ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้ราว ๆ 10 นาที ในห้องของปรมาจารย์าุโแห่งฝ่ายโอสถ ชายสูงอายุหนวดขาว สีผมดอกเลา ในชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนกำลังนังหลับตาเข้าฌานอยู่บนเบาะเฉกเช่นทุกวันในเวลายามนี้ แต่แล้วก็ได้มีบางอย่างพลันเกิดขึ้นเมื่อ จู่ ๆ กระดิ่งกลไกภายในห้องเกิดดังขึ้น มันเป็สิ่งที่ฟู่เทียนซานคิดค้นขึ้นเพื่อแจ้งเตือน หากมีผู้ที่ไม่ใช่ตัวเขาพยายามจะขึ้นไปยังชั้น 5 ของเจดีย์หมื่นโอสถ 8 ชั้น ฟู่เทียนซานเบิกตากว้างออกมาทันทีด้วยความใก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เสียงสัญญาณจากหอเจดีย์งั้นรึ!!? เป็ไปไม่ได้!! ั้แ่ข้าสร้างหอขึ้นมา ก็ยังไม่เคยมีใครบุกรุกขึ้นไปได้มาก่อน ผู้ใดกัน? หรือจะเป็ศิษย์ในพรรคแล้วเ้าก้านจี่มันทำอะไรอยู่” สีหน้าและแววตาของฟู่เทียนซานดูร้อนรนและเป็กังวลยิ่งนัก ปรมาจารย์าุโไม่รอช้ารีบลุกขึ้นและออกจากห้องของตนไปในทันที
ตัดกลับมาอีกด้านภายในหอเจดีย์หมื่นโอสถ ฉินฟงกำลังหาทางฝ่าออกจากค่ายกลที่ฟู่เทียนซานวางเอาไว้อยู่ มันเป็ค่ายกลที่สลับซับซ้อนเป็อย่างมาก หากก้าวพลาดบันไดที่จะพาขึ้นชั้น 6 จะไม่มีวันปรากฏออกมา “ค่ายกลนี้มันอะไรกัน หาทางไปต่อไม่ได้สักที” ฉินสับสนกล่าวขึ้นด้วยท่าทางหงุดหงิดและหัวเสีย
ขนาดของห้องนี้ไม่ต่างจากห้องอื่น ๆ ที่ผ่านมา บนพื้นเป็แผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมคล้ายตารางหมากรุก เมื่อเหยียบลงไปจะปรากฏรูปวงกลมขึ้นมาหนึ่งวงและจะเป็แบบนี้ไปราว ๆ สัก 5 ถึง 6 ครั้งก่อนที่วงกลมจะหายไปทั้งหมด ฉินฟงก้าวเท้าเหยียบไปมาหลายครั้งจนผ่านไปราว ๆ 10 นาทีแต่ก็ยังมิอาจเข้าใจหลักการทำงานของมัน
ฉินฟงเริ่มถอดใจก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นในขณะที่ก้าวมาได้ประมาณ 6 ก้าว เขาถอนใจยาวก่อนที่จะกล่าวเบา ๆ ออกมา “ค่ายกลที่ผู้าุโฟู่วางไว้นี้ดูซับซ้อนยิ่งนัก หรือข้าควรยอมแพ้แล้วกลับลงไปดี” ภายในใจของฉินฟงเริ่มปกคลุมไปด้วยความสิ้นหวัง หรือเขาจะไม่สามารถขึ้นไปเอาคัมภีร์โอสถเทวะ์และเปิดโปงความชั่วของิเจียวจู่ได้จริง ๆ ฉิงฟงรู้สึกผิดมากที่ไม่อาจทวงความยุติธรรมให้กับจูต้าเหยียนได้ และในตอนนั้นเองดวงตาของฉินฟงก็มองทอดบนตามจุดวงกลมบนพื้นห้องที่เขาเหยียบย่างผ่านมา พอมองดี ๆ จุดราวนี้คล้ายกับ…คล้ายกับ..ตำแหน่งของดวงดาวตามจักรราศีบนท้องฟ้า!!
