เสียงปิดหนังสือทั้งหกเล่มยังคงก้องอยู่ภายในเรือน
ปัง...
ปัง...
ปัง...
ราวกับเสียงหัวใจของเรือนทั้งหลัง
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ
ไม่มีลม
ไม่มีเสียงไม้ลั่น
แม้แต่เปลวไฟในโคมแดงของเยว่หลันก็ลุกนิ่ง ไม่ไหวเอนแม้แต่น้อย
เยว่หลันยังคงมองหนังสือที่มีชื่อตนเองอยู่บนสันปก
นิ้วมือขยับเพียงเล็กน้อย
แต่ยังไม่แตะต้อง
เพราะประโยคสุดท้ายที่เพิ่งปรากฏบนหน้ากระดาษยังวนเวียนอยู่ในใจ
"...เหลืออีกสี่สิบเก้าวัน"
สี่สิบเก้าวัน...
นับจากอะไร
และจะสิ้นสุดที่สิ่งใด
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาข้างตู้หนังสือ
เขาไม่ได้สนใจหนังสือของตนเอง
กลับใช้ปลายนิ้วแตะชั้นไม้ด้านล่างสุด
ครู่หนึ่ง เขาก็ย่อตัวลง
สายตาหยุดอยู่ที่รอยครูดเล็ก ๆ บนพื้น
“มีอะไรหรือ”
เยว่หลันถามเบา ๆ
เขาไม่ตอบทันที
เพียงใช้นิ้วปัดฝุ่นออกทีละน้อย
ใต้ฝุ่นสีเทา มีรอยลากเป็เส้นยาว
ไม่ใช่รอยของตู้
แต่เป็รอยของสิ่งที่เคยมีน้ำหนักมาก
“ตู้นี้...”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวช้า ๆ
“เคยถูกเลื่อน”
เหอซานขมวดคิ้ว
“แต่เราตรวจเรือนทั้งหลังแล้ว”
“ใช่”
เขาพยักหน้า
“และตอนนั้นมันยังไม่อยู่ตรงนี้”
คำตอบทำให้ทุกคนเงียบลง
หากตู้หนังสือเพิ่งปรากฏขึ้น
ก็แปลว่า...
เรือนทั้งหลังยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้นอีกครั้ง
แสงสีทองทอดผ่านสันหนังสือทุกเล่ม
หนังสือแต่ละเล่มมีปกแตกต่างกัน
บางเล่มหุ้มผ้าไหม
บางเล่มเป็หนังสัตว์
บางเล่มเก่าจนขอบกระดาษกลายเป็สีน้ำตาลเข้ม
แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน
ไม่มีชื่อผู้แต่ง
ไม่มีตราสำนัก
เหมือนหนังสือทั้งหมดถูกสร้างขึ้นเพื่อบันทึกเพียงสิ่งเดียว
ชีวิตของคนคนหนึ่ง
อาหลิงยืนมองเงียบ ๆ
ทันใดนั้น เด็กหญิงก็ชี้ไปยังมุมบนสุดของตู้
“ยังมีอีกเล่ม”
ทุกคนเงยหน้าพร้อมกัน
บนชั้นสูงสุด...
มีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ต่างหาก
ไม่มีชื่อ
ไม่มีลวดลาย
ทั้งเล่มถูกห่อด้วยผ้าสีขาวซีด
ราวกับไม่้าให้ผู้ใดแตะต้อง
จ้าวเหวินเอื้อมมือจะหยิบ
แต่หลี่เฟิงเหยียนยกมือห้าม
“เดี๋ยวก่อน”
“เหตุใด”
เขามองผ้าห่อเล่มนั้นนิ่ง ๆ
ก่อนกล่าว
“มันสะอาดเกินไป”
ทุกคนชะงัก
เมื่อมองดี ๆ ก็พบว่า หนังสือทุกเล่มมีฝุ่นเกาะบาง ๆ
มีเพียงเล่มนี้...
ที่ไม่มีฝุ่นแม้แต่น้อย
ราวกับมีผู้หยิบจับมันอยู่เสมอ
ทันใดนั้น
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากชั้นบนของเรือน
ตึก...
ตึก...
ตึก...
ทุกคนเงยหน้าพร้อมกัน
จ้าวเหวินกำดาบแน่น
“เรือนนี้...มีชั้นสองด้วยหรือ”
เยว่หลันนิ่งไป
เมื่อตอนเข้ามาครั้งแรก นางจำได้ชัดเจนว่าไม่มีบันได
แต่เมื่อหันกลับไปมองมุมห้อง
กลับพบสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
บันไดไม้แคบ ๆ
ทอดขึ้นสู่ความมืด้า
ไม่มีผู้ใดรู้ว่า...
มันเพิ่งปรากฏ
หรือพวกเขาเพิ่งมองเห็น
เสียงฝีเท้ายังคงดังต่อ
ช้า...
สม่ำเสมอ...
เหมือนมีใครบางคนกำลังเดินจากปลายสุดของระเบียง
เข้ามาใกล้ปากบันได
อาหลิงค่อย ๆ ถอยหลัง
เสียงของเด็กหญิงสั่นเล็กน้อย
“มีคน...กำลังลงมา”
ทุกคนกลั้นหายใจ
แต่เมื่อเสียงฝีเท้ามาถึงปากบันได
มันกลับหยุดลง
ไม่มีผู้ใดปรากฏตัว
มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง...
ค่อย ๆ ลอยลงมาตามขั้นบันได
ช้า ๆ
เหมือนมีใครปล่อยลงมาจาก้า
เยว่หลันก้มเก็บกระดาษนั้น
บนกระดาษมีหมึกเพียงบรรทัดเดียว
ลายมือสวย สงบนิ่ง
"หากยังไม่พร้อมจะรู้ความจริง...จงอย่าเปิดหนังสือของตนเอง"
ไม่มีลายเซ็น
ไม่มีตราประทับ
แต่หมึกบนกระดาษ...
เป็สีเดียวกับหมึกที่เขียนในสมุดเย็บด้ายของเยว่หลัน
นางเงยหน้าช้า ๆ
มองขึ้นไปยังบันไดที่มืดสนิท
ความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นในใจ
ั้แ่เข้าหมู่บ้านชิงเหอ...
พวกนางอาจไม่ได้เป็ฝ่ายตามหาความจริง
แต่มีใครบางคน...
กำลังนำทางพวกนางไปทีละก้าว
และเขารู้ว่า...
