หลินกั๋วอันจับเ้าลูกกระต่ายป่าทั้งห้าขังไว้ในกรง ส่วนเ้ากระต่ายอ้วนพีตัวใหญ่นั้น เขาพักไว้ก่อน รอเวลาจัดการทีหลัง
เสียวเสวี่ยตักน้ำอุ่นมาให้คุณอาสามล้างมือ พอหลินกั๋วอันล้างไม้ล้างมือเสร็จ เดินตามเข้าบ้าน เสียวเสวี่ยก็รีบหยิบซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตที่ซื้อมาจากตลาดอำเภอออกมานำเสนอ “อาสามคะ! กินซาลาเปาไส้เนื้อร้อนๆ กันค่ะ!”
หลินกั๋วอันไม่ได้ลิ้มรสซาลาเปาไส้เนื้อมานานแรมปีแล้ว พอเห็นแป้งขาวนุ่มสอดไส้เนื้อส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่ตรงหน้า เขาก็เผลอกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าปฏิเสธ “อาสามไม่หิวหรอก... เสียวเสวี่ยเก็บไว้กินเองเถอะลูก”
“ไม่ได้นะคะ! อาสามต้องกิน! หนูอิ่มแปล้มาจากในเมืองแล้ว ซาลาเปาสี่ลูกนี้หนูตั้งใจซื้อมาฝากอาสามโดยเฉพาะเลยนะคะ ถ้าอาสามไม่ยอมกิน... หนูจะโกรธจริงๆ ด้วย! หนูจะไม่พูดกับอาสามอีกเลย!”
เด็กหญิงทำปากยื่นปากยาวใส่หลินกั๋วอัน เป็ท่าไม้ตายประจำตัวเวลางอนตุ๊บป่อง เธอรู้ทันความคิดของอาสามดี... ไม่ใช่ว่าเขาไม่หิว แต่เป็เพราะเขาเสียดายของไม่กล้ากินของดีๆ ต่างหาก
หลินกั๋วผิงเห็นน้องชายยังอิดออด ก็รีบช่วยพูด “อาสาม... กินเถอะน่า หลานมันตั้งใจซื้อมาฝากแกจริงๆ นะ อย่าขัดศรัทธาหลานเลย”
หลินกั๋วอันถึงยอมหยิบซาลาเปาขึ้นมา กัดลงไปคำเล็กๆ ถึงแป้งจะเริ่มเย็นชืดไปบ้างแล้ว แต่รสชาติของไส้เนื้อข้างในก็ยังคงอร่อยล้ำเลิศเหมือนเดิม
ระหว่างกิน หลินกั๋วผิงก็หันไปคุยอวดน้องชายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ นะอาสาม... ว่าสมุนไพรพวกนั้นจะขายได้ตั้งเก้าสิบหยวนแน่ะ! เสียวเสวี่ยของเราเป็ดาวนำโชคของบ้านจริงๆ!”
“หา!? สมุนไพรพวกนั้นขายได้เก้าสิบหยวนเลยเหรอพี่!?” หลินกั๋วอันตาโตเท่าไข่ห่าน นึกว่าพี่ชายอำเล่น แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังขึงขังของหลินกั๋วผิง ก็รู้ว่าไม่ใช่เื่ล้อเล่น “หลักๆ ก็ได้ราคาจากเ้าเหอโส่วอูหัวั์นั่นแหละ แต่ถ้าไม่ได้เสียวเสวี่ยช่วยต่อรองราคา... ป่านนี้คงโดนกดราคาจนขายได้ไม่กี่ตังค์หรอก”
หลินกั๋วผิงสาธยายวีรกรรมการต่อรองราคาอันดุเดือดของลูกสาวให้น้องชายฟังอย่างละเอียด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภูมิใจจนเก็บอาการไม่อยู่
“โธ่เอ๊ย! เสียวเสวี่ยของอา... เก่งกาจจริงๆ!” หลินกั๋วอันชูนิ้วโป้งให้หลานสาว ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ
ในนาทีนี้... หัวใจของเสียวเสวี่ยพองโตคับอกด้วยความสุข ความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางความรักและการยอมรับจากพ่อและอาสาม... ผู้ชายสองคนที่รักเธอที่สุดในโลก