ฉิงฟงตาเบิกโพลงด้วยความตื้นเต้น ทำไมเขาถึงคิดไม่ออกกันนะ มันต้องใช่แน่ ๆ การที่จะผ่านขึ้นไปได้จำเป็จะต้องเหยียบแผ่นกระเบื้องให้ตรงกับตำแหน่งของดวงดาว แต่ปัญหาต่อไปก็คือ แล้วจักรราศีใดกันล่ะคือคำตอบ..ฉินฟงขมวดคิ้วอยู่ชั่วครู่ก่อนที่ตัดสินใจลองเหยียบมันทุกจักรราศี จะว่าเป็โชคดีหรือความบังเอิญก็ได้เพราะเมื่อครั้งวัยเด็กตอนฉินฟงอยู่ในพรรคมาร เขามักจะปีนขึ้นไปบนหลังคาและนอนดูดวงดาวบนท้องฟ้าเสมอ เพราะมันทำให้จิตใจของเขาผ่อนคลายหลังจากจากการถูกโขกสับใช้งานไม่ต่างจากสัตว์ตัวหนึ่ง และนั้นทำให้ฉินฟงจดจำตำแหน่งของดวงดาวได้ขึ้นใจ
ฉินฟงไม่รอช้า เริ่มก้าวเท้าไปตามตำแหน่งของดวงดาวราศีแรกทันทีซึ่งก็คือ ราศีั เมื่อก้าวครบทุกจุดปรากฏว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ฉินฟงจึงคิดว่ามันยังไม่ใช่ เขาจึงลองใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งครบทั้ง 12 ราศี ซึ่งก็ยังไม่มีบันไดออกมาอยู่ดี ฉินฟงรู้สึกประหลาดเป็อย่างมากหรือว่าเขาจะคิดผิดกันแน่ ก่อนที่เขาจะบ่นพึมพำกับตัวเอง “เหตุใดจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือว่าข้าพลาดตรงไหน..” ฉินฟงรวบรวมสมาธิและตั้งสติอีกครั้งก่อนลองกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อว่าเขาอาจมองข้ามอะไรไป และในตอนนั้นเองหางตาของฉินฟงก็เหลือบไปเห็นอักษรตัวเล็ก ๆ สลักไว้บนเสาต้นหนึ่งตรงมุมห้อง มันมีขนาดเล็กจริง ๆ หากเข้ามาในห้องและสนใจแต่กลไกบนพื้นก็แทบจะมองไม่เห็นเลย บนเสามีข้อความเรียงกันว่า
‘ค่ายกล 8 ดาราเปลี่ยนวิถี สร้างโดย ฟู่เทียนซาน’
“ค่ายกลแปดดาราเปลี่ยนวิถีงั้นรึ? นี่คงเป็ชื่อของค่ายกลแห่งนี้กระมังและมีชื่อของผู้าุโฟู่ต่อท้ายด้วย”
ฉินฟงอ่านมันอย่างตั้งใจแต่มิใช่เพียงแค่นั้น เขากลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ชื่อที่สลักไว้เล่น ๆ มันจะต้องมีความนัยบางอย่างแอบแฝงอยู่เป็แน่ ฉินฟงเอียงคอและใช้สมองทบทวนข้อความอีกครั้ง “แปดดารา…เปลี่ยน..ชื่อของผู้าุโ……..” ฉินฟงตาเบิกโพลงอีกครั้งด้วยความตื้นเต้นเหมือนเขาคิดอะไรบางอย่างออกแล้ว
จากนั้นจึงก้มหน้าลงไปมองที่แผ่นกระเบื้องก่อนที่จะตัดสินใจก้าวเท้าอีกครั้ง
หนึ่งก้าว…สองก้าว…สามก้าว…สี่ก้าว…ห้าก้าว….หกก้าว….เจ็ดก้าว…และแปดก้าว..ทุกอย่างเงียบสนิทไปชั่วขณะ ก่อนที่ก่อนเสียงกึกกักจากเพดานและตามมาด้วยบันไดที่ถอดตัวลงมา “สำเร็จแล้ว!! ข้าคิดถูกจริง ๆ ” ฉินฟงโห่ร้องด้วยความดีใจก่อนที่จะรีบก้าวขึ้นไปยังชั้น 6 ด้วยความรวดเร็ว
สิ่งที่ฉินฟงคิดออกอย่างแรกก็คือ เลข 8 ตัวเลขนี้มีความหมายถึงจำนวนของดวงดาวในจักรราศี ซึ่งมีสองจักรราศีก็คือราศี ธนู และ ราศี กุมภ์ อย่างที่สองก็คือ เปลี่ยน เปลี่ยนในที่นี้หมายถึง การเปลี่ยนตำแหน่ง ผู้ที่จะผ่านค่ายกลนี้จำเป็จะต้องเหยียบราศีที่ถูกต้องภายในครั้งเดียว หากเหยียบผิดหนึ่งครั้งจะต้องเริ่มเหยียบจากราศีัวนไปที่ราศีธนูอีกหนึ่งรอบเสียก่อน เพื่อที่จะเหยียบราศีที่ถูกต้องอีกครั้งและราศีที่ถูกต้องก็มีความหมาย สื่อถึงตัวของฟูเทียนซานโดยตรงนั้นก็คือ ราศี กุมภ์ ราศีเกิดของเขาตรงจุดนี้ ฉินฟงไม่ได้ล่วงรู้มาก่อนเขาจึงอาศัยดวงในการตัดสินใจ และดูเหมือนชายหนุ่มจะคิดถูกเสียด้วย..
