บทที่ 39 สู้ตาย! (รีไรท์)
“มะ ไม่มีอะไร” ริมฝีปากเล็กอ้าค้างอยู่เช่นนั้นด้วยความตื่นตกใจครั้นที่เห็นว่าฝ่ามือแกร่งของอีกฝ่าย แนบลงมาบนพวงแก้มของเธอ ก่อนจะลากขึ้นมาวางลงบนหน้าผากแคบ อีกทั้งสีหน้าและสายตาที่ทอดมองมาราวกับว่ากำลังเป็นห่วงกันยิ่งทำให้ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วในตอนนี้นั้น ไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงเลย แต่กลับหนักขึ้นจนหลิวไป๋ฮวารับรู้ได้ถึงไอร้อนที่ผะผ่าวอยู่บนดวงหน้าของตนเอง
“ไม่มีอะไรได้อย่างไร หน้าแดงเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าจะไข้ขึ้นหรืออย่างไรกัน”
“ตัวก็รุม ๆ เช่นนี้ ผมคงต้องไปหายามาเผื่อเอาไว้”
เพียงแค่นั้น ใบหน้าที่กำลังแดงก่ำก็พลันจางหาย จนหลงเหลือเพียงใบหน้าที่บิดเบี้ยวจนคล้ายจะร้องไห้ที่แสดงออกมาให้อีกฝ่ายได้เห็นอยู่ในตอนนี้ เรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากต้าเหวินโหร่ว
“นะ นี่คุณแกล้งกันเหรอ?”
นัยน์ตาสีดำขลับสะท้อนใบหน้าสวยที่เง้างออย่างน่าเย้าแหย่
“ผมพูดจริง อย่างไรก็ต้องทานยาไว้ก่อน” ต้าเหวินโหร่วเอ่ยจบก็ผละกายออกห่างเดินเข้าไปในห้องครัวในทันที ขณะที่หลิวไป๋ฮวามองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินห่างออกไป คล้ายกับว่าต้าเหวินโหร่วจะเคยชินแล้วกับการที่เดินเหินในบ้านเธอโดยที่ไม่ต้องเอ่ยขอคำอนุญาตใด ๆ ซึ่งตัวเธอเองก็หวังให้เป็นเช่นนั้น คล้ายกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสองขยับก้าวเข้าไปอีกขั้นแล้ว
เม็ดยาสีขาวสะอาดสองเม็ดถูกหลิวไป๋ฮวาหยิบใส่เข้าปากด้วยความว่องไว และตามด้วยน้ำสะอาดที่ยกขึ้นกระดกโดยที่ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยคำใด ต้าเหวินโหร่วยกยิ้มก่อนจะวางมือแนบลงมาบนศีรษะทุยเล็กด้วยความแผ่วเบา อีกทั้งยังลูบไล้เส้นผมนุ่มลื่มไปมาเหมือนอย่างที่เขาชอบทำกับต้าหนิงจิน ทว่าความรู้สึกกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กับต้าหนิงจินคือความเอ็นดู ทว่ากับหลิวไป๋ฮวาเป็นความรักที่ผู้ชายมีให้หญิงสาวคนหนึ่ง
“ทานยาเก่งขึ้นนะ” ปลายนิ้วแตะสัมผัสลงบนริมฝีปากที่ยังคงมีรอยช้ำให้เห็น ขณะที่ตามแขนก็ยังปรากฏร่องรอยจากการถูกทำร้าย โชคดีที่เมื่อครู่เขาหยิบยาสำหรับทารอยฟกช้ำออกมาด้วย
ต้าเหวินโหร่วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ติดกัน ค่อย ๆ จับประคองเรียวแขนของหญิงสาวออกมาด้วยความแผ่วเบาแล้วแต้มยาลงไปบนรอยช้ำ นวดคลึงไปมาเพื่อให้ยาซึมลงไปด้วยความอ่อนโยน ทุกการกระทำล้วนตกอยู่ในสายตาของหลิวไป๋ฮวาเสียทั้งสิ้น
“ทำไม…คุณถึงมาทำดีกับฉันขนาดนี้?” หลิวไป๋ฮวาอดสงสัยไม่ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอไม่ได้ให้ความสนใจต้าเหวินโหร่วเลยแม้แต่น้อย
“...ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ การที่ผมจะทำดีกับใครสักคนต้องมีเหตุผลมาคอยอธิบายถึงการกระทำพวกนั้นด้วยหรืออย่างไร?”
“ชะ…ใช่”
ดวงตาคู่คมช้อนมองใบหน้าของหญิงสาวในทันทีที่เธอตอบมาเช่นนั้น สายตาที่เธอมองมาราวกับกำลังคาดหวังกับคำตอบที่จะได้รับ
“ผมทำด้วยความเต็มใจ”
“ไม่ว่าเรื่องใดที่มีคุณเกี่ยวข้องอยู่ด้วย”
…
จ้าวหนิงเซี่ยยืนอยู่หน้าบ้านที่ประตูรั้วยังคงปิดสนิทด้วยสายตาแข็งกร้าวราวกับมีความคับแค้นมากมายที่ยังไม่ได้ถูกกำจัดออกไป มือเรียวกำเข้าหากันแน่นจนปลายเล็บจิกลงไปในเนื้อบนฝ่ามือให้มีของเหลวสีแดงสดซึมติดปลายเล็บออกมา สายตาที่คับคั่งไปด้วยความเคียดแค้นอย่างไม่อาจปิดมิดต่อเจ้าของบ้านหลังตรงหน้า ทั้งที่เธอใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะกำจัดคนที่กล้าแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากเธอไปเช่นนี้ ทั้งวางยา ใส่ร้ายป้ายสี ทำทุกวิถีทางเพื่อให้หลิวไป๋ฮวากลายเป็นที่เกลียดชังของชาวบ้าน ทว่าทุกอย่างกลับล้มเหลว การกระทำเสียเปล่าไปอย่างไร้ประโยชน์ จนความเกลียดชังที่มีที่ไม่ได้ระบายออกไปมันสุมอกจนแทบจะล้นทะลักออกมาอยู่รอมร่อ
นัยน์ตาของหญิงสาวบัดนี้คล้ายกับมีเปลวเพลิงกำลังลุกโหมกระหน่ำ ยิ่งช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา จ้าวหนิงเซี่ยที่ไม่ได้ลดละความพยายามลงไปแม้แต่น้อยนั้นเฝ้าวนเวียนบ้านหลังตรงหน้า วันแล้ววันเล่า จนผ่านไปเป็นอาทิตย์ แต่กลับไร้วี่แววจากเจ้าของบ้าน ตั้งแต่วันชิวอิก แผนการของเธอล้มเหลวไม่เป็นท่า ไหนจะดดนลูกน้องไอ้จางไฉ่หงทำร้ายจนร่างกายบอบช้ำเช่นนี้อีก ยิ่งคิดก็ยิ่งคับแค้นใจ
คิดจะตัดขาดเธอหรืออย่างไร…ไม่มีทางเสียหรอกไป๋ฮวา
“แกคิดเหรอว่าฉันจะยอมรามือง่าย ๆ น่ะ ฉันมาไกลเกินกว่าจะกลับไปแล้วล่ะนังไป๋ฮวา!” หญิงสาวเอ่ยออกไปด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความแค้นเคือง คิดว่าเธอจะยอมรามือโดยที่ไม่ได้ให้บทลงโทษอย่างนั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!
…
“ไป๋ฮวา ทานนี่ก่อนสิ” ต้าเหวินโหร่วเอ่ยขึ้นพร้อมกับวางจานผลไม้ลงบนแคร่ หลิวไป๋ฮวาเพียงแค่ส่งยิ้มก่อนจะก้มลงสอนการบ้านต้าหนิงจินที่ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความงุนงง ขณะที่ริมฝีปากก็พร่ำบ่นออกมาไม่ขาดสาย ยากบ้างล่ะ การบ้านเยอะบ้างล่ะ ไม่เข้าใจบ้างล่ะ จนต้าเหวินโหร่วที่เห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าไปมา ริมฝีปากหนาหยักยิ้มก่อนจะเดินไปหย่อนตัวลงนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างออกไปมากนัก ทอดมองหญิงสาวทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้า ช่วงไม่กี่อาทิตย์มานี้ เขามักจะเห็นหลิวไป๋ฮวาอยู่ที่บ้านเสมอในตอนที่เลิกงานกลับมา
เธอมักจะมาสอนการบ้านต้าหนิงจินอยู่ทุกครั้ง หรือบางวันแค่มานั่งเล่นเป็นเพื่อนเด็กสาวในตอนที่กลับมาจากโรงเรียนแล้วเสมอ จนกลายเป็นความเคยชินที่กลับมาต้องเจอหน้าหลิวไป๋ฮวาไปเสียแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญหรืออึดอัดเลยแม้แต่อย่างใด
“เขียนอย่างนี้ได้อย่างไรหนิงจิน บทความที่ไหนเขาจะเขียนเข้าเรื่องแบบนี้กัน ต้องเขียนเกริ่นนำมาก่อนสิ”
“โอ๊ย หนิงจินไม่อยากทำเลยพี่ไป๋ฮวา ทำไมอาจารย์ถึงไม่สอนอะไรที่มันง่ายกว่านี้กัน หนิงจินไม่อยากเรียนแล้ว”
“พูดไม่รักษาน้ำใจพี่เลยหรือไงหนิงจิน พี่อุตส่าห์ตั้งใจทำงานหนักเช่นนี้” เสียงทุ้มต่ำของต้าเหวินโหร่วดังขึ้น
ต้าหนิงจินที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความไม่ชอบใจ พลันลากสายตาขึ้นมองเจ้าของเสียงที่นั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ มองมายังเธอด้วยสายตาผิดหวังนั้นพลันทำเอามือไม้ของคนเป็นน้องอ่อนแรงลงในทันที ต้าหนิงจินที่กำลังนอนเขียนหนังสือพลันหยัดกายขึ้นนั่งทันควัน คว้าดินสอที่โยนทิ้งเอาไว้ขึ้นมาอย่างหมายมั่น
“หนิงจินพูดเล่นค่ะ หนิงจินไม่ได้จะทำแบบนั้นจริง ๆ”
“พี่ไป๋ฮวาสอนหนิงจินต่อเลย ตอนนี้หนิงจินพร้อมเรียนแล้วค่ะ!” สีหน้าและท่าทีของต้าหนิงจินที่แสดงออกมาถึงความมั่นใจ และจริงจังนั้นทำให้หลิวไป๋ฮวาอดที่จะหัวเราะออกมาเสียไม่ได้ ดูท่าว่าต้าเหวินโหร่วจะมีอิทธิพลต่อน้องสาวคนนี้จริง ๆ เพราะเธอพยายามบอกให้อีกฝ่ายตั้งใจฟัง และมีสมาธิอยู่กับการเรียนมากกว่านี้ ทว่าไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย
“ตั้งใจเรียนกว่านี้หน่อยได้หรือเปล่าหนิงจิน ให้สมกับที่พี่หาเงินส่งเธอเรียน”
“เพื่อพี่เหวินโหร่ว หนิงจินต้องตั้งใจเรียนอยู่แล้ว!”
“พี่ไป๋ฮวาอย่าเพิ่งนะ รอหนิงจินครู่เดียว” ต้าหนิงจินหันมาเอ่ยบอกหลิวไป๋ฮวา ก่อนที่เธอจะรีบกระโดดลงจากแคร่ แล้ววิ่งกลับเข้าไปในบ้าน หายไปเพียงไม่นานก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมผ้าสีขาวที่ถูกตัดด้วยความเร่งรีบจนดูไม่เป็นทรง อีกทั้งยังมีตัวอักษรที่เขียนเอาไว้บนผ้าผืนนั้นว่า…สู้ตาย…
“เพื่อพี่เหวินโหร่วแล้ว ต่อให้เรียนจนตายคากองหนังสือ หนิงจินก็พร้อมพลีชีพ”
เป็นเช่นนี้แล้ว เขาจะกล้าดุด่าน้องได้อย่างไรกัน