พวกนางจะมาถึงที่นี่
ั้แ่ก่อนที่การเดินทางครั้งนี้จะเริ่มต้นเสียอีก
— จบฉากที่ 1—
กระดาษในมือเยว่หลันยังคงสั่นไหวเบา ๆ
"หากยังไม่พร้อมจะรู้ความจริง...จงอย่าเปิดหนังสือของตนเอง"
หมึกบนกระดาษยังสด ราวกับเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อครู่นี้
ทว่าภายในเรือน กลับไม่มีผู้ใดนอกจากพวกเขา
หรืออย่างน้อย...
ก็ไม่มีผู้ใดที่มองเห็น
สายตาทุกคู่หันไปยังบันไดไม้แคบที่ทอดขึ้นสู่ความมืด
บันไดสายนี้ไม่เคยอยู่ในเรือนมาก่อน
เมื่อพวกเขาเข้าตรวจค้นครั้งแรก ผนังบริเวณนั้นเป็ไม้ทึบ ไม่มีช่อง ไม่มีประตู ไม่มีร่องรอยของการต่อเติม
แต่บัดนี้...
มันตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ราวกับมีมาั้แ่แรก
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้าไปใกล้
เขาไม่ได้รีบขึ้นบันได
กลับใช้ปลายนิ้วเคาะลูกกรงไม้เบา ๆ
ก๊อก...
เสียงแน่น
เขาเคาะอีกครั้ง
ก๊อก...
ยังเป็เสียงของไม้จริง
ชายหนุ่มค่อย ๆ ลูบผิวไม้ตามแนวยาว
ก่อนกล่าวขึ้นช้า ๆ
“อายุไม้ต่างกัน”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“ต่างกัน?”
“ใช่”
เขาชี้ไปยังเสาต้นแรก
“เสาต้นนี้เก่าเกือบร้อยปี”
จากนั้นเลื่อนไปยังราวจับ
“แต่ราวจับ...เพิ่งถูกทำขึ้นไม่นาน”
ทุกคนมองตามอย่างสงสัย
“หมายความว่าอย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง
“มีผู้ซ่อมแซมมัน”
“และคนผู้นั้น...ยังมีชีวิตอยู่”
คำตอบนั้นทำให้เหอซานเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
หากมีผู้ดูแลบันไดแห่งนี้
แปลว่ามีผู้ดูแลเรือนหลังนี้เช่นกัน
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น
แสงสีทองอ่อนส่องผ่านขั้นบันไดทีละขั้น
ขั้นแรก...
ไม่มีสิ่งผิดปกติ
ขั้นที่สอง...
มีฝุ่นบาง ๆ
แต่เมื่อแสงทอดไปถึงขั้นที่สาม
นางกลับหยุดหายใจ
บนแผ่นไม้มีรอยเท้าเปียกน้ำ
เพียงหนึ่งรอย
ไม่มีรอยที่สอง
ไม่มีรอยเดินขึ้น
ไม่มีรอยเดินลง
ราวกับมีใครบางคน...
มายืนอยู่ตรงนั้นเพียงครู่เดียว
แล้วหายไป
จ้าวเหวินชักดาบออกจากฝักอย่างเงียบ ๆ
“ระวัง”
ทุกคนพยักหน้า
หลี่เฟิงเหยียนเป็คนแรกที่ก้าวขึ้นบันได
เขาก้าวอย่างมั่นคง
ไม่เร็ว
ไม่ช้า
ทุกครั้งที่เท้าแตะพื้นไม้ เขาจะหยุดฟังเสียงหนึ่งลมหายใจ
ขั้นที่หนึ่ง...
ไม่มีอะไร
ขั้นที่สอง...
เสียงไม้ลั่นเบา ๆ
ขั้นที่สาม...
เขาหยุด
เยว่หลันที่เดินตามอยู่ด้านหลังสังเกตเห็นว่า เขาไม่ได้มองไปข้างหน้า
แต่กำลังมองเพดาน
“มีอะไรหรือ”
นางถาม
หลี่เฟิงเหยียนยกมือชี้ขึ้น
บนคานไม้เหนือศีรษะ
มีอักษรตัวเล็ก ๆ ถูกสลักไว้
จนแทบกลืนไปกับลายไม้
เยว่หลันยกโคมขึ้นสูง
อักษรโบราณค่อย ๆ ปรากฏชัด
"ผู้ที่ขึ้นไป...จงอย่านับขั้นบันได"
อาหลิงรีบถามทันที
“เหตุใด”
เหอซานกลับสีหน้าเปลี่ยน
“หยุด!”
ทุกคนหันมอง
นักพรตเฒ่าหลับตาแน่น
เหมือนกำลังนึกบางสิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เมื่อครู่...”
“พวกเ้าทุกคน...นับไปถึงขั้นไหน”
จ้าวเหวินตอบทันที
“สาม”
เยว่หลันนิ่งไป
“ข้าก็สาม”
อาหลิงส่ายหน้า
“ไม่ใช่...”
เด็กหญิงชี้ลงไปด้านล่าง
“ข้านับได้...ห้าขั้น”
ทุกคนชะงัก
หลี่เฟิงเหยียนก้มมองบันได
แล้วนับอีกครั้ง
หนึ่ง...
สอง...
สาม...
สี่...
ห้า...
จริงดังอาหลิงกล่าว
แต่เมื่อครู่...
ทุกคนเห็นเพียงสามขั้น
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง
เรือนหลังนี้...
ไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปลักษณ์
แม้แต่การรับรู้ของผู้ที่อยู่ภายในก็ถูกบิดเบือน
เมื่อขึ้นถึงชานพัก
สิ่งแรกที่ทุกคนเห็น
คือทางเดินยาวทอดไปในความมืด
พื้นไม้สะอาดราวกับเพิ่งถูกกวาด
โคมกระดาษสีซีดแขวนเรียงสองข้าง
แต่ไม่มีดวงใดจุดไฟ
ปลายสุดของระเบียง
มีประตูไม้บานหนึ่ง
ปิดสนิท
เหนือประตูมีป้ายไม้เก่า
ตัวอักษรเลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก
เยว่หลันยกโคมแดงส่อง
แสงสีทองค่อย ๆ ไล้ผ่านผิวไม้
ตัวอักษรจึงปรากฏชัดขึ้นทีละตัว
หอจดนาม
ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านระเบียง
ทั้งที่หน้าต่างทุกบานปิดสนิท
โคมกระดาษทั้งสองแถวแกว่งไหวพร้อมกัน
แต่ไม่มีเสียงกระทบกันแม้แต่น้อย
หลี่เฟิงเหยียนเดินไปหยุดหน้าประตู
เขาไม่ได้ผลัก
ไม่ได้แตะ
กลับคุกเข่าลง
มองรอยฝุ่นหน้าธรณีประตู
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวเบา ๆ
“มีคนเข้าออกที่นี่...เมื่อไม่นานนี้”
เยว่หลันก้มลงมอง
“แต่ไม่มีรอยเท้า”
“ใช่”
เขาพยักหน้า
“เพราะคนผู้นั้น...เดินไม่แตะพื้น”
สิ้นคำ
เสียงกระดิ่งใบเล็กก็ดังขึ้นจากอีกฟากของประตู
กริ๊ง...