น่าเสียดายเหลือเกิน... ที่ในชาติก่อน ความสุขตรงหน้านี้กลับพังทลายลงเพราะความไร้เดียงสาของตัวเธอเอง เธอช่างโชคดีเหลือเกินที่์เมตตา มอบโอกาสให้กลับมาเริ่มต้นชีวิตวัยเด็กใหม่อีกครั้ง ให้เธอได้กลับมาแก้ไขความผิดพลาด และชดเชยความเสียใจในอดีต
อาจเป็อานิสงส์ผลบุญจากชาติที่แล้ว... หลังจากที่เธอพอจะลืมตาอ้าปากได้ เธอก็หมั่นทำบุญสุนทานช่วยเหลือผู้อื่นมาตลอด กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เธอยังตัดสินใจบริจาคเงินเก็บทั้งหมดที่มี รวมถึงบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา ความดีงามเหล่านี้คงจะซาบซึ้งไปถึงเบื้องบน ์จึงประทานปาฏิหาริย์ให้เธอกลับมาเกิดใหม่
“พ่อคะ... อาสามคะ... กระต่ายอ้วนๆ ตัวนั้น เราเอามาทำลูกชิ้นเนื้อกระต่ายกินกันเถอะค่ะ!”
ข้อเสนอเมนูเด็ดของเสียวเสวี่ยได้รับการขานรับจากหลินกั๋วอันเป็คนแรก “ความคิดเข้าท่า! งั้นเรามาทำลูกชิ้นกระต่ายกินกัน แต่วันนี้เย็นมากแล้ว... เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำกันดีกว่านะ”
“ตกลงค่ะ พรุ่งนี้ค่อยลุยกัน! แต่เื่ปรุงรสไส้ลูกชิ้น... หนูขอจองหน้าที่คนทำเองนะคะ!” เสียวเสวี่ยขันอาสาเสียงใส
หลินกั๋วอันและหลินกั๋วผิงพยักหน้าอนุญาตพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย
ลูกชิ้นเนื้อกระต่ายสูตรเด็ดประจำบ้าน คือการนำเนื้อกระต่ายมาสับจนละเอียด แล้วห่อไส้ในด้วยหัวไชเท้าสับปรุงรส ปั้นเป็ก้อนกลมๆ เล็กๆ แล้วนำไปนึ่งจนสุก เนื้อกระต่ายนุ่มเด้งจะห่อหุ้มความฉ่ำหวานของไส้หัวไชเท้าเอาไว้... แค่คิดก็น้ำลายสอ!
หลังมื้อเย็น เสียวเสวี่ยก็รีบไปเปิดวิทยุฟังข่าวสารบ้านเมืองด้วยความกระตือรือร้น
“พี่รอง... วิทยุเครื่องนี้มัน...” หลินกั๋วอันจำได้แม่นว่าวิทยุเครื่องนี้มีสภาพเละเทะแค่ไหน และยิ่งรู้ซึ้งดีว่าทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่ชายถึงไม่เคยคิดจะหยิบมันไปซ่อม
หลินกั๋วผิงปรายตามองน้องชายแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ช่างมันเถอะ... เื่เก่าๆ ที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป พี่ทำใจได้นานแล้ว ขอแค่มีเสียวเสวี่ยอยู่ข้างๆ พี่ก็พอใจแล้ว ...อาสาม พวกเรามาช่วยกันตั้งใจทำงานเก็บเงินกันนะ พอมีเงินมีทองตั้งตัวได้เมื่อไหร่ พี่จะช่วยหาเมียดีๆ ให้แกสักคน แกจะได้มีครอบครัวเป็ของตัวเองซะที”
“โธ่พี่รอง... พี่ไม่ต้องมาห่วงผมหรอก พี่เก็บเงินไว้เลี้ยงดูเสียวเสวี่ยให้ดีเถอะ คนอย่างผม... สภาพแบบนี้จะมีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนยอมมาฝากผีฝากไข้ด้วยล่ะ?”
ถึงแม้ลึกๆ หลินกั๋วอันจะโหยหาการมีคู่ครอง มีครอบครัวเป็ของตัวเองมากแค่ไหน แต่ปมด้อยเื่ปากแหว่งเพดานโหว่ บวกกับความซื่อบื้อหัวช้า และอายุอานามที่ปาเข้าไปยี่สิบแปด ทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าจนไม่กล้าฝัน
ในยุค 90 แถบชนบท... ผู้ชายอายุยี่สิบแปดยังไม่แต่งงาน ถือว่าขึ้นคานและแก่เกินแกงไปมากแล้ว สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะค่านิยมแต่งงานเร็วอะไรหรอก แต่เป็เพราะการศึกษาน้อย ชาวบ้านจึงนิยมให้ลูกหลานรีบมีเหย้ามีเรือนไปทำมาหากิน
พอได้ยินคำตัดพ้อของอาสาม เสียวเสวี่ยก็รู้สึกจุกในอก อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงชะตากรรมอันน่ารันทดของอาสามในชาติก่อน
ทั้งๆ ที่แม่ม่ายคนนั้นร้ายกาจกับเขาปานนั้น โขกสับใช้งานเยี่ยงทาส ขูดรีดเืเนื้อจนหยดสุดท้าย แต่อาสามก็ยังก้มหน้าก้มตาทน ไม่ยอมทิ้งบ้านหลังนั้นไปไหน... จนกระทั่งตัวตาย ไม่ใช่อาสามโง่เขลา... แต่เป็เพราะเขาโหยหาคำว่าครอบครัว ต่อให้บ้านหลังนั้นจะนรกแตกแค่ไหน อย่างน้อยมันก็ยังเป็ที่ซุกหัวนอน เป็ที่ที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปาก
เสียวเสวี่ยเดินเข้าไปเกาะแขนหลินกั๋วอัน เขย่าเบาๆ แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อาสามคะ! หนูจะช่วยพ่อทำงานหาเงินเยอะๆ แล้วหนูสัญญาว่าจะช่วยหาภรรยาที่ดี อ่อนโยน และใจดีให้อาสามเองค่ะ! แต่อาสามต้องมั่นใจในตัวเองเข้าไว้นะคะ แล้วก็ต้องขยันขันแข็งด้วย จริงๆ แล้วอาสามของหนูหล่อและดูดีจะตายไป ถึงจะมีตำหนินิดหน่อย แต่มันก็ไม่ได้บดบังความดีของอาสามเลยสักนิดค่ะ!”
คำพูดให้กำลังใจของหลานสาวตัวน้อย เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ หลินกั๋วอันรู้สึกอบอุ่นวาบไปทั้งอก และมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาเปี่ยมล้น
ถึงชาตินี้จะไร้วาสนาเื่คู่ครอง... แต่การมีหลานสาวที่น่ารักและเข้าใจเขาอยู่เคียงข้างแบบนี้... แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว
เผลอแป๊บเดียวก็เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังมื้อเช้า หลินกั๋วอันรับหน้าที่จัดการชำแหละเนื้อกระต่าย ส่วนหลินกั๋วผิงไปขุดหัวไชเท้าหัวแดงๆ มาจากหลุมเก็บผัก ล้างทำความสะอาดแล้วลงมือสับละเอียดเพื่อทำไส้
พอกองทัพหัวไชเท้าสับพร้อม เสียวเสวี่ยก็รับไม้ต่อลงมือปรุงรสด้วยตัวเอง เธอตวงน้ำมันถั่วลิสง เกลือ ซีอิ๊ว พริกไทยป่น ผงยี่หร่า ต้นหอมซอย และขิงสับ คลุกเคล้ากับไส้หัวไชเท้าในสัดส่วนที่พอเหมาะพอเจาะ กะปริมาณได้อย่างแม่นยำราวกับเชฟมือโปร
จังหวะเดียวกัน หลินกั๋วผิงก็จัดการบดเนื้อกระต่ายจนละเอียดได้ที่ เมื่อทุกอย่างพร้อม สามคนพ่อลูกอาก็ล้อมวงช่วยกันปั้นลูกชิ้นอย่างขะมักเขม้น ปั้นเสร็จก็นำไปเรียงใส่ซึ้งนึ่งบนเตาไฟแรง
ไม่นานนัก... กลิ่นหอมฉุยของลูกชิ้นเนื้อกระต่ายก็นึ่งสุก ลอยฟุ้งตลบอบอวลไปไกลแสนไกล
“แปลกจังแฮะ... เมื่อก่อนเราก็เคยทำลูกชิ้นเนื้อกระต่ายกินกัน แต่ทำไมคราวนี้มันถึงหอมยั่วน้ำลายขนาดนี้นะ?” หลินกั๋วผิงยกลงจากเตาพลางสูดดมกลิ่นหอม กลืนน้ำลายเอือกใหญ่
เสียวเสวี่ยอมยิ้ม “พ่อคะ... ที่เมื่อก่อนมันไม่หอมขนาดนี้ ก็เพราะไส้ไงคะ”
หลินกั๋วผิงลองตรองดูดีๆ ก็เห็นจริงตามคำลูกสาว เมื่อก่อนเวลาทำไส้หัวไชเท้า ก็ใส่แค่เกลือกับน้ำมัน เครื่องเทศอย่างต้นหอมกับขิงก็มักจะหลงลืมใส่ประจำ รสชาติมันจะไปสู้สูตรเด็ดของเสียวเสวี่ยได้ยังไง
ในตอนนั้นเองหลินกั๋วเซิ่งลุงใหญ่ของเสียวเสวี่ย ที่บังเอิญเดินผ่านหน้าบ้านพอดี จมูกไวยิ่งกว่าเรดาร์ ถูกกลิ่นหอมปริศนาลากจูงเข้ามาจนถึงหน้าประตู เ้าเตี๋ยนเตี่ยนเห็นคนแปลกหน้าบุกรุก ก็เห่ากรรโชกต้อนรับเสียงดังลั่น
หลินกั๋วเซิ่งผลักประตูพรวดพราดเข้ามา ภาพที่เห็นคือน้องชายสองคนกับหลานสาวกำลังนั่งล้อมวงกินลูกชิ้นเนื้อกระต่ายควันฉุย ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมก็ยิ่งรุนแรงจนน้ำลายสอเต็มปาก
“อ้าว... พี่ใหญ่มาพอดีเลยครับ ลูกชิ้นเนื้อกระต่ายเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ มานั่งกินด้วยกันสิครับ” หลินกั๋วผิงเอ่ยชวนพี่ชายตามมารยาทด้วยความจริงใจ
แน่นอนว่าคนอย่างหลินกั๋วเซิ่ง... คำว่าเกรงใจสะกดไม่เป็อยู่แล้ว เขาทิ้งตัวลงนั่ง คว้าตะเกียบจ้วงคีบลูกชิ้นลูกโตยัดเข้าปากทันที ความร้อนระอุของลูกชิ้นลวกปากจนแทบพอง แต่ความตะกละทำให้เขาไม่ยอมคาย
เห็นสภาพลุงใหญ่สะดุ้งโหยงเพราะความร้อน เสียวเสวี่ยก็แสร้งทำเป็เคาะตะเกียบเล่น พลางเปรยขึ้นลอยๆ “ลุงใหญ่คะ... โบราณว่าใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้... ลูกชิ้นลวกก็ไม่ได้เหมือนกัน อยากกินของอร่อย ต้องใจเย็นๆ”
หลินกั๋วเซิ่ง “...”
พอหายร้อนได้ที่ หลินกั๋วเซิ่งก็เริ่มสวาปามอย่างไม่ลืมหูลืมตา ตลอดมื้อเขาไม่ปริปากพูดจา เอาแต่ก้มหน้าก้มตาคีบลูกชิ้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ และเพราะกลัวว่ากินแต่กับจะไม่อิ่มท้อง เขาจึงหยิบแผ่นแป้งย่างมาห่อลูกชิ้นกินคู่กัน ชั่วพริบตาเดียว... แผ่นแป้งสี่แผ่นกับลูกชิ้นอีกยี่สิบกว่าลูก ก็อันตรธานหายวับเข้าไปในท้องที่ราวกับหลุมไร้ก้นของหลินกั๋วเซิ่งจนเกลี้ยง!