“เ้าสามคนไปดักจับเคทมิ้วตัวเล็กไว้ และพวกเ้าอีกเจ็ดคนมาช่วยข้าล้อมเคทมิ้วตัวใหญ่เอาไว้” ทั้งเจ็ดคนรับคำสั่งและพากันล้อมเคทมิ้วไว้ หวังอีฮังและเหม่าที่มาถึงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว และสอดส่องเหล่าคนที่มาล่าเคทมิ้ว เหม่ากำหมัดแน่นและมองไปที่ชายคนหนึ่ง”ซิล”เหม่าพูดออกมาเบาๆและขบกลามแน่น
หวังอีกฮังเห็นว่าเหม่านั้นมีท่าทีแปลกใจเขาจึงอดสงใสไม่ได้ 'เ้าเหม่านี่สงสัยคงโกรธที่โดนแย่งเคทมิ้วแน่นอน'หวังอีฮังได้แค่คิดและสงสัย เขานั้นอดความสงสัยตัวเองไม่ได้จึงได้ถามออกไป “เ้าเป็ไรของเ้ากัน” เมื่อเหม่าได้ยินหวังอีฮังถามเขาก็รู้สึกตัว และก็สงบสติอารมณ์โกรธไว้
“เ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็คนเจอเคทมิ้วในที่แห่งนี้”เหม่าถามขึ้น หวังอีฮังรู้สึกสับสน 'หมอนี้มันเป็บ้าอะไรของมัน ถึงได้ถามคำถามนี้ขึ้นมา' เหม่าเห็นสีหน้าของหวังอีฮังเขาก็รู้ได้ในทันทีว่าหวังอีฮังนั้นคิดอะไรอยู่เขาเลยรีบอธิบาย
“ที่จริงแล้วมีสองคนที่รู้เื่ของเคทมิ้วในที่แห่งนี้นั้นคือข้าและสหายอีกคนหนึ่งของข้า”เมื่อพูดมาถึงตรงนี้แล้วเหม่าก็รู้สึกโกรธขึ้นมา หวังอีฮังเห็นว่าเริ่มไม่ดีเขาเลยถาม “แล้วหลังจากนั้นละ” เมื่อหวังอีฮังถามเหม่าก็ได้ตั้งสติขึ้น
“หลังจากนั้นพวกเราทั้งสองก็เข้าไปแอบในพุ่มไม้เพื่อสอดส่องดูพวกมันสองตัว แน่นอนว่าพุ่มไม้นั้นคือพุ่มไม้เดียวที่ข้าบอกให้เ้าเข้าไป และเ้าก็ถูกเหล่าฝูงมอนสเตอร์ไล่ล่า แต่นั้นมันก็เป็โชคร้ายของเ้า”เมื่อเหม่าเล่ามาถึงตรงนี้หวังอีฮังก็รู้สึกอดไม่ได้ที่จะสบด 'บัดซบนี่ข้าโชคร้ายขนาดนั้นเชียวเหรอ'
“ข้าและสหายของข้านั้นจับตาเฝ้ามองเคทมิ้วอยู่สองวัน” เมื่อเหม่าเล่ามาถึงตรงนี้แล้วหวังอีฮังก็เริ่มรู้สึกสับสนเข้าไปใหญ่ และมีสีหน้าแปลกๆ ต้องรู้ก่อนว่าเคทมิ้วนั้นเป็วัวที่มีใบหน้าคล้ายกับมนุษย์ แถมหน้าตาของมอนสเตอร์ตัวนี้ยังดูสง่างามอีกต่างหาก ซึ่งนั้นมันชวนให้รู้สึกขนลุกอย่างมาก แถมบางตัวยังเหมือนกับคนที่แต่งหน้าทาปากไม่เป็ ใบหน้าของมันจึงดูเหมือนกับเลอะเครื่องสำอาง
แต่ในตอนนี้เคทมิ้วที่หวังอีฮังเห็นนั้นมันมีใบหน้าที่ประดับไปด้วยเครื่องสำอางและดูเหมือนกับใบหน้าของอาเจ้ ยิ่งเหม่าเล่าว่าเขากับสหายนั้นเฝ้ามองเคทมิ้วอยู่สองวันจึงทำให้หวังอีฮังอดไม่ได้ที่จะนับถือ เมื่อเขามองไปที่เคทมิ้วราวกับว่าเขานั้นได้ยินเสียงลึกลับบางอย่างที่ทำให้รู้สึกขนหัวลุก 'ว่าไงจ๊ะหนุ่มๆ จู๊บๆ' เมื่อรู้สึกแบบนี้หวังอีฮังก็มองเหม่าด้วยความนับถือ
เหม่ารู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มแปลกๆเขาจึงไอเบาๆ แคกๆ “ข้านั้นพาสหายของข้ามาดูบางอย่างในที่แห่งนี้ ข้านั้นไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มาพบกับเคทมิ้วในสถานที่แห่งนี้ นั้นจึงทำให้พวกข้าทั้งสองไม่อาจที่จะไปดูสมบัติในถ้ำได้” เมื่อหวังอีฮังสังเกตดูดีๆก็พบว่ามีถ้ำอยู่จริงๆ แต่ติดตรงที่มีเหล่าศิษย์จากสำนักกำลังล่าเคทมิ้วอยู่จึงทำให้ไม่สามารถเข้าไปภายในถ้ำได้
ศิษย์จากสำนักทั้งสิบสองคนช่วยกันต่อสู้กับเคทมิ้ว และสุดท้ายชายหนุ่มรูปงามที่เป็ศิษย์พี่ก็ได้เป็คนสังหารเคทมิ้วทั้งสองตัว “ท่านสังหารเคทมิ้วท่านได้รับผลึก”ชายหนุ่มนั้นเผยรอยยิ้มออกมา และพาทั้งสิบเอ็ดคนเดินทางออกจากป่าหลากสี
หวังอีฮังและเหม่าที่คอยซู่มดูมาตลอดก็ออกมาจากพุ่มไม้กัน แต่เขาทั้งสองก็เห็นชายคนหนึ่งออกมาจากถ้ำพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูลึกลับ เมื่อเหม่าเห็นชายที่ออกมาจากถ้ำพร้อมกับหนังสือลึกลับนั้นแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะโกรธจนตัวสั่น หวังอีฮังเองก็รู้สึกได้ว่าเหม่านั้นกำลังโกรธถึงขีดสุด แต่เหม่านั้นก็ยังคงไม่ลงมือทำอะไร หวังอีฮังมองไปที่หนังสือที่สหายของเหม่าถือเขาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เหมือนเขานั้นเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ดูจากความลึกลับของหนังสือเล่มที่สหายของเหม่าถือแล้วน่าจะเป็ หนังสือเคล็ดวิชาที่มาจากโบราณอย่างแน่นอน
หวังดีฮังรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ถึงยังไงเมื่อชาติก่อนของเขา เขานั้นได้อ่านหนังสือวิชามาเกือบทุกเล่มอยู่แล้ว แต่เล่มนี้มันดูแตกต่างออกไป มันให้ความรู้น่าดึงดูดอย่างมาก มันก็น่าจะเป็วิชาที่เขานั่นยังไม่เคยได้ร่ำเรียนมาก่อนอย่างแน่นอน ในแววตาของหวังอีฮังเปร่งประกาย ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เหม่าที่เห็นหวังอีฮังจ้องมองหนังสือตาไม่กระพริบเขานั้นก็รู้สึกใจคอไม่ดีสักเท่าไหล่ แต่ทันใดนั้นเหล่าคนที่จัดการกับเคทมิ้วก็ได้เดินทางกับมาเว้นแต่ศิษย์พี่ไม่ได้กลับมาด้วย
“ซิลดูท่าทางแกจะได้ของดีนิ ส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้ข้าและข้าจะปล่อยเข้าไป” ชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่กล่าวและข่มขู่ ซิลกอดหนังสือไว้ที่อกอย่างแน่น “ตัวโตเ้าคิดว่าข้าโง่เหรอ” จากนั้นก็ได้มีศรธนูดอกหนึ่งพุ่งเสียบพื้นต่อหน้าตัวโต ตัวโตมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ข้าไม่นึกเลยว่าเ้าจะเตรียมคนมาด้วย”ตัวโตกล่าวชม “เ้าอย่าลืมละตัวโตว่าใครกันที่นำทางพวกเ้ามาที่นี่ และอีกอย่างศิษย์พี่ก็ได้ให้สัญญาไว้แล้ว หรือพวกเ้าลืมคำพูดของศิษย์พี่ไปแล้ว”ซิลกล่าวอย่างเ็า
ตัวโตรู้สึกไม่พอใจ แต่เขาจะทำอะไรได้ ศิษย์พี่ผู้นั้นยิ่งแปลกประหลาดกว่าใครๆในสำนัก แม้แต่ศิษย์รักยังโดนทำให้แขนหักมาแล้วเพียงเพราะทำน้ำชาหกใส่พื้น แต่ถึงยังไงพวกเขาก็มีสัญญาจากศิษย์พี่เช่นเดียวกันดังนั้น มันไม่น่าจะเป็อะไรหากเขาสังหารคนที่ไม่ได้สัญญากับศิษย์พี่
ตัวโตออกคำสั่งทั้งเก้าคนให้ไปล้อมลอบคนที่ใช้ธนู “ข้าปิดทางหนีพวกเ้าเอาไว้แล้ว ทีนี้เ้าจะทำอะไรอีกละ ซิล” ตัวโตกล่าวอย่างเย้ยหยัน คนที่ใช้ธนูสามคนเดินออกมาจากพุ่มไม้ที่พวกเขานั้นใช้ซ่อนตัวอยู่
ในตอนนี้ซิลเริ่มรู้สึกกังวล เขาเริ่มที่จะคลายกอดจากหนังสือที่เขากอดอยู่”ส่งหนังสือนั้นมาแล้วข้าจะปล่อยพวกเ้าไป”ตัวโตกล่าวอย่างผู้มีฐานะสูงกว่า “ข้าไม่มีทางมอบหนังสือเล่มนี้ให้กับคนอย่างแกเด็ดขาด” ซิลจ้องมองไปที่ตัวโตตาไม่กระพริบ จากนั้นทั้งคู่ก็ปลดปล่อยพลังออกมา ประตูของทั้งคู่ลอยออกมาจากทางด้านหลัง
ประตูสี่บาน?