเหอะ ก่อนที่ไอ้คิวจะเมาหนักกว่านี้” ไอ้ฟ่ายกแก้วในมือไปทางไอ้คิว
“เฮ้ย! ไอ้เชี่ยเลิกแดกได้แล้ว” ผมรีบคว้าแก้วของพี่บิวที่ไอ้คิวคว้าไปกินั้แ่เมื่อไรไม่รู้ จนเหล้าหกเลอะเทอะใส่เสื้อมันเต็มไปหมด
“ม่าย! กูจะมาวววว มาวหั้ยลืมมมม”
ผมรีบรวบตัวมันไว้อย่างไวก่อนที่มันจะลงไปแดดิ้นขอเหล้ากินบนพื้นร้านให้อับอายขายหน้าชาวประชา
“กูไปก่อนนะเว้ยฟ่า”
“อืม...เจอกัน”
“เออ ๆ”
.
.
ภาระ! พูดได้คำเดียวว่าภาระกายกูจริง ๆ!
ผมก่นด่าไอ้เพื่อนซี้อยู่ในใจเพราะมันเมาเรื้อนอย่างเดียวไม่พอ ยังเสือกขาเปลี้ยจนดึงผมลงมานอนเช็ดพื้นที่หน้าร้านด้วย เจ็บกายยังพอทนแต่อายเนี่ยเื่ใหญ่ คนตั้งเยอะแยะ เสียภาพลักษณ์คนคูลหมด
“เชี่ยคิว เลิกดิ้นโวยวายอะไรที่กูไม่เข้าใจ แล้วลุกขึ้นสักทีได้ไหมเนี่ย” ผมด่าไอ้คิวและพยายามดึงมันขึ้นจากพื้น
“กูม่ายปาย กูจาปายหาพี่อุ่นนนน”
“พี่อุ่น? หมายถึง...พี่หมออุ่นเหรอวะ”
“อุ่นนนน~”
สรุปว่าที่ไอ้คิวมันโวยวายเมาหัวราน้ำแบบนี้เพราะพี่หมออุ่นงั้นเหรอ แม้ผมจะรู้ว่ามันไปไหนมาไหนกับพี่หมออุ่นบ่อย ๆ แต่ผมก็แค่คิดว่ามันสนิทกับพี่เขาเหมือนที่มันสนิทกับพวกรุ่นพี่ทั้งหลายไปทั่วนั่นแหละ แต่พอดูจากสภาพมันตอนนี้แล้วผมคงต้องกลับไปถามพี่ธิวหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเพื่อนผมกับเพื่อนพี่เขากันแน่
“เออ ๆ กูจะพาไปหาพี่อุ่น แต่มึงต้องลุกขึ้นมาก่อน”
“ปาย...ปาย...พี่อุ่น” ไอ้คิวยังคงพล่ามหาพี่หมออุ่นไปเรื่อยแต่ก็ยอมลุกขึ้นตามแรงดึงของผม
“ยืนดี ๆ ดิวะ...เฮ้ย!”
หาเื่ให้กูล้าวววว!
ยืนยังไม่ตรงแต่เสือกวิ่งไปกระชากแขนสาวที่เดินมากับคนกลุ่มใหญ่แถมมีผู้ชายตั้งหลายคน กูจะเจอตีนไหมเนี่ยฮะ!
“พี่อุ่น…จาปายหนาย”
“ว้าย! อะไรเนี่ย!” ผู้หญิงที่ถูกไอ้คิวจับแขนไว้ร้องโวยวายด้วยความใ
“เฮ้ย! มึงทำอะไรแฟนกูวะ!”
นั่นไงมึง! ได้เจอตีนเท่าตึกใบหยกแน่ไอ้ฟายยยย!
“ขอโทษครับ ๆ พอดีเพื่อนผมเมา มันจำคนผิดน่ะครับ” ผมรีบเข้าไปกันไอ้ผู้ชายตัวใหญ่เท่าเดอะฮัลค์ก่อนที่เขาจะส่งตีนมาถีบหน้าไอ้คิว
“ม่ายผิด! นี่พรหมลิขิตของกู!” ไอ้คิวะโใส่ผมและพยายามจะเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้นอีก
“ไอ้เหี้ยนี่!”
“เฮ้ย! พี่ ๆ ใจเย็น ๆ ครับ ผมขอโทษจริง ๆ พี่อย่าถือสาเลยนะครับ” ผมรีบหันไปกอดไอ้เพื่อนขี้เมาไว้แน่น เพื่อกันไม่ให้มันถลาเข้าไปหาตีนของพี่ั์ใหญ่ที่ดูท่าว่าอยากจะแจกโปรตีนให้พวกผมเต็มทีแล้ว
“อย่ามีเื่กันเลยค่ะพี่โอ๊ต รุ่นน้องของส้มเอง อย่าถือสาเลยนะ”
โอ๊ย! ผมอยากกราบกรานพี่ผู้หญิงในกลุ่มที่เอ่ยห้ามตีนให้จริง ๆ
“เออ ๆ รีบพาไอ้เด็กเวรพวกนี้ไปไกล ๆ ตีนเลย แม่ง!”
“ครับ ๆ ขอโทษจริง ๆ ครับ” ผมรีบยกมือไหว้พี่เดอะฮัลค์ที่ยอมเดินจากไปพร้อมกลุ่มเพื่อน เหลือเพียงพี่ผู้หญิงที่ช่วยชีวิตพวกผมไว้
“เดี๋ยวพี่ช่วย” เธอบอกและช่วยพยุงแขนไอ้คิวที่ยังคงเอ่ยชื่อพี่หมออุ่นอยู่ไม่ขาดปาก
“ขอบคุณครับ”
ความมีน้ำใจดุจนางสาวไทยของรุ่นพี่ที่ผมไม่รู้จักทำให้ผมเหนื่อยน้อยลงไปเยอะ แม้ว่าจะใช้เวลาอยู่หลายนาทีในการยัดไอ้คิวเข้าไปในรถก็เถอะ แต่มันก็ง่ายกว่าแบกไอ้ตัวเมาเรื้อนมาคนเดียวแหละครับ
“เฮ้อ! ขอบคุณนะครับที่ช่วย ทั้งเื่เมื่อกี้แล้วก็ที่ช่วยลากไอ้ขี้เมานี่มาด้วย” ผมหันไปขอบคุณพี่สาวน้ำใจงามเมื่อจัดการขังไอ้คิวไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว
“ไม่เป็ไรหรอก ถือว่าช่วยน้องคณะน่ะ”
“พี่เป็พี่คณะผมเหรอครับ”
“ฮ่า ๆ จำพี่ไม่ได้สินะ พี่ชื่อส้ม อยู่ปีสี่ คณะเดียวกับน้องเตี๋ยวนั่นแหละ แต่อยู่กันคนละเอก”
“อ๋อ ขอโทษทีครับ ผมจำไม่ได้จริง ๆ”
“ไม่เป็ไร ใครจะไปจำพี่ในคณะได้หมดล่ะ เราเคยเจอตอนรวมกันก็แค่สองสามหนเอง”
“ครับ โชคดีจริง ๆ ที่พี่ส้มจำผมกับไอ้คิวได้เนี่ย”
“แหม...ใครจะจำอดีตเดือนอย่างพวกน้องเตี๋ยวไม่ได้ล่ะ”
“โห ผมคิดว่าตัวเองโชคดีแต่ที่แท้เพราะหน้าตาดีนี่เองนะครับ”
“ฮ่า ๆ คงอย่างนั้นแหละ” พี่ส้มส่งยิ้มใจดีให้กับคำพูดของผม
“ขอบคุณอีกทีนะครับพี่ส้ม เดี๋ยวเอาไว้ผมจะลากไอ้คิวไปขอบคุณทีหลังนะครับ”
“ได้สิ...งั้นพี่ขอเบอร์ติดต่อเตี๋ยวไว้ได้ไหมล่ะ”
“อ๋อ ได้สิครับ” ผมรับโทรศัพท์ของพี่ส้มมากดเบอร์ตัวเองลงไปทันที ในเมื่อได้รู้จักรุ่นพี่นิสัยดีแบบนี้ก็ไม่เสียหายที่จะทำความคุ้นเคยกันไว้หรอกครับ อีกอย่างพี่เขาก็มีน้ำใจช่วยไว้ขนาดนี้ ผมกับไอ้คิวควรจะหาโอกาสไปตอบแทนพี่เขาบ้าง
“เตี๋ยวเล่นไลน์หรือเปล่า”
“เล่นครับพี่”
“โอเค งั้นเดี๋ยวพี่ทักไปแล้วกันนะคะ”
“ได้ครับ พี่ส้มเข้าไปเถอะครับ เดี๋ยวเพื่อนจะรอ”
“จ้ะ...งั้นไว้เจอกันนะ”
“ครับผม เจอกันครับ” ผมยกมือไหว้พี่ส้มที่โบกมือลาส่งยิ้มหวานหยดให้ผมก่อนเดินกลับเข้าไปในร้าน
ทีนี้ก็เหลือแต่ผมที่ต้องรับมือกับไอ้ตี๋บ้ากาม ซึ่งกำลังเคาะกระจกโวยวายอยู่ในรถไม่เลิกนั่นแหละ
เฮ้อ! แค่คิดว่าจะพามันขึ้นคอนโดยังไงผมก็เหนื่อยแล้ว
.
.
ผมควรจะทิ้งไอ้ตัวภาระขาดสติอย่างไอ้คิวไว้ที่ร้านเหล้าเพราะหลังจากที่ผมตั้งใจขับรถพามันกลับห้องแต่พอไปได้ครึ่งทางไอ้คนที่หลับ ๆ ตื่น ๆ ก็เหมือนได้สติขึ้นมา แล้วเสือกโวยวายว่าจะไปหาพี่หมออุ่นอยู่นั่น โวยวายไม่พอนะครับ ยังพยายามแย่งพวงมาลัยรถจากผมด้วย ทำเอาผมใจหายใจคว่ำเกือบขับรถตกถนนตายคู่กับมันแล้ว
สุดท้ายผมก็เลยต้องโทรหาพี่ธิวเพื่อถามว่าบ้านพี่หมออุ่นอยู่ที่ไหน และพาไอ้ตี๋บ้ากามมามองหลังคาบ้านพี่หมออุ่นเหมือนกับพวกหมามองเครื่องบินไม่มีผิด จากที่มันโวยวายบ้าบอก็หุบปากลงทันที เมื่อรถจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าบ้านคนที่มันอยากเจอนักหนา
“พี่อุ่น...พี่อุ่น!” ไอ้คิวะโดังลั่นรถจนผมต้องเอามืออุดหูไว้เพราะรำคาญความเพ้อของมัน
“พี่อุ่นเขาจะได้ยินมึงไหมฮะไอ้คิว! พี่เขายังไม่กลับมาบ้านเลยเนี่ย กูว่าค่อยมาพรุ่งนี้เถอะนะ...ตอนที่มึงสติดีกว่านี้อะ” ผมบอกไอ้คิวที่เอาแต่นั่งมองหลังคาบ้านสาวมาหลายสิบนาทีแล้ว
“กูม่ายกลาบ กูจาคุยหั้ยรู้เื่งงง”
โธ่ ๆ ๆ สะเหล่อจะลงจากรถแต่เปิดประตูยังผิด ๆ ถูก ๆ เลยไอ้ฟาย
“ก็บอกว่าพี่เขาไม่อยู่ไง เดี๋ยวค่อยมาวันหลังดิวะ” ผมรีบดึงไอ้คิวให้นั่งที่เดิมแต่มันก็แรงเยอะใช่ย่อยจนเปิดประตูรถได้สำเร็จ
“ม่าย! กูจะรอที่นี่ ตรงนี้!”
ทันทีที่ประตูรถเปิด ไอ้คิวก็ถลาลงตามไปด้วยจนผมต้องรีบพุ่งตัวออกจากรถ เพื่อไปช่วยมันที่ลงไปคลานไร้สติอยู่บนพื้นถนนหน้าบ้านพี่หมออุ่น
“ไอ้คิวจะมานอนตรงนี้ได้ไงวะ มึงเป็หมาหรือไงฮะ!” ผมนั่งลงข้าง ๆ ไอ้คิวที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ข้อศอกมีเืซึมออกมาเพราะมันไถลตัวลงมาจากรถ
“กูไม่ใช่หมา! กูแค่เป็กูอะไอ้เตี๋ยวววว กูไม่ดีตรงหนาย”
ไอ้คิวนอนแผ่หลาบนพื้นถนนทั้งยังแหกปากดังลั่น จนผมต้องรีบเอื้อมมือปิดปากมันไว้เพราะกลัวว่าบ้านข้าง ๆ จะออกมาด่าพ่อด่าแม่เอาได้
“ถ้ามึงอยากเจอพี่อุ่นมึงต้องหุบปากเดี๋ยวนี้ ได้ยินไหมไอ้คิว!”
“อื้อ ๆ” พออ้างถึงพี่อุ่นปุ๊บ ไอ้คิวก็พยักหน้าหงึกหงักเป็การให้ความร่วมมือทันที
“ขึ้นไปนั่งรอบนรถด้วย!” ผมออกแรงฉุดกระชากไอ้คิวให้ลุกขึ้นจากพื้นเพื่อกลับขึ้นรถ ทั้งที่มันยังเอามืออุดปากตัวเองไว้และพยักหน้าพูดจาอื้อ ๆ อ้า ๆ อะไรของมันก็ไม่รู้
ผมอยากยกพี่อุ่นเป็ไอดอลหญิงไทยจริง ๆ ั้แ่คบไอ้หื่นอย่างไอ้คิวมายี่สิบปี ยังไม่เคยเห็นว่าจะเมามายเพราะผู้หญิงเลยสักคน
.
.
“โอ๊ย...เหนื่อยโฮกกกก”
ผมทิ้งตัวลงบนโซฟาห้องรับแขกบ้านพี่หมออุ่นหลังจากที่รอเ้าของบ้านและเพื่อนรักอย่างแฟนหมาด ๆ ของผมกลับมาบ้านเพื่อช่วยจัดการไอ้คนขี้เมา ตอนนี้พี่อุ่นก็เลยรับภาระดูแลมันต่อจากผม ดูจากสภาพแล้วกว่ามันจะได้สติก็คงพรุ่งนี้สาย ๆ นั่นแหละ ผมจึงรีบส่งโลเคชั่นบ้านพี่หมออุ่นให้ไอ้ฟ่าเพื่อให้ขับรถไอ้คิวมาทิ้งไว้ที่นี่แทน
“เห็นบอกว่าจะไปกันทั้งแก๊งไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมีเตี๋ยวคนเดียวที่ลากคิวมาล่ะ” พี่ธิวยื่นแก้วน้ำเย็นฉียบแนบกับแก้มของผมก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ กัน
“เฮ้อ! ก็พี่บิวอารมณ์ติสต์แตกเพราะไอ้พิชญ์น่ะสิ ส่วนไอ้ฟ่าก็ต้องอยู่จัดการปัญหารักของคนที่แอบรัก สุดท้ายเลยเหลือแค่เตี๋ยวคนเดียวเนี่ยแหละที่ต้องลากไอ้คิวมาหาสาวอะ” ผมวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะและรับแก้วน้ำมาดื่มดับกระหาย
“อืม...ทุกคนมีปัญหาหัวใจกันหมดเลยสินะ ยกเว้น...แฟนพี่คนเดียว”
อื้อฮือ...แทบสำลักน้ำเลยโว้ย
แค่พูดผมก็ใจสั่นแล้วยังจะยื่นหน้าเข้ามาอีก กลัวจะไม่หลงหรือไงวะ แต่พอดีว่าผมเป็พวกสู้คนครับ ก็เลยยื่นหน้าเข้าไปบ้างจะได้รู้ว่าใครจะสั่นกว่ากัน
“ก็...ได้แฟนดีนี่ครับ จะมีปัญหาอะไรได้ล่ะ” ยิ้มอ่อนให้ด้วยเป็ของแถม ใครเห็นใครก็ต้องแพ้ละวะ
“ถ้าดีขนาดนั้น...ไม่ให้รางวัลหน่อยเหรอครับ”
“เฮ้ย! นี่มันบ้านคนอื่นนะเว้ยพี่”
แม่ง...กูแพ้เลย ถ้าไม่ดันคางพี่มันไว้คงได้โดนด๊วบปากไปแล้ว
“งั้น...กลับบ้านเรากันไหม”
ระทวยเลยกู...
“พี่...แม่ง...” พูดได้แค่นี้แหละครับ ผมสู้ไม่ไหว...ใจมันบาง
“พี่ทำไม พี่แค่จะหอมเองนะ...ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้!” ผมรีบลุกขึ้นยืนจนพี่ธิวทำหน้าสลดลงมาอีกสองเลเวล
“รังเกียจพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เปล่า! แค่จะไปล้างหน้าเฉย ๆ!” ผมรีบหันหลังวิ่งหนีเข้าห้องน้ำไม่สนใจเสียงหัวเราะของพี่ธิว
ที่หนีมาล้างหน้าแบบนี้ไม่ใช่เพราะเขินที่จะโดนหอมหรอกนะ แต่เพราะตอนนี้ผมมีเหงื่อเต็มไปหมดแถมหน้าก็มันมากด้วย ยังไงผมก็อยากดูดีที่สุดในสายตาพี่ธิวแหละครับ ในเมื่อพี่เขาดูดีตลอดเวลาขนาดนั้นน่ะ
มา...ผมพร้อมเปลืองเนื้อเปลืองตัวแล้ว
ผมเดินกลับมานั่งลงที่เดิมแต่พี่ธิวกลับจดจ้องอยู่ที่สารคดีควายป่าแอฟริกา และพยักหน้ามาทางโทรศัพท์ของผม
“เมื่อกี้มีไลน์เข้ามานะ”
“ไอ้ฟ่ามั้ง” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดู
“ไม่ใช่หรอก ผู้หญิงน่ะ...บอกว่าชื่อส้ม ให้รับแอดด้วย”
“อ๋อ พี่ส้มเหรอ...นี่พี่ธิวกดอ่านเหรอเนี่ย”
“อืม...ไม่ได้เหรอ”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร...แค่แปลกใจ เมื่อก่อนมีสายเข้าพี่ธิวยังไม่ยอมรับให้เลย แต่เดี๋ยวนี้อ่านแม้กระทั่งไลน์...มันแปลก ๆ นะ” ผมมองด้วยสายตาจับผิดคนข้าง ๆ ที่ทำหน้านิ่งเหมือนปกติ
“ไม่เห็นจะแปลก...เมื่อก่อนพี่เป็พี่แต่ตอนนี้พี่เป็แฟน ก็ต้องมีความอยากรู้อยากเห็นเื่ของแฟนบ้างสิ”
“อยากรู้อยากเห็นหรือว่าไม่ไว้ใจกันแน่” แกล้งหาเื่แม่งดีกว่า อยากสนใจแต่ควาย ไม่สนใจแฟนอย่างผมเลยเนี่ย
“พี่ไว้ใจเตี๋ยวแต่ไม่ไว้ใจสาว ๆ ที่รู้ว่าเตี๋ยวโสดอยู่ตอนนี้หรอกนะ คิดว่าพี่ไม่รู้หรือไงว่ากลุ่มเราฮอตขนาดไหน แบบนี้จะไม่ให้พี่หวงบ้างเลยเหรอครับ”
โอ้โฮ...จุดนิดเดียวมายาวเป็ร่ายโคลงกลอนเลยครับ แต่ก็รู้สึกดีนะที่มีคนเพอร์เฟกต์อย่างพี่ธิวมาบอกตรง ๆ ว่าหวงแหนผมขนาดไหน ใจสั่นได้มากพอกับคำบอกรักเลยว่ะ
“เฮ้อ...เตี๋ยวอาจจะคิดว่าพี่โตเป็ผู้ใหญ่แล้วอาจจะไม่ทำอะไรงี่เง่านะ แต่พอเป็เื่ของคนที่พี่รักพี่เป็พวกงี่เง่าพอตัวเลยแหละ บอกไว้เลยว่าพี่เป็พวกขี้หึงขี้หวงมากด้วย”
“โห่...เตี๋ยวมากกว่าที่ต้องคอยหวงพี่ธิว หล่อกว่าเตี๋ยวไม่รู้กี่เท่าเนี่ย” ผมยิ้มพลางส่งนิ้วไปจิ้มแก้มคนข้าง ๆ ที่ทำหน้าจริงจังกว่าปกติ
“งั้นเอาโทรศัพท์พี่ไปเช็กเลย จะได้รู้ว่าพี่ไม่มีใคร” พี่ธิวปลดล็อกไอโฟนและยื่นมาให้ผม
“เฮ้ย...ไม่ต้องหรอก เตี๋ยวไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย แค่แหย่เล่นเฉย ๆ”
“แต่พี่ไม่ได้ล้อเล่นนะ พี่หวงจริงจังนะครับเตี๋ยว...คนที่แอดมาเป็ใครครับ”
“ก็...พี่ส้มเป็พี่ที่คณะเตี๋ยวน่ะ”
“รุ่นพี่เหรอ”
“อือ ที่จริงก็เพิ่งรู้จักกันนี่แหละ...พี่ส้มเขาเข้ามา --”
~RRRRR~RRRRR~
ผมกำลังจะอธิบายให้แฟนขี้หวงฟัง พอดีกับเสียงเรียกเข้าที่ดังขัดจังหวะเสียก่อน และมันก็โชว์เบอร์แปลกที่ผมไม่รู้จักด้วย
“รับเหอะ เดี๋ยวค่อยคุยกันก็ได้”
พี่ธิวส่งยิ้มอ่อนโยนให้ผมสบายใจ ผมก็เลยกดรับตามคำบอกของพี่ธิว
“ฮัลโหล...ใครนะครับ” ผมต้องะโกลับไปให้ปลายสาย เพราะเสียงรอบข้างของอีกฝั่งดังมากจนผมแทบไม่ได้ยินเสียงคู่สนทนาเลย “อ๋อ...พี่ส้มเหรอครับ”
พี่มาจังหวะนรกมากเลยครับ...กำลังเป็ประเด็นอยู่เชียว
[น้องเตี๋ยวกลับถึงบ้านหรือยังคะ]
“ยังครับ เตี๋ยวมาส่งเพื่อนที่บ้าน ตอนนี้ยังไม่ได้กลับเลย”
[อ้าวเหรอคะ แล้วตอนนี้คุยได้หรือเปล่า พี่มีเื่อยากถามหน่อยน่ะ]
“เอ่อ...” จะวางสายก็เสียมารยาทว่ะ เขาอุตส่าห์ช่วยไว้ คุยสักหน่อยคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง เพราะแฟนผมก็ยังสนใจควายในป่ามากกว่าผมอยู่ดี “ก็ได้นะครับ...เื่อะไรเหรอครับ”
[คือ...เพื่อนพี่ชอบน้องคิวน่ะ ชอบมาเป็ปีแล้วแต่ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วยเพราะกลัวว่าน้องคิวจะมีคนคุยอยู่แล้ว ก็เลยอยากให้พี่ถามเื่น้องคิวให้หน่อย]
“อ๋อ ได้สิครับ ว่ามาเลย” พอได้ยินธุระที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองก็โล่งใจไปเป็กอง
[ตอนนี้น้องคิวเขามีแฟนหรือว่าคุยกับใครจริงจังอยู่หรือเปล่าคะ]
“อ๋อ ไอ้คิวมัน --” ผมชะงักคำตอบไว้ฉับพลันเพราะเห็นพี่หมออุ่นเดินลงบันไดมาพอดิบพอดี “ก็...ไม่แน่ใจครับ”
ผมเปลี่ยนคำตอบและรีบลุกขึ้นเดินออกไปนอกบ้านแทน เพราะครั้นจะนินทาความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนของไอ้คิวกับพี่หมออุ่นให้คนอื่นฟังต่อหน้าเขาแบบนี้ก็ดูน่าเกลียดเกินไปนะครับ
ผมตัดสินใจบอกสถานะไม่ชัดเจนของไอ้คิวให้พี่ส้มฟังแบบคร่าว ๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนักเพราะมันไม่ใช่เื่ของผม แต่ก็มากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าตอนนี้ไอ้เ้าชู้ประตูดินอย่างเพื่อนผมมีคนในหัวใจแล้ว
แม้ว่าผมจะไม่ได้ตอบอะไรยืดยาวนักแต่พี่ส้มก็ยังลากยาวบทสนทนาของเราได้อีกเป็ยี่สิบนาที จนตอนนี้ผมต้องมานั่งคุยอยู่ในรถของตัวเองเพราะหนียุงหน้าบ้านพี่หมออุ่นที่ชุมยิ่งกว่าป่าดงดิบ ผมคุยเรื่อยเปื่อยกับพี่ส้มเหมือนพี่คณะทั่ว ๆ ไปแต่ก็ยังหาโอกาสวางสายไม่ได้สักที
ก๊อก~ ก๊อก~ ก๊อก~
และแล้วก็ได้โอกาสพอดีเพราะตอนนี้พี่ธิวมาเคาะกระจกรถเบา ๆ และทำปากว่า ‘กลับบ้านได้แล้ว’ ผมก็เลยรีบส่งสัญญาณว่าโอเคกลับไปพลางเอื้อมมือสตาร์ตรถทันที แม้จะยังฟังพี่ส้มพูดอยู่ก็ตาม
“เอ่อ...พี่ส้มครับ...” ผมเอ่ยขัดเสียงปลายสายที่ยังคงเล่าเื่เกี่ยวกับเพื่อนตัวเองให้ผมฟังอยู่ “คือเตี๋ยว --”
แอ๊ด~
“-- สักครู่นะครับ” ผมขัดพี่ส้มอีกครั้งเมื่อเห็นว่าพี่ธิวเปิดประตูรถข้างผมพลางก้มตัวลงมาหา “พี่ธิวมี --”
ฟึ่บ!
ััจู่โจมจากคนที่ก้มตัวเข้ามาหาทำให้ผมหยุดนิ่งไปได้หลายวินาที เพราะจูบหนัก ๆ ที่กดลงมาเต็มริมฝีปากจนผมสติขาดหาย
ติ๊ด!
ผมมาได้สติก็ตอนที่คนฉวยโอกาสชูโทรศัพท์ที่ถูกแย่งไปั้แ่เมื่อไรไม่รู้และกดวางสายต่อหน้าต่อตาผม
“เฮ้ย! ผมยังคุยไม่เสร็จ -- อื้อออ!”
ยังไม่ทันได้โวยวายใส่พี่ธิวผมก็โดนจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่จูบเพราะผมโดนคนตัวโตเบียดกายเข้ามาหาและดันตัวลงบนเบาะรถ แม้อยากจะขัดขืนเพราะกลัวพี่อุ่นจะออกมาเห็นแต่ผมก็ไม่มีแรงพอที่จะทำเลย ในเมื่อเรียวปากบางบดเบียดลงมาไม่ห่าง องศาจูบก็ลึกซึ้งมากกว่าที่เคย จนผมได้แต่แหงนหน้ารับลิ้นร้อนที่เกี่ยวกระหวัดดุนดันปลายลิ้นของผมอย่างดุดัน
“อื้ม...” ผมส่งเสียงแ่เบาออกมาเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามืออุ่นของพี่ธิวกำลังสอดเข้ามาใต้เสื้อ จูบก็ยิ่งเร่งเร้าขึ้นจนผมสติเลอะเลือนไปหมดแล้ว
ทั้งที่รู้ว่าไม่ควร...ไม่ควรทำตรงนี้!
ถ้าคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าผมเป็พวกหื่นกามแน่แต่ให้ทำยังไงล่ะครับ...ผมเองก็โหยหารสจูบของพี่ธิวเกินกว่าจะหยุดไหว จากที่ดันอกพี่ธิวให้ออกห่างก็เลยเปลี่ยนเป็คล้องคอเขาไว้เพื่อให้จูบของเราสองคนร้อนแรงมากขึ้น
เราแลกรสจูบกันอยู่กี่นาทีไม่รู้จนพี่ธิวยอมละใบหน้าออกจากจูบแสนเย้ายวนนี้ พลางจ้องหน้าผมด้วยแววตาที่แฝงความหมายบางอย่าง...
“เตี๋ยว...ขับรถห้ามคุยโทรศัพท์...มันอันตราย เดี๋ยวไปเอาคืนที่บ้านแล้วกัน”
อึ้งแดก!
พูดเสร็จก็เดินเฉิดฉายความหล่อกลับไปที่รถตัวเอง ทิ้งให้ผมกลายเป็ควายแดกจุดอยู่ในรถ...
ถ้าคุยโทรศัพท์ตอนขับรถมันอันตราย...การที่พี่มันจูบผมจนแข็งไปทั้งตัวแบบนี้ มันอันตรายกว่าผมแดกเหล้าร้อยแปดดีกรีแล้วมาขับรถอีกเหอะ
คิดว่าใครเขาจะต้านทานจูบของพี่ได้บ้างวะ!
ใจสั่นขนาดนี้ กูจะขับรถกลับบ้านยังไงล่ะโว้ย!
.
.
ผมเชื่อแล้วครับว่าไอ้พี่ธิวขี้หึงจริงอย่างที่พูดเพราะหลังจากกลับมาถึงบ้านเขาก็เงียบสนิท จนผมต้องตามมาขอโทรศัพท์คืนและเขาก็ยอมคืนให้อย่างง่ายดาย ง่ายจนผมต้องคิดหนักเพราะอาการเฉยชาผิดปกติ ด้วยความจนตรอกผมก็เลยทำเป็นอนจิ้มโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อยอยู่ข้าง ๆ พี่ธิว ซึ่งหยิบชีตการสอนขึ้นมาดูแบบไม่สนใจผมเลยสักนิด
“พี่ธิว”
“อืม...” เ้าของชื่อขานรับแต่ก็ยังไม่ยอมละสายตาจากสิ่งที่ทำอยู่
“โกรธอะไรเนี่ย”
“เปล่า”
แม้น้ำเสียงปฏิเสธจะบ่งบอกว่าไม่ได้โกรธจริง ๆ แต่ไอ้การที่ไม่ยอมสบตากัน มันทำให้ผมอยากรู้คำตอบมากขึ้นไปอีก ผมก็เลยขยับไปนอนหนุนตักพี่ธิวซะเลย เขาจะได้หลบตาผมไม่ได้
“แล้วทำไมไม่ยอมมองหน้าเตี๋ยวเลยล่ะ” ผมนอนมองหน้าพี่ธิวที่ถอนหายออกมาเฮือกใหญ่ แต่ก็ยอมวางกระดาษในมือและก้มลงสบตากับผม
“เฮ้อ...พี่ไม่ได้โกรธ”
“แต่หึง” ผมส่งยิ้มรู้ทันให้พี่ธิว
“แล้วพี่ควรจะหึงไหม”
ความจริงจังของคนถามทำให้ผมลุกขึ้นนั่งเพื่อจะอธิบายเื่พี่ส้มให้ชัดเจน
“ก็หึงได้...แต่เตี๋ยวแค่ไม่อยากให้พี่คิดอะไรไปเอง เตี๋ยวรู้จักพี่ส้มเพราะว่าเขาเข้ามาช่วยห้ามไม่ให้พี่ผู้ชายอีกคนเอาเื่ไอ้คิวที่ไปยุ่มย่ามกับแฟนเขา”
“เพิ่งรู้จักกัน....แล้วเขาเอาเบอร์เรามาจากไหนล่ะ”
“พี่เขาขอเบอร์เตี๋ยวไว้น่ะ”
“แล้วเราก็ให้?”
“อือ ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ ที่สำคัญนะพี่ส้มเขาโทรมาคุยกับเตี๋ยวเื่ไอ้คิวล้วน ๆ ไม่มีเื่ของเตี๋ยวเลยเพราะว่าเพื่อนพี่ส้มเขาชอบไอ้คิว”
“แล้วได้ให้เบอร์คิวไปหรือเปล่าล่ะ”
“เออ...ไม่ได้ให้อะ พี่เขาไม่ได้ขอ...เตี๋ยวก็เลยไม่ได้ให้”
“เฮ้อ...ถ้าเขาจริงจังเื่คิวขนาดนั้นก็คงต้องขอเบอร์คิวแล้วสิ แต่เขาคุยกับเราตั้งนานนะ...เพื่อนเขาอาจจะชอบคิวแต่ตัวเขาเองอาจจะชอบเตี๋ยวก็ได้”
“เฮ้ย...พี่คิดมากไปหรือเปล่า”
“พี่คิดมากหรือว่าเราคิดน้อย พี่รู้นะว่าที่พี่รู้สึกแบบนี้มันอาจจะดูงี่เง่าไปหน่อย แต่พี่ก็อยากให้เราระวังไว้บ้างเพราะว่าเตี๋ยวมีเสน่ห์มากกว่าที่ตัวเองคิดนะ”
“ที่จริงแล้วเตี๋ยวน่าจะเป็คนหวงพี่ธิวมากกว่านะ”
“ก็หวงสิ...พี่ก็ไม่ได้ห้าม แต่เตี๋ยวอาจจะไม่มีโอกาสได้หวงหรอก เพราะพี่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ใครง่าย ๆ”
“โหย พี่ธิวว่าเตี๋ยวปะเนี่ย แค่ให้เบอร์พี่ส้มไปตามมารยาทเองนะ เตี๋ยวไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย”
“พี่ไม่ว่าหรอกนะ ถ้าเตี๋ยวจะมีเพื่อนใหม่ ๆ บ้าง แต่พี่แค่อยากให้เราคิดให้ดีก่อนจะทำตัวสนิทสนมกับใคร ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้คิดอะไรกับเขา แต่การกระทำที่ไม่คิดอะไรของเรามันอาจจะเป็การไปให้ความหวังเขาโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้”
“อย่าเครียดมากดิคร้าบ เดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก” เพราะไม่ชอบบรรยากาศตึงเครียดของพี่ธิวตอนนี้เลย ผมจึงแกล้งเอานิ้วจิ้มมุมปากของคนตรงหน้าให้ยกยิ้มขึ้น
“พี่จริงจังนะเตี๋ยว แต่ถ้าเราเห็นว่ามันไร้สาระก็ตามใจ...ไปนอนเถอะ ดึกแล้ว...ออกไปก็ปิดไฟด้วยนะ” พี่ธิวดึงมือผมออกและทิ้งตัวลงนอน หันหลังให้ผมที่ถูกไล่ออกจากห้องแบบไม่ทันตั้งตัว
แต่ไม่ต้องห่วงครับ หน้าด้านอย่างผมก็มีวิธีง้อผู้ใหญ่ใจน้อยอยู่เหมือนกัน ผมจึงเดินไปปิดไฟตามที่เ้าของห้องสั่งและเดินกลับไปที่เตียง สอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนหนาพลางเอื้อมมือกอดเอวคนที่นอนหันหลังให้ผมอยู่
“ทำอะไรเนี่ย” พี่ธิวถามแต่ยังนอนนิ่งไม่หันมามองผมที่เอาหัวอิงกับแผ่นหลังของเขาไว้
“ง้อไง”
“ง้อทำไม...เราไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อยนี่”
อื้อฮือ...โดนย้อนเลยว่ะ
“โอเค ๆ เตี๋ยวผิดเองที่ไม่ระวังและก็คิดน้อยไปอย่างที่พี่ธิวบอกนั่นแหละ หายโกรธหายงอนได้ยังอะ”
กูถูหัวกับหลังจนจะเกิดไฟฟ้าสถิตอยู่แล้วเนี่ย หายงอนสักทีดิวะ แค่นี้ก็เขินจะตายห่าแล้วที่ต้องมาทำอะไรมุ้งมิ้งขนาดนี้
“ถ้าเราผิด...ก็ต้องถูกลงโทษนะ”
ฟึ่บ!
“เฮ้ย!”
กูพลาด! กูเป็กวางน้อยหลงกลเสือโคร่งได้ไงวะ จู่ ๆ ก็หันมากอดซะมิดเลยเนี่ย
“เตี๋ยวว่า...พี่ควรลงโทษแฟนที่เสน่ห์แรงจนต้องคอยหวงคอยหึงแบบนี้ยังไงดี พี่ถึงจะหายโกรธล่ะ”
แม้ว่าในห้องจะมืดแต่เพราะความใกล้โคตร ๆ ผมก็เลยได้เห็นแววตาแพรวพราวเ้าเล่ห์ของไอ้พญาเสือโคร่งอย่างชัดจน
“เตี๋ยวว่า...เตี๋ยวควรระวังพี่ธิวมากกว่าสาว ๆ ที่จะมาจีบอีกนะเนี่ย”
“หึ ๆ งั้นก็ควรระวังั้แ่ที่พี่ไล่ให้ไปนอนแล้วนะ คิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วครับ”
“ว้า...แย่จัง” ผมแกล้งทำหน้าเสียดายที่รู้ไม่ทันพี่ธิว
“ทำเป็เล่นนะเรา...เื่ที่เตือนน่ะพี่จริงจังนะเตี๋ยว”
“รู้แล้วคร้าบ เตี๋ยวถึงจะยอมให้ทำโทษนี่ไง”
“แน่ใจ?”
“อือ...” ก็รู้ทันนะว่าจะลงโทษแบบไหน ผมก็เลยรีบหลับตาพริ้มรอรับบทลงโทษที่ผมเริ่มชอบมันแล้ว
“เด็กแสบ...”
กูไม่ได้แสบครับพี่ธิวแต่กูอ่อยอยู่
และการอ่อยก็ได้ผลเมื่อผมได้รับััอ่อนโยนจากริมฝีปากอุ่น มันเป็เพียงรอยจูบแ่เบาไล่เรื่อยั้แ่ข้างแก้มไปถึงหน้าผากและลากกลับลงมายังปลายจมูก
“ฝันดีครับ เด็กแสบของพี่”
“หืม...แค่เนี่ย” ผมลืมตาขึ้นมองพี่ธิวที่ละใบหน้าออกห่างจากระยะใกล้ชิดและส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้
“อยากได้มากกว่านี้เหรอ” พี่ธิวเลิกคิ้วถาม ท่าทางกวนประสาทต่างกับรอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมาให้
จุ๊บ!
เจอกวางน้อยรุกเถอะครับไอ้เสือโคร่ง
“อยากได้...แค่นี้ต่างหาก” ผมยักคิ้วจึก ๆ ให้พี่ธิวอย่างท้าทายหลังจากที่ขโมยจุ๊บพี่เขาแล้ว
“แต่พี่อยากได้มากกว่านี้แล้วแหละ”
ผมยังไม่ทันได้โต้ตอบอะไรกลับไป คนที่โดนท้าทายก็โน้มใบหน้าลงมาอย่างรวดเร็วเพื่อแตะริมฝีปากลงมาอย่างเร่าร้อน การกระทำที่ผมไม่รอช้าจัดการส่งมือล้วงลงไปในกางเกงของคน้าทันทีและเขาก็ดูเหมือนจะยินยอมให้ผมทำด้วย เพราะเขาเองก็เลื่อนฝ่ามือร้อนลงไปที่ส่วนล่างของผมเหมือนกัน
ผมเผยอริมฝีปากตามจังหวะจูบของคนโตกว่าและปล่อยให้เขานำผมอีกครั้ง เปลี่ยนมือััร่างกายกันและกันจนห้วงหายใจของเราถี่รัวก้องห้องนอน ไม่ว่านี่จะเป็การแสดงความรักหรือการลงโทษที่ผมคิดน้อยในวันนี้ ผมก็ยินดีให้มันเกิดขึ้นเพราะมันเป็บทลงโทษแสนหวานที่ผมเต็มใจรับมัน
“เตี๋ยว...พี่จะไม่ไปไกลกว่านี้หรอกนะ...คืนนี้ไม่”
ผมหอบหายใจอยู่ใต้ร่างหนาที่ยอมละความเร่าร้อนออกมามองผมอย่างจริงจัง
“ผม...พร้อมนะ ถ้าพี่อยาก...ลงโทษ”
“พี่จะทำเพราะรัก...ไม่ใช่เพราะโกรธ...พี่รู้ว่ายังไม่ถึงเวลา พี่อยากให้ทุกอย่างมันชัดเจนกว่านี้สำหรับเตี๋ยว”
สำหรับผม...มันชัดเจนแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้จะเถียงความมีเหตุมีผลของพี่ธิวได้ยังไงในตอนนี้ เพราะผมรู้ดีว่าเขายั้งใจไว้ก็เพื่อผม...ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
“คืนนี้ลงโทษผม...เท่าที่พี่้าเลย...”
ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้าแบบไหนออกไป แต่มันทำให้พี่ธิวกดจูบลงมาอีกครั้งก่อนจะเลื่อนลงประกบจูบตามผิวคอของผม มือนุ่มก็ยิ่งหยอกล้อกับ่ล่างจนผมได้แต่เงยหน้าครางรับความสุขสมที่โหมเข้าหา
กิจกรรมร้อนคงจะดำเนินไปอีกนานในค่ำคืนนี้ และผมคงต้องหาวิธีบอกพี่ธิวให้ชัดเจนมากขึ้นด้วยว่าผมไม่มีทางมองใครได้อีกเพราะผมมีเขาอยู่ตรงหน้าแล้ว...ทุกอย่างมันเพียงพอแล้วสำหรับผม
ผมไม่รู้ว่าที่จริงแล้ววันนี้มันผิดที่ผมคิดน้อยไปหรือเพราะพี่ธิวคิดมากไปกันแน่หรอกนะครับ แต่อย่างเดียวที่ผมมั่นใจก็คือ...เราสองคนคิดถึงกันและกันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนแน่นอน