เพียงครั้งเดียว
แต่ทำให้โคมแดงในมือเยว่หลันสว่างวาบ
บนบานประตูไม้เก่า
หมึกสีดำค่อย ๆ ซึมขึ้นเอง
เขียนเป็ประโยคสั้น ๆ
"ผู้ที่ยังจำชื่อตนเองได้...จงเข้ามา"
ทุกคนมองหน้ากัน
ไม่มีผู้ใดขยับ
เพราะไม่มีใครแน่ใจอีกต่อไป...
ว่าั้แ่ก้าวเข้าสู่หมู่บ้านชิงเหอ
พวกเขายังเป็ "ตัวเอง"
เหมือนเมื่อวันแรกหรือไม่
— จบฉากที่ 2 —
ประตูไม้ยังคงปิดสนิท
ประโยคบนบานประตูค่อย ๆ จางหายไป
"ผู้ที่ยังจำชื่อตนเองได้...จงเข้ามา"
เหลือเพียงลายไม้เก่าซีดเซียว
ราวกับข้อความเมื่อครู่ไม่เคยปรากฏ
เยว่หลันหันมองหลี่เฟิงเหยียน
“เราจะเข้าไปหรือไม่”
ชายหนุ่มมิได้ตอบในทันที
เขาเดินเข้าไปใกล้บานประตู
ใช้นิ้วลูบตามขอบวงกบอย่างละเอียด
ั้แ่ด้านล่างขึ้นไปจนถึง้า
ครู่หนึ่งจึงถอนมือกลับ
“ไม่มีค่ายกล”
เหอซานประหลาดใจ
“ไม่มี?”
“ไม่มี”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“แต่...”
เขาเงยหน้ามองบานประตู
“ประตูบานนี้ไม่้าป้องกันผู้บุกรุก”
“มันกำลังรอผู้มาเยือน”
ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงกว่าเดิม
ประตูที่ไม่ป้องกัน
ย่อมหมายความว่า...
ผู้สร้างมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดจากภายในจะหลบหนีออกมา
หลี่เฟิงเหยียนยกมือขึ้น
ผลักประตูเบา ๆ
ครืด...
เสียงบานพับไม้ดังแ่
แต่ภายในกลับมืดสนิท
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้นสูง
แสงสีทองค่อย ๆ แผ่เข้าไป
ห้องด้านในกว้างกว่าที่ทุกคนคาดคิด
ชั้นหนังสือสูงจรดเพดานเรียงรายเป็ระเบียบ
แต่ละชั้นเต็มไปด้วยม้วนคัมภีร์และสมุดเย็บด้ายจำนวนมหาศาล
กลิ่นกระดาษเก่า
หมึกจีน
และไม้จันทน์อ่อน ๆ
อบอวลอยู่ทั่วห้อง
สิ่งแรกที่ทุกคนสังเกตเห็นคือ...
ฝุ่น
ไม่มีฝุ่นเลยแม้แต่น้อย
แม้หนังสือบางเล่มจะดูเก่าแก่กว่าร้อยปี
เยว่หลันก้าวเข้าไปช้า ๆ
นางเอื้อมมือแตะสันหนังสือเล่มหนึ่ง
บนปกมีอักษรเพียงสี่ตัว
สกุลหลิว
นางเปิดออกอย่างระมัดระวัง
ภายในไม่มีเื่เล่า
ไม่มีบทกวี
มีเพียงรายชื่อ
ชื่อของคนในสกุลหลิวทุกคน
เรียงตามลำดับอายุ
ข้างแต่ละชื่อมีวันที่เกิด
วันที่เสียชีวิต
และบันทึกสั้น ๆ เพียงหนึ่งบรรทัด
"รักษาสัญญาจนวาระสุดท้าย"
"จากไปโดยไร้ผู้จดจำ"
"ยอมแลกนามเพื่อปกป้องครอบครัว"
เยว่หลันพลิกอ่านอย่างรวดเร็ว
จนถึงหน้าสุดท้าย
รายชื่อหยุดลงเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน
ตรงกับปีที่หมู่บ้านชิงเหอหายไปจากประวัติศาสตร์
นางค่อย ๆ ปิดหนังสือ
หัวใจหนักอึ้งอย่างประหลาด
อีกด้านหนึ่ง
จ้าวเหวินกำลังสำรวจชั้นหนังสือแถวถัดไป
เขาหยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาหนึ่งม้วน
เมื่อคลี่ออก
กลับไม่ใช่ตำรา
แต่เป็แผนที่หมู่บ้าน
“ทุกคนมาดูนี่!”
หลี่เฟิงเหยียนรับแผนที่มา
สายตาของเขากวาดผ่านรายละเอียดอย่างรวดเร็ว
แล้วหยุดลงตรงมุมล่าง
“นี่ไม่ใช่แผนที่หมู่บ้าน”
เยว่หลันเดินเข้ามาใกล้
“เหตุใดจึงว่าเช่นนั้น”
เขาชี้ไปยังสัญลักษณ์เล็ก ๆ
“ผังเรือนทั้งหมดตรงกับที่เราเห็น”
“ยกเว้นหนึ่งหลัง”
นิ้วของเขาหยุดลงตรงกลางแผนที่
บริเวณที่ควรเป็เรือนสกุลหลิว
กลับถูกวาดเป็...
วงกลมสีดำ
ไม่มีรายละเอียด
ไม่มีชื่อ
เหมือนผู้วาดตั้งใจเว้นพื้นที่นั้นไว้
เหอซานสีหน้าเคร่งเครียด
“หมายความว่า...”
“เรือนที่เรายืนอยู่”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวช้า ๆ
“อาจไม่เคยอยู่ในแผนที่ั้แ่แรก”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบงัน
ทันใดนั้น
อาหลิงซึ่งยืนอยู่ท้ายห้องก็ร้องเรียกเสียงเบา
“พี่เยว่หลัน...”