เมื่อฉินฟงขึ้นมาถึงหอเจดีย์หมื่นโอสถชั้นที่ 6 สิ่งแรกที่พบก็คือห้องโล่งกว้างที่สุดปลายห้องมีบันไดยาวทอดลงมาอยู่ แต่ไม่ได้มีเพียงเท่านี้เพียงอย่างเดียว หนทางที่จะเดินไปถึงจุดนั้นยังมีหุ่นไม้ท่าทางไร้ชีวิตชีวาถืออาวุธยืนสงบนิ่งอยู่หลายสิบตัว ฉินฟงรับรู้ได้ในทันทีว่าพวกมันคือ หุ่นกลที่ฟู่เทียนซ่านสร้างเอาป้องกันผู้บุกรุกเป็แน่ “ถัดจากค่ายกลก็เป็หุ่นไม้งั้นรึ ดูท่าทางชั้นที่แปดคงจะไม่ได้มีเพียงแค่คัมภีร์วิเศษอย่างเดียวเสียแล้ว” ฉินฟงเอ่ยขึ้นในขณะที่แววตาจับจ้องไปยังพวกหุ่นไม้ “แต่ข้าฝ่าฟันมาจนถึงชั้นนี้คงจะไม่ยอมแพ้พวกเ้าง่าย ๆ หรอกเข้ามาเลย!!” ฉินฟงประกาศก้องก่อนจะโคจรพลังลมปราณไปทั่วร่างและพุ่งปราดเข้าไปหาเหล่าหุ่นไม้
เหล่าหุ่นไม้ถืออาวุธก็เหมือนจะรับรู้ได้ถึงผู้บุกรุกเช่นกัน พวกมันเริ่มขยับตัวและตั้งท่าต่อสู้ทันที
แม้ภายนอกพวกมันจะดูเก้งก้างและดูโง่ ๆ แต่ในความเป็จริงหาได้เป็เช่นนั้นไม่ เ้าพวกนี้ทั้งว่องไวและแข็งแกร่งเป็อย่างมาก บวกกับอาวุธที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกึ่งทมิฬซึ่งเป็เหล็กชนิดพิเศษจากฝ่ายอาวุธที่ฟูเทียนซ่านดูแล พวกมันจึงจัดว่าเป็คู่ต่อสู้ที่รับมือยากทีเดียว
“พลังปราณเทพมารขั้นที่สอง!!” ฉินฟงเปล่งเสียงร้องพร้อมกับพลิกม้วนสองฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณเข้าปะทะกับอาวุธในมือของพวกหุ่นไม้จนเกิดเสียงดัง เพียะ!! กึกก้องไปทั่วทั้งชั้นและเมื่อได้จังหวะฉินฟงก็ฟาดฝ่ามือใส่ร่างของพวกมันจนกระเด็นถอยล้มกลิ้งไป แต่ดูเหมือนว่าคนที่เจ็บจะเป็ตัวของเขาเองเสียมากกว่าเพราะผิวกายของเ้านี้แข็งมาก พวกมันเองก็น่าจะถูกสร้างมาจากไม้ชนิดพิเศษเช่นกัน
“เจ็บมือเป็บ้า!! าุโฟู่สร้างเ้าพวกนี้มาจากไม้ชนิดใดกันนะ” ฉินฟงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเหยเกพร้อมกับสะบัดมือไปมา ผิดกับเหล่าหุ่นไม้ที่มีใบหน้าไร้ความรู้สึก พวกมันยังรุกฉินฟงอย่างต่อเนื่องแถมเ้าตัวที่ล้มกลิ้งไปก็ลุกขึ้นมาหน้าตาเฉยเหมือนไม่ได้รับความเสียหายใด
“บ้าที่สุด!! แบบนี้ก็เท่ากับเสียแรงไปฟรี ๆ งั้นรึ” ฉินฟงกล่าวขึ้นในขณะที่กำลังโคจรพลังลมปราณและก้าวถอยหลังออกมาที่บันไดทางขึ้นมาจากชั้น 5 แต่ในตอนนั้นเองเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าหุ่นกลไม้ไม่ได้ตามเข้ามาโจมตีต่อ พวกมันถอยกลับไปยืนนิ่งแข็งค้างอยู่แถวหน้าบันไดทางขึ้นชั้น 7 ตามเดิม
“ข้าเข้าใจแล้ว พวกมันถูกสร้างมาเพื่อไม่ให้มีใครผ่านขึ้นไปชั้นบนได้เพียงอย่างเดียว ถ้าไม่คิดที่จะขึ้นไปพวกมันก็จะไม่โจมตี” ฉินฟงกล่าวขึ้นในขณะที่กำลังมองดูพวกมัน “แล้วแบบนี้ข้าควรจะทำเช่นไรดี ถอยก็ไม่ได้ จะเอาชนะพวกมันก็เป็ไม่ได้..เห็นทีคงจะต้องอาศัยความเร็วผ่านขึ้นไปอย่างเดียวแล้ว”
ฉินฟงพ่นลมหายใจออกมาก่อนที่เริ่มโคจรพลังลมปราณอีกครั้ง จากนั้นก็พุ่งเข้าไปหาพวกหุ่นไม้ทันที
พวกมันเริ่มขยับตัวกับอาวุธในมือเหมือนครั้งก่อนแต่ฉินฟงก็หยุดกะทันหันก่อนจะเบี่ยงตัวออกไปทางด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว พวกหุ่นไม้ตามเข้ามาติด ๆ พอใกล้จะประชิดตัวฉินฟงก็เร่งโคจรพลังลมปราณพุ่งหลบไปอีกทางโดยพลัน ฉินฟงทำแบบนี้อยู่หลายครั้งจนพวกหุ่นไม้เริ่มสับสนและตามไม่ทัน เขาจึงอาศัยจังหวะรีบพุ่งผ่านขึ้นไปที่ชั้น 7 ในชั่วพริบตา…
หลังจากขึ้นมาได้ฉินฟงถึงกับล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้นหมดสภาพเพราะการกระทำเมื่อกี้ทำให้สูญเสียพลังปราณไปเป็จำนวนมหาศาล “เหนื่อยจนแทบจะขาดใจเลย ข้าไม่เคยคิดว่าจะต้องใช้พลังมากถึงเพียงนี้มาก่อน บางทีอาจจะเป็เพราะร่างกายของต้าเหยียนด้วยกระมัง ข้าจึงรู้สึกเหนื่อยหนักกว่าเดิมเป็หลายเท่า..แต่ก็เอาเถอะในที่สุดข้าก็ผ่านขึ้นมาได้อีกชั้นแล้ว” ฉินฟงบ่นกับตัวเองก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา
เขานอนอยู่บนพื้นราว ๆ สองสามนาทีก็จะลุกขึ้นมานั่งหลับตาและโคจรพลังลมปราณเพื่อปรับสมดุลร่างกายอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อย ๆ ลืมตาตื่นและกวาดตามองไปรอบ ๆ ตัว ฉินฟงพบว่าในชั้นนี้ไม่มีค่ายกล ไม่มีหุ่นไม้ จะมีก็เพียงแต่ชั้นหนังสือกับตู้โชว์อาวุธมากมาย ซึ่งมันดูคล้ายกับชั้นที่ 1 ทีเดียว
“ชั้นหนังสือกับตู้โชว์อาวุธเช่นนั้นรึ..? ” ฉินฟงกล่าวขึ้นก่อนที่จะลุกเดินเข้าไปดูพวกมันใกล้ ๆ แล้วเขาก็เข้าใจได้ทันทีเมื่อลองหยิบตำราบางเล่มมาอ่าน “นี่มัน!! ตำราโอสถระดับสูงนี่น่า แถมเล่นอื่น ๆ ก็เช่นกัน ข้าเข้าใจแล้วชั้นนี้คงจะเป็ชั้นที่าุโฟู่เอาไว้เก็บตำรากับอาวุธหายากสินะ มิน่าล่ะถึงได้วางทั้งกับดักกับผู้คุ้มกันไว้แ่าแบบนี้ นี้ท่านไม่คิดจะให้ศิษย์คนไหนขึ้นมาศึกษาบ้างเลยหรือไงกัน” ฉินฟงเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับสิ่งที่ฟู่เทียนซานทำเล็กน้อย ตนเป็ถึงผู้าุโของพรรคมีความรู้มากล้น แต่ไม่คิดจะแบ่งปันให้กับเหล่าศิษย์คนอื่นทำแบบนี้มันถูกต้องแน่เหