ย่างเข้าฤดูฝนอีกครั้งบรรยากาศภายในออฟฟิศของฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ชั้นหก เป็ไปด้วยความมืดสลัวขมุกขมัวจากสภาพอากาศภายนอก
พิชิต มองออกไปยังหน้าต่างบานใหญ่ ซึ่งด้านหน้าของหน้าต่างบานนั้นเป็ที่ตั้งของโต๊ะทำงานของผู้จัดการฝ่ายนามว่า อิทธิพงษ์ นั่นเอง
ชายหนุ่มรูปร่างสูงยังคงมองไล่สายตาไปเรื่อย ๆด้วยความเบื่อหน่ายจากการทำงาน
...ไอ้ที่ทำอยู่เนี่ยเขาเรียกว่าพักสายตา พิชิตคิดว่าอย่างนั้นซึ่งนั่นคือวิธีคิดที่ทำให้เ้าตัวไม่ต้องรู้สึกผิดว่าตนเองอยากจะแอบอู้เต็มแก่
สายตาของเขามองไปที่โต๊ะอีกมุมหนึ่งของออฟฟิศ โต๊ะนั่นว่างเปล่าไม่มีใครมานั่ง คิด ๆ ไปแล้วเขาก็รู้สึกคิดถึง อานุภาพ หรือ อุ้มเพื่อนพนักงานซึ่งอายุไล่เลี่ยกับเขาขึ้นมาจับใจ
ตัวเขา อานุภาพ ศุภกิจ และอิทธิพงษ์เป็พนักงานชายเพียงสี่คนของฝ่ายนี้
การที่คนใดคนหนึ่งหายตัวไป ยิ่งทำให้จำนวนลดลงไปอีก
เดิมที เขาเคยเป็กลุ่มสามหนุ่มสามมุมกับอานุภาพและศุภกิจเพียงแต่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย (อันเนื่องมาจากเื่ส่วนตัว)หลายอย่างขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ทำให้อานุภาพมีอันต้องออกจากบริษัทไป
พิชิตรู้มาจากศุภกิจว่าอานุภาพเข้าทำงานในบริษัทซอฟต์แวร์คู่แข่งและกลายเป็คนมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นเรียกว่าก้าวหน้าไปไกลมากหากเทียบกับเมื่อก่อนที่อยู่ที่นี่
ตอนนี้อานุภาพกลายเป็หัวหน้าฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่ากับหัวหน้าศุภกิจของที่นี่เลยทีเดียว
แม้ตัวเขาจะไม่ได้สนิทสนมกับอานุภาพเป็พิเศษแต่เขาก็พอจะรู้เื่ราววุ่นวายของชายหนุ่มอดีตเพื่อนร่วมงานมาบ้างจากการสังเกตและจากปากคำของศุภกิจ
ในตอนที่อานุภาพถูกไล่ออกนั้น จำได้ว่าศุภกิจเถียงกับอิทธิพงษ์ชุดใหญ่ในตอนนั้นที่เขาได้ยินเื่ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยิน...
อานุภาพกับอิทธิพงษ์...
เพื่อนร่วมงานซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาและผู้จัดการฝ่าย...มีความสัมพันธ์กันแบบไหนตัวเขาเองก็พอรู้แล้ว
‘ผู้ชายกับผู้ชายเหรอ ? เฮ้อ อะไรกัน อะไรกัน’
นี่คือความคิดอย่างแรกที่แวบเข้ามาในสมองแถมด้วยความคิดอย่างที่สองก็คือเขาคิดต่อยอดไปเองว่าหากคนทั้งคู่ยังคงทำงานอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมล่ะก็แบบนี้จะไม่เสียการปกครองแย่เหรอ
แต่ความคิดอย่างหลังก็เป็อันพับไปได้เมื่ออานุภาพไปทำงานที่บริษัทใหม่และดูเหมือนว่าเ้าตัวจะไม่ได้คิดที่จะกลับมาที่เดิมอีก
พิชิตเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงค่อนไปทางสูงโย่ง
เขามีความสูงที่มากกว่าพนักงานชายคนที่เหลือ ณที่ฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์แห่งนี้
หน้าตาหรือก็... ในสายตาของเขาเขามั่นใจว่าตนเองเป็รองแค่อิทธิพงษ์คนเดียวเท่านั้นหมายความว่าเขาหล่อกว่าอานุภาพและศุภกิจแต่สิ่งที่เขาไม่มีเหมือนอานุภาพคือความน่ารักแบบเด็ก ๆ นั่น
พิชิตรู้ตนเองดีว่าเขาค่อนข้างออกไปทางยโสในตนเองไม่น้อยถึงแม้เขาจะดูเหมือนเข้ากันได้ดีในกลุ่มสามหนุ่มสามมุมสมัยก่อนแต่ความดื้อรั้นและหลงตนเองเขาเก็บมันไว้ภายในใจและแสดงออกไปด้วยการประจบสอพลอเ้านายเป็บางครั้ง
...ซึ่งนั่นเป็สิ่งที่ขัดกับตัวตนจริง ๆ ของเขามากแต่ทำอย่างไรได้ล่ะ !?
เขาเข้าทำงานที่นี่มานานกว่าอานุภาพ แน่นอนว่าฝ่ายนั้นถึงจะมีอายุไล่เลี่ยกัน แต่ก็ค่อนข้างพินอบพิเทาเขาพอสมควร
การที่ฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ขนาดพนักงานชายไปอีกหนึ่งคนทำให้บรรยากาศดูโหวง ๆ ชอบกล กลายเป็เหลือแค่เขากับศุภกิจที่อยู่ก๊กเดียวกันเพราะไม่ว่าอย่างไร... อิทธิพงษ์ก็เป็คนที่เข้าถึงได้ยากเหมือนเคย...สำหรับพนักงานชาย…
พิชิตหันกลับมาให้ความสนใจกับสิ่งที่ตนเองต้องทำอีกครั้ง
เขากลับมาใจจดใจจ่อกับงานที่ได้รับมอบหมาย สมองคิดไปว่ารีบ ๆเคลียร์งานให้เสร็จเรียบร้อยจะเป็การดีที่สุดแต่แล้วสมาธิของเขาก็ขาดผึงไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของศุภกิจซึ่งตอนนี้ยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของอิทธิพงษ์พูดเปรยออกมา
“...จะว่าไปพรุ่งนี้เป็วันที่พนักงานใหม่จะมาทำงานวันแรกสินะครับ”
ศุภกิจพูดพลางทำสีหน้าครุ่นคิด
“ใช่”
พิชิตได้ยินอิทธิพงษ์ตอบเรียบ ๆตัวเขาในตอนนี้เงี่ยหูฟังที่ทั้งสองพูดกันด้วยความสนใจ
“ผู้ชายอย่างนั้นสินะ ดีเลย แบบนี้ก็ได้สามหนุ่มสามมุมกลับมา”
ศุภกิจพูดด้วยน้ำเสียงแสดงออกถึงความกระตือรือร้นอย่างออกนอกหน้า
แน่นอนว่าแม้ศุภกิจจะชอบลูกน้องสาว ๆ มากกว่า แต่การขาดอานุภาพไปก็ทำให้ก๊กของพวกเขาเงียบเหงาลงไปถนัดตา
เพราะบางเื่ก็พูดกับพวกผู้หญิงไม่ได้ นี่แหละคือประเด็น
พิชิตคิดอยากให้ศุภกิจถามเื่อานุภาพกับอิทธิพงษ์ด้วยซ้ำ เผื่อสักวันฝ่ายนั้นอาจกลับมาทำงานกับพวกเขาเหมือนเก่า
ถึงแม้ตอนแรกเขาจะกลัวเื่เสียการปกครองและความลำเอียงแต่เขาก็รู้ว่าอิทธิพงษ์ไม่ใช่คนแบบนั้น
...ชายหนุ่มผู้สง่างาม มีใบหน้าที่สวยในแบบของผู้ชาย และมีนิสัยที่แสดงถึงความเป็ผู้ดีชั้นสูงทุกกระเบียดนิ้วคนนี้ไม่ใช่คนที่จะลำเอียงในเื่ส่วนตัวแน่นอน... มั้ง
เขานึกอยากให้อานุภาพกลับมาร่วมก๊วนเหมือนเก่า ทั้งภาระงานและเื่ราวต่าง ๆ ใน่นี้ มันช่างมีความหนักหน่วงเสียเหลือเกิน
ซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่บริษัทของพวกเขาทำขึ้นนั้นได้รับความนิยมอย่างมากจากการไปออกบูธจัดแสดงสมัยที่อานุภาพยังอยู่ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลมาถึงตอนนี้แม้เวลาจะผ่านมาเป็ปี ๆ แล้วก็ตามทำให้งานของเขาเพิ่มมากขึ้นไปด้วย
่เวลาเลิกงานสุดท้ายพิชิตก็ทนความอยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้นไม่ไหวจนต้องเดินไปที่โต๊ะของศุภกิจเพื่อพูดคุยเื่‘พนักงานใหม่’
แน่นอนว่าศุภกิจต้องรู้อยู่แล้ว เพราะฝ่ายบุคคลส่งประวัติมาให้เ้าตัวถึงได้ออกอาการตื่นเต้นที่จะได้คนมาร่วมก๊วนเพิ่มอีกคน
“พี่กบ”
พิชิตเรียก
“ว่าไงแก ? จวนจะถึงเวลากลับบ้านแล้วเพิ่งจะมาชวนคุย”
“ก็เวลางานมันคุยได้ที่ไหนล่ะครับ”
“เออเนอะ จริงของแกว่ะ”
ศุภกิจหัวเราะเฝื่อน ๆ ชายหนุ่มจึงพูดต่อไป
“พนักงานใหม่เป็ผู้ชายเหรอครับ”
“ช่ายย ฉันคิดว่าจะชวนมาเข้ากลุ่มสามหนุ่มสามมุมแทนไอ้อุ้มเสียเลยแกว่าดีไหม ?”
“ก็ดีมั้งครับ ถ้าเขาไม่ใช่คนประเภทเดียวกับพี่ดรีมก็คงดี”
“หึ” ศุภกิจส่งเสียงขึ้นจมูก “จะประเภทเดียวกันหรือไม่แต่ถึงอย่างไรหมอนี่ก็จะมาเป็ลูกน้องฉัน เพราะฉะนั้นไม่มีทางทำนิสัยแบบหัวหน้าไปได้หร๊อก”
พิชิตรู้ดีว่าคำว่า ‘ทำนิสัยแบบหัวหน้า’ นั้นคืออะไรมันก็คือการเข้าถึงยากและติดจะให้ความรู้สึกที่ดูสูงส่งกว่าคนอื่นทั่วไปนั่นเอง
“ผมเองก็หวังว่าอย่างนั้นครับ”
“แกไม่ต้องกลัวหรอกไอ้พิชิต ไว้คอยดูพรุ่งนี้ดีกว่า”
สุดท้ายศุภกิจก็พูดตัดบทมาแบบนั้นและตบบ่าเขาหนึ่งป้าบพิชิตจึงได้แต่ส่งยิ้มฝืดเฝือนกลับไปให้ และมองเ้านายของตนเดินออกจากออฟฟิศชั้นหกไป