เด็กหญิงยืนอยู่หน้าชั้นหนังสืออีกด้าน
บนชั้นนั้นไม่มีรายชื่อสกุล
มีเพียงตัวเลข
หนึ่ง...
สอง...
สาม...
เรียงต่อกันไป
จนถึง...
เจ็ด
แต่ช่องหมายเลขหก
ว่างเปล่า
ไม่มีหนังสือ
มีเพียงฝุ่นเป็รูปสี่เหลี่ยม
เหมือนเพิ่งมีใครหยิบหนังสือออกไปไม่นาน
หลี่เฟิงเหยียนมองช่องว่างนั้นอยู่นาน
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“คนที่มาถึงก่อนเรา...”
“ไม่ได้มาที่นี่เพื่อค้นหาอะไร”
“แต่เขามาเอาหนังสือกลับไป”
เยว่หลันถามทันที
“หนังสืออะไร”
หลี่เฟิงเหยียนไม่ตอบ
เขาก้มลงมองชั้นไม้
ตรงมุมล่างมีเศษกระดาษเล็ก ๆ ติดอยู่
เมื่อหยิบขึ้นมา
ทุกคนก็เห็นอักษรเพียงครึ่งคำ
"...ผู้ถือกรรม..."
ส่วนที่เหลือถูกฉีกหายไป
ในขณะเดียวกัน
เสียงพลิกหน้าหนังสือก็ดังขึ้นจากด้านในสุดของห้อง
พรึ่บ...
พรึ่บ...
พรึ่บ...
ทุกคนหันไปพร้อมกัน
สุดทางเดินระหว่างชั้นหนังสือ
มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่
บนโต๊ะมีตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก
เปลวไฟนิ่งสนิท
ข้างตะเกียง...
มีหนังสือเล่มหนึ่งเปิดค้างไว้
ทั้งที่ไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้น
หน้ากระดาษค่อย ๆ พลิกเอง
ทีละหน้า
ช้า...
สม่ำเสมอ...
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังอ่านมัน
แล้วจู่ ๆ
หน้ากระดาษก็หยุดนิ่ง
หมึกสีดำเริ่มซึมขึ้นเอง
เขียนเป็ลายมือเดียวกับที่ปรากฏในเรือนสกุลหลิว
"ในที่สุด...ผู้ถือกรรม์ก็มาถึงหอจดนาม"
ทุกคนยังไม่ทันตั้งสติ
ประโยคที่สองก็ปรากฏขึ้น
"ผู้เฝ้าหอ...กำลังจะกลับมา"
ทันทีที่หมึกเขียนคำสุดท้ายเสร็จ
เปลวไฟบนตะเกียงก็ดับลง
ทั้งห้องจมสู่ความมืด
และจากปลายสุดของทางเดิน
เสียงฝีเท้าช้า ๆ ก็ดังขึ้น
ตึก...
ตึก...
ตึก...
คราวนี้...
ไม่ใช่เสียงของผู้ที่กำลังเดินเข้ามา
แต่เป็เสียงของใครบางคน...
ที่กำลังเดินลงมาจากชั้นลึกกว่าของหอจดนาม
— จบฉากที่ 3 — ????
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ตึก...
ตึก...
ตึก...
ทุกก้าวก้องสะท้อนอยู่ระหว่างชั้นหนังสือสูงตระหง่าน
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาด คือเสียงนั้นมิได้ดังใกล้เข้ามา
หากกลับเหมือนดังมาจากทุกทิศทางพร้อมกัน
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น
เปลวไฟสีทองอ่อนเริ่มสั่นไหว
ราวกับรับรู้ถึงการมาถึงของบางสิ่ง
หลี่เฟิงเหยียนก้าวมายืนข้างนางโดยไม่เอ่ยคำ
สายตาของเขาไม่ได้จับอยู่ที่ปลายทางเดิน
แต่คอยสังเกตทุกชั้นหนังสือรอบตัว
ราวกับกำลังตามหาเส้นทางหลบหนีมากกว่าศัตรู
เสียงฝีเท้าหยุดลง
ความเงียบเข้าปกคลุมหอจดนามอีกครั้ง
แล้วตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะตัวเดิม...
ก็ลุกขึ้นเอง
เปลวไฟสีครามเรืองรองอย่างสงบนิ่ง
กลางแสงสลัวนั้น
เงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
มิใช่ร่างจริง
แต่เป็เพียงเงาสะท้อนบนพื้นไม้
รูปร่างสูงโปร่ง
สวมอาภรณ์ยาว
มือข้างหนึ่งถือพู่กัน
อีกข้างประคองสมุดเย็บด้ายสีดำ
แต่เมื่อทุกคนเงยหน้าขึ้น
กลับไม่พบผู้ใดอยู่ตรงนั้น
มีเพียงเงา...
ที่ไม่มีเ้าของ
อาหลิงรีบซ่อนตัวหลังเหอซาน
“เหตุใดมีแต่เงา...”
เหอซานตอบเบา ๆ
“เพราะผู้ที่อยู่ตรงหน้าเรา...”
“อาจไม่มีตัวตนในโลกนี้แล้ว”
ทันใดนั้น
สมุดสีดำในเงามือของบุคคลปริศนาก็เปิดออกเอง
หน้ากระดาษพลิกอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ...
พรึ่บ...
พรึ่บ...
ก่อนหยุดลงที่หน้าหนึ่ง
พู่กันในมือเงาร่างเริ่มเคลื่อนไหว
หมึกสีดำค่อย ๆ ปรากฏบนหน้ากระดาษ
แม้ไม่มีมือจริงจับพู่กัน
เยว่หลันจ้องมองอย่างไม่กะพริบ
ข้อความค่อย ๆ เขียนเสร็จ
"เยว่หลัน...ผู้ถือกรรม์รุ่นที่เจ็ดสิบสาม"
หัวใจของนางเต้นแรง
รุ่นที่เจ็ดสิบสาม...
นั่นหมายความว่า ก่อนนาง
เคยมีผู้ถือกรรม์มาแล้วถึงเจ็ดสิบสองคน
หลี่เฟิงเหยียนเองก็ชะงัก
เขาไม่เคยเห็นบันทึกเช่นนี้ในตำราใด
แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะตั้งคำถาม
หมึกบรรทัดใหม่ก็เริ่มเขียนต่อ
"เข้าสู่หอจดนาม...ปีที่สามร้อยสี่สิบเจ็ด หลังการปิดผนึกครั้งใหญ่"
เหอซานสูดลมหายใจแรง
“สามร้อยสี่สิบเจ็ดปี...”
นักพรตเฒ่าพึมพำกับตนเอง
“เช่นนั้น...ตำนานที่ถูกลบออกจากราชสำนัก...เป็เื่จริง”
เยว่หลันหันไปถาม
“ท่านรู้อะไร”
เหอซานกลับส่ายหน้า
“ข้ารู้เพียงเศษเสี้ยว”
“ว่าครั้งหนึ่ง...เคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อผู้คนทั้งเมืองหายไปจากประวัติศาสตร์”
“แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดขึ้นที่ใด”
หลี่เฟิงเหยียนมองรอบหออย่างช้า ๆ
ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“บัดนี้เรารู้แล้ว”
“ที่นี่...คือสถานที่นั้น”
จู่ ๆ พู่กันก็หยุดเขียน
เงาร่างค่อย ๆ หันหน้า
แม้มองไม่เห็นใบหน้า
แต่ทุกคนรู้สึกได้ว่า
มันกำลังมองมาที่เยว่หลัน
เสียงหนึ่งดังขึ้น
แหบเบา
เก่าแก่ราวกับดังมาจากกาลเวลาที่ห่างไกล
“ผู้ถือกรรมรุ่นใหม่...”
“เ้ามาช้ากว่าที่ข้าคาดไว้”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
ก่อนประสานมือคารวะอย่างสงบ
“ท่านคือผู้เฝ้าหอหรือ”
เงาร่างเงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วตอบ
“ข้า...”
“เคยเป็”
คำตอบนั้นทำให้หลี่เฟิงเหยียนหรี่ตาลง
เขาจับได้ทันทีว่าอีกฝ่ายมิได้กล่าวว่า
"ข้าเป็ผู้เฝ้าหอ"
แต่กล่าวว่า
"เคยเป็"
นั่นหมายความว่า...
ตำแหน่งนี้อาจมีผู้รับหน้าที่คนใหม่แล้ว
ทันใดนั้นเอง
เสียงหนังสือหล่นก็ดังขึ้นจากชั้นลึกด้านใน
ตุบ!
ทุกคนสะดุ้งหันไปพร้อมกัน
หนังสือเล่มหนึ่งตกลงบนพื้นเอง
เปิดค้างอยู่
หน้ากระดาษพลิกช้า ๆ
จนหยุดที่ภาพวาดโบราณ
เยว่หลันยกโคมเข้าไปใกล้
ภาพนั้นมิใช่แผนที่
มิใช่ตัวอักษร
แต่เป็ภาพหญิงสาวผู้หนึ่ง
สวมชุดผู้ถือกรรม์
ถือโคมแดงเช่นเดียวกับนาง
ใบหน้าถูกวาดไว้อย่างงดงาม
แต่ดวงตา...
กลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
ใต้ภาพมีคำบรรยายเพียงบรรทัดเดียว
"ผู้ถือกรรม์รุ่นที่หนึ่ง"
ทุกคนตกตะลึง
เยว่หลันมองภาพนั้นนิ่ง
นางรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
เพราะใบหน้าของสตรีในภาพ...
คล้ายกับนางอย่างน่าประหลาด
ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์
แต่แม้แต่แววตา
ราวกับทั้งสองมีสายใยบางอย่างเชื่อมโยงกัน
ก่อนที่นางจะทันได้เปิดหน้าถัดไป
เงาของผู้เฝ้าหอก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง
น้ำเสียงคราวนี้หนักแน่นกว่าเดิม
“หากเ้า้ารู้ความจริงของผู้ถือกรรม์...”
“จงเตรียมใจที่จะสูญเสียชื่อของตนเองเสียก่อน”
สิ้นเสียงนั้น
เปลวไฟสีครามบนตะเกียงก็ดับวูบ
เงาร่างของผู้เฝ้าหอค่อย ๆ เลือนหายไป
เหลือเพียงสมุดสีดำที่ปิดลงเองอย่างแ่เบา
และความเงียบ...
ที่หนักอึ้งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
— จบฉากที่ 4 —
เสียงของผู้เฝ้าหอจางหายไปพร้อมเปลวไฟสีคราม
ห้องทั้งห้องกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้...
ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าอยู่เพียงลำพัง
ราวกับสายตานับร้อยคู่ยังคงจับจ้องพวกเขาจากทุกชั้นหนังสือ
เยว่หลันยังยืนอยู่หน้าภาพของผู้ถือกรรม์รุ่นแรก
หัวใจของนางเต้นช้าลง
นางไม่ได้หวาดกลัว
แต่กำลังครุ่นคิด
หากสตรีในภาพคือผู้ถือกรรม์รุ่นแรกจริง
เหตุใดใบหน้าของนาง...
จึงละม้ายคล้ายตนเองเหลือเกิน
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาหยุดข้างภาพ
เขาไม่ได้มองใบหน้า
กลับเพ่งมองชายแขนเสื้อของสตรีในภาพ
ผ่านไปครู่หนึ่ง
เขาจึงกล่าวขึ้นเบา ๆ
“นี่ไม่ใช่ภาพวาด”
เยว่หลันหันมองทันที
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
เขาชี้ไปยังรอยหมึกจาง ๆ ตรงปลายแขนเสื้อ
“ภาพวาดทั่วไปจะใช้พู่กันเพียงชนิดเดียว”
“แต่ภาพนี้...”
“ใช้หมึกสามชนิด”
เหอซานเดินเข้ามาใกล้
เมื่อเพ่งดูด้วยแสงโคม
จึงเห็นจริงดังที่หลี่เฟิงเหยียนกล่าว
หมึกสีดำ
หมึกสีชาด
และหมึกสีทอง
ถูกใช้ร่วมกันอย่างประณีต
หลี่เฟิงเหยียนเอ่ยต่อ
“หมึกสีทอง...”
“ทำจากชาดิญญา”
“ตำราระบุว่าใช้เฉพาะการบันทึกผู้มีชีวิต”
เยว่หลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
“เช่นนั้น...”
“ผู้ที่วาดภาพนี้”
“อาจเคยเห็นนางจริง”
จ้าวเหวินเดินสำรวจชั้นหนังสือด้านใน
พลันสายตาไปสะดุดกับแท่นหินเตี้ย ๆ กลางห้อง
เมื่อครู่แท่นนี้ยังไม่มี
บัดนี้กลับปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน
บนแท่นมีหนังสือเพียงเล่มเดียว
ปกหนังสีดำสนิท
ไม่มีชื่อ
ไม่มีลวดลาย
แต่มีโซ่เงินเส้นเล็กพันรอบหนังสือสามชั้น
ปลายโซ่คล้องด้วยกุญแจทองแดงเก่าแก่
อาหลิงกระซิบเบา ๆ
“เล่มนั้น...”
“เมื่อครู่ยังไม่มี”
เยว่หลันเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่โคมแดงส่องกระทบ
กุญแจทองแดงกลับสั่นเบา ๆ
กริ๊ก...
เหมือนรับรู้ถึงการมาถึงของผู้ถือกรรม
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้รีบเข้าใกล้
เขากลับเดินวนรอบแท่นหินหนึ่งรอบ
สายตาไล่มองพื้นไม้ทีละแผ่น
ก่อนหยุดตรงมุมด้านหลัง
เขาคุกเข่าลง
ใช้นิ้วปัดฝุ่นออก
ใต้ฝุ่นมีรอยวงกลมเล็ก ๆ หลายวง
เหมือนเคยมีหนังสืออีกหลายเล่มตั้งอยู่
แต่ถูกนำออกไปหมดแล้ว
เหลือเพียงเล่มเดียว
“มีผู้เลือกมันไว้”
เขาพูดเรียบ ๆ
เหอซานถามทันที
“เลือกไว้เพื่อผู้ใด”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนหันมามองเยว่หลัน
“เพื่อคนที่ถือโคมแดง”
คำตอบนั้นทำให้ทุกสายตาหันมาทางนางพร้อมกัน
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
นางก้าวไปหยุดหน้าแท่นหิน
โคมแดงในมือเริ่มส่องแสงแรงขึ้น
แสงสีทองค่อย ๆ ไหลไปตามโซ่เงิน
เกิดเป็อักขระโบราณเรืองแสงทีละตัว
ไม่มีผู้ใดอ่านออก
ยกเว้นเยว่หลัน
ถ้อยคำเ่าั้เหมือนไม่ได้ผ่านสายตา
แต่ดังขึ้นโดยตรงในความคิด
"ผู้รับ่ต่อ..."
"หากเปิดหนังสือนี้..."
"เ้าจะไม่มีวันกลับไปเป็ผู้เดินตามชะตาอีก"
เยว่หลันหลับตาแน่น
เสียงนั้นมิใช่คำขู่
แต่เป็การเตือน
ทันใดนั้น
หลี่เฟิงเหยียนกลับยกมือขึ้น
“อย่าเพิ่งเปิด”
เยว่หลันลืมตา
“เหตุใด”
เขามองโซ่เงินอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“เพราะกุญแจ...”
“ถูกไขไว้แล้ว”
ทุกคนชะงัก
เหอซานรีบก้มดู
กุญแจยังคล้องอยู่ครบ
“ยังไม่ได้เปิดมิใช่หรือ”
หลี่เฟิงเหยียนส่ายหน้า
“กุญแจมีไว้กันคนซื่อ”
เขาใช้นิ้วแตะรอยสึกเล็ก ๆ บริเวณรูคล้อง
“มีคนไขมันก่อนหน้าเรา”
“แล้วล็อกกลับ”
เยว่หลันรู้สึกหัวใจเต้นแรง
หมายความว่า...
ชายชุดคราม
หรือผู้ใดก็ตามที่มาถึงก่อน
ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว
แต่เลือกวางมันกลับไว้
ทันใดนั้นเอง
เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้น
ตึก...
ตึก...
ตึก...
แต่คราวนี้
มิได้ดังจากระเบียง
มิได้ดังจากชั้นล่าง
หากดังมาจาก...
ภายในชั้นหนังสือ
เหมือนมีใครบางคนกำลังเดินอยู่หลังผนังไม้
เสียงหยุดลงตรงด้านหลังแท่นหิน
จากนั้น
มือข้างหนึ่ง
ซีดขาว
ผอมจนเห็นกระดูก
ค่อย ๆ ยื่นออกมาจากช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ
มือข้างนั้นมิได้คว้าผู้ใด
มิได้ทำร้ายใคร
หากเพียงวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนแท่นหิน
แล้วค่อย ๆ หายกลับเข้าไป
เร็วเสียจนไม่มีใครทันเห็นเ้าของมือ
จ้าวเหวินรีบวิ่งอ้อมชั้นหนังสือไปตรวจ
แต่ด้านหลัง...
เป็เพียงผนังไม้ทึบ
ไม่มีทางเดิน
ไม่มีช่องลับ
ไม่มีแม้แต่รอยแตก
เยว่หลันหยิบกระดาษขึ้นมา
กระดาษเก่าซีดจนแทบเปราะ
มีเพียงข้อความสั้น ๆ
"หากอยากรู้ว่าใครขโมยหนังสือเล่มที่หก..."
นางกลืนน้ำลาย
อ่านข้อความบรรทัดสุดท้าย
"จงไปพบคนตาย...ก่อนพระจันทร์ดับ"
สิ้นประโยคนั้น
กระดาษทั้งแผ่นก็กลายเป็เถ้าสีเงิน
ปลิวสลายไปกับสายลม
ทิ้งไว้เพียงความเงียบ
และหนังสือปริศนาบนแท่นหิน
ที่ราวกับกำลังรอให้เยว่หลันเป็ผู้ตัดสินใจว่า...
จะเปิดมัน
หรือปล่อยให้ความลับดำรงอยู่ต่อไป
— จบฉากที่ 5 —
เถ้าสีเงินจากกระดาษแผ่นนั้นค่อย ๆ ลอยสลายไปในอากาศ
ภายในหอจดนามกลับเงียบงันราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ไม่มีผู้ใดขยับ
ทุกคนกำลังครุ่นคิดถึงประโยคสุดท้าย
"...จงไปพบคนตาย...ก่อนพระจันทร์ดับ"
หลี่เฟิงเหยียนทอดสายตามองแท่นหิน
ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ผู้ที่เขียนข้อความนี้...ไม่ได้กำลังขอร้องเรา”
“แต่กำลังเร่งเวลา”
เยว่หลันเงยหน้ามองเขา
“เพราะเหตุใด”
“เพราะหากพระจันทร์ดับก่อน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“บางสิ่งจะหายไปตลอดกาล”
เหอซานเดินเข้าไปสำรวจแท่นหินอย่างละเอียด
ปลายนิ้วของนักพรตเฒ่าลูบผ่านขอบหินที่ถูกขัดจนเรียบ
ก่อนจะพบร่องเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้ฐาน
เขาคุกเข่าลง
ใช้พู่กันด้ามสั้นสอดเข้าไปเบา ๆ
เสียงกลไกโบราณดังขึ้น
กึก...
แท่นหินสั่นเพียงเล็กน้อย
หนังสือปกดำมิได้เปิดออก
แต่พื้นหินใต้แท่นกลับเลื่อนออกช้า ๆ
เผยให้เห็นช่องลับขนาดเท่าฝ่ามือ
ภายในมีเพียงกล่องไม้จันทน์ใบเล็ก
ไม่มีลวดลาย
ไม่มีตราประทับ
หลี่เฟิงเหยียนรับกล่องนั้นมา
ก่อนเปิดอย่างระมัดระวัง
สิ่งที่อยู่ภายในมิใช่อาวุธ
มิใช่วัตถุวิเศษ
หากเป็...
พู่กันด้ามหนึ่ง
ด้ามพู่กันทำจากไม้เหมยสีดำ
ขนพู่กันกลับขาวราวหิมะ
แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปี
ก็ยังสะอาดราวกับเพิ่งสร้างเสร็จ
เยว่หลันรู้สึกว่าโคมแดงในมืออุ่นขึ้นอีกครั้ง
เหมือนกำลังตอบสนองต่อพู่กันด้ามนั้น
ทันทีที่หลี่เฟิงเหยียนแตะพู่กัน
เขากลับชะงัก
สีหน้าซึ่งสงบนิ่งมาตลอดเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที
เยว่หลันสังเกตเห็นทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
ชายหนุ่มถอนมือกลับ
ก่อนตอบเรียบ ๆ
“มันอุ่น”
เหอซานใ
“เป็ไปไม่ได้”
“วัตถุที่ถูกเก็บไว้นานหลายร้อยปี”
“ไม่มีทางอุ่นได้”
หลี่เฟิงเหยียนมิได้โต้แย้ง
เขาเพียงหยิบพู่กันขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้...
พู่กันกลับไม่มีความอุ่นเหลืออยู่
ราวกับเมื่อครู่เป็เพียงความรู้สึกชั่วขณะ
แต่ในใจของเขารู้ดี
สิ่งที่ััได้...
เป็ของจริง
เยว่หลันรับพู่กันมาถือ
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะด้ามไม้
ภาพหนึ่งก็แล่นเข้ามาในห้วงความคิด
เป็ห้องโถงกว้างใหญ่
เต็มไปด้วยโต๊ะเขียนหนังสือเรียงราย
ชายหญิงในอาภรณ์สีขาวนับร้อยคน
กำลังก้มหน้าจดบันทึก
ไม่มีผู้ใดพูด
มีเพียงเสียงพู่กันเสียดสีกระดาษ
ดังพร้อมกัน
ราวกับสายฝนตกไม่หยุด
สุดปลายห้อง
สตรีผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าหน้าต่าง
นางสวมอาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมย
มือถือโคมแดง
และใช้พู่กันด้ามเดียวกับที่เยว่หลันถืออยู่
เขียนชื่อลงบนม้วนคัมภีร์ยาวเหยียด
ก่อนที่เยว่หลันจะเห็นใบหน้าของนางชัดเจน
ภาพทั้งหมดก็แตกสลาย
นางสะดุ้งลืมตา
หายใจถี่
หลี่เฟิงเหยียนรีบประคองแขนไว้
“เห็นอะไร”
เยว่หลันเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“ข้าเห็น...ผู้คนกำลังจดรายนาม”
“จำนวนมาก”
“มากจนเหมือนทั้งแผ่นดิน”
เหอซานนิ่งอึ้ง
นักพรตเฒ่าก้มมองพู่กันในมือเยว่หลัน
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ข้าเคยอ่านเพียงตำนาน”
“ว่าครั้งหนึ่ง...ผู้ถือกรรม์มิได้มีเพียงคนเดียว”
“แต่มีทั้งสำนัก”
ทุกคนเงียบลง
หากเื่นี้เป็ความจริง
ประวัติศาสตร์ที่พวกเขารู้...
อาจเป็เพียงเศษเสี้ยว
จ้าวเหวินซึ่งยืนเฝ้าประตูอยู่พลันกล่าวขึ้น
“มีบางอย่างผิดปกติ”
ทุกคนหันไปทันที
เขาชี้ออกไปยังระเบียง
แสงที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่างเปลี่ยนเป็สีเทาหม่น
หิมะยังคงตก
แต่ไม่มีเกล็ดใดแตะพื้น
ทุกเกล็ดลอยค้างอยู่กลางอากาศ
ราวกับกาลเวลาภายนอก...
หยุดเดิน
หลี่เฟิงเหยียนรีบเดินไปที่หน้าต่าง
เขาเอื้อมมือออกไป
เกล็ดหิมะตกลงบนฝ่ามือ
แต่ไม่เย็น
และไม่ละลาย
เขากำเกล็ดหิมะไว้
เมื่อแบมือออก
สิ่งที่อยู่บนฝ่ามือไม่ใช่หิมะอีกต่อไป
หากเป็...
เศษกระดาษสีขาวเล็ก ๆ
มีตัวอักษรเพียงคำเดียว
"ช้า"
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า
แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็ครั้งแรก
“มีผู้กำลังเปลี่ยนการไหลของเวลาในชิงเหอ”
สิ้นคำของเขา
ระฆังจากที่ใดไม่ทราบก็ดังขึ้น
กัง...
กัง...
กัง...
ครั้งนี้มิใช่เจ็ดครั้ง
แต่ดังเพียงครั้งเดียว
ทว่าเสียงนั้นกลับะเืไปทั้งหอจดนาม
หนังสือทุกเล่มบนชั้นเริ่มสั่นพร้อมกัน
ราวกับมีใครบางคน...
กำลังจะกลับมาเปิดอ่านเื่ราวของทุกชีวิตอีกครั้ง
— จบฉากที่ 6 — ????
เสียงระฆังเพียงครั้งเดียวยังคงก้องอยู่ภายในหอจดนาม
หนังสือทุกเล่มบนชั้นสั่นะเืเบา ๆ
มิใช่เพราะแรงลม
แต่เหมือนกำลังตอบสนองต่อเสียงเรียกบางอย่าง
เยว่หลันกอดโคมแดงไว้แน่น
เปลวไฟสีทองค่อย ๆ เปลี่ยนกลับเป็สีแดงเข้ม
นางรู้ดี...
ทุกครั้งที่โคมเปลี่ยนสี
ย่อมหมายถึงกฎของสถานที่แห่งนี้กำลังเปลี่ยนตาม
หลี่เฟิงเหยียนเดินไปยืนกลางห้อง
เขาหลับตาลง
เงียบอยู่สามลมหายใจ
ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“เงียบเกินไป”
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“ท่านหมายถึงอะไร”
“หอแห่งนี้เต็มไปด้วยหนังสือนับหมื่นเล่ม”
หลี่เฟิงเหยียนลืมตา
“แต่เราไม่ได้กลิ่นหมึกใหม่เลย”
เหอซานชะงัก
จริงดังว่า
ั้แ่เข้ามา ทุกคนได้กลิ่นเพียงหมึกเก่าและกระดาษโบราณ
หากหอนี้ยังทำหน้าที่บันทึกรายนามผู้คน
ย่อมต้องมีหมึกใหม่อยู่เสมอ
เว้นเสียแต่ว่า...
ไม่มีผู้ใดเขียนอีกแล้ว
เยว่หลันก้มมองพู่กันไม้เหมยในมือ
นางยกขึ้นช้า ๆ
ทันใดนั้น
ปลายพู่กันกลับหยดหมึกสีทองลงบนพื้นไม้เอง
หยดเดียว
แต่เมื่อหมึกััพื้น
กลับแผ่ขยายเป็เส้นบาง ๆ
ไหลไปตามร่องไม้ราวกับสายน้ำ
ทุกคนเฝ้ามองอย่างเงียบงัน
เส้นหมึกมิได้หยุด
แต่วิ่งเลี้ยวผ่านชั้นหนังสือ
ลอดใต้โต๊ะ
ตรงไปยังผนังด้านในสุดของหอ
ก่อนจะหยุดลง
ตรงหน้าผนังไม้เรียบที่ไม่มีสิ่งใด
หลี่เฟิงเหยียนเดินตามเส้นหมึกไป
เขาใช้ปลายนิ้วเคาะผนัง
ก๊อก...
เสียงทึบ
เคาะอีกครั้ง
ก๊อก...
ยังเหมือนเดิม
แต่เมื่อพู่กันในมือเยว่หลันสั่นขึ้นเอง
ผนังไม้ทั้งแผ่นก็สั่นตาม
ครืด...
ช้า ๆ
ผนังเลื่อนออกด้านข้าง
เผยให้เห็นประตูไม้บานแคบ
เก่ากว่าประตูทุกบานที่พวกเขาเคยพบ
เหนือวงกบประตู
มีแผ่นป้ายไม้สีดำ
อักษรสีทองซีดจางจนแทบมองไม่เห็น
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้นส่อง
ทีละตัว...
ทีละตัว...
ข้อความจึงปรากฏ
ประตูบานที่แปด
จ้าวเหวินมองไปรอบห้องอย่างงุนงง
“แต่หอนี้...มีประตูเพียงบานเดียว”
เหอซานส่ายหน้า
“ไม่...”
“เราเห็นเพียงบานเดียว”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้าช้า ๆ
“ประตูอีกเจ็ดบาน...”
“อาจไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน”
ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันหันไปมองป้ายไม้
ประตูบานที่แปด...
หมายความว่ายังมีอีกเจ็ดแห่งบนแผ่นดิน
อาหลิงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้
เด็กหญิงเอียงศีรษะ
ก่อนพูดเสียงเบา
“มีคนร้องไห้...”
ทุกคนเงียบลงทันที
“เ้าได้ยินหรือ”
อาหลิงพยักหน้า
“อยู่หลังประตู”
เยว่หลันตั้งใจฟัง
แรกเริ่มมีเพียงความเงียบ
แต่เมื่อหลับตา
นางก็ได้ยินจริง
มิใช่เสียงร้องไห้ของคนคนเดียว
แต่เป็เสียงแ่เบาของผู้คนนับไม่ถ้วน
เหมือนหลายร้อยชีวิตกำลังกระซิบพร้อมกัน
ไม่มีคำพูดที่ฟังออก
มีเพียงความรู้สึก...
ว่าพวกเขากำลังรอ
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้แตะประตู
กลับก้มลงมองธรณี
มีรอยขีดบาง ๆ อยู่หนึ่งบรรทัด
เขาใช้นิ้วปัดฝุ่นออก
ใต้ฝุ่นนั้นมีอักษรเล็กมาก
"ผู้ถือกรรมหนึ่งคน...เปิดได้เพียงหนึ่งครั้ง"
เยว่หลันอ่านข้อความซ้ำช้า ๆ
“เพียงหนึ่งครั้ง...”
เหอซานสูดลมหายใจลึก
“หากเปิดแล้ว...”
“คงไม่มีวันย้อนกลับ”
ทันใดนั้นเอง
พู่กันไม้เหมยในมือเยว่หลันส่องแสงสีทอง
แสงนั้นมิได้พุ่งไปยังประตู
แต่พุ่งขึ้นสู่เพดาน
แผ่นไม้เหนือศีรษะค่อย ๆ โปร่งใส
เผยให้เห็นภาพท้องฟ้ายามราตรี
แต่ท้องฟ้านั้น...
ไม่มีดวงดาว
มีเพียงพระจันทร์สีดำสนิท
และรอบพระจันทร์
มีประตูหินเจ็ดบานลอยอยู่กลางอากาศ
ทุกบานปิดสนิท
ยกเว้น...
บานที่แปด
ซึ่งกำลังเปิดออกช้า ๆ
พร้อมกับเสียงเดียวที่ดังสะท้อนจากอีกฟาก
"ผู้ถือกรรมรุ่นที่เจ็ดสิบสาม..."
"ในที่สุด...เ้าก็มาถึง"
ทันใดนั้น
โคมแดงในมือเยว่หลันดับลง
ห้องทั้งห้องตกสู่ความมืด
และในความมืดนั้น
เยว่หลันรู้สึกได้ชัดเจนว่า...
มีมืออีกข้างหนึ่ง
เย็นเฉียบราวน้ำแข็ง
ค่อย ๆ จับข้อมือของนางจากด้านหลัง
แต่เมื่อหลี่เฟิงเหยียนชักกระบี่ออกพร้อมหันกลับ
กลับไม่พบผู้ใด
เหลือเพียงเสียงกระซิบแ่เบา
ดังอยู่ข้างหูของเยว่หลันเพียงคนเดียว
"อย่าให้ใครรู้...ว่าเ้าจำข้าได้"
สิ้นเสียงนั้น
เปลวไฟในโคมแดงก็ลุกขึ้นอีกครั้ง
ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่บนข้อมือซ้ายของเยว่หลัน...
ปรากฏรอยดอกเหมยสีทองเจ็ดกลีบ
ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
— จบตอนที่ 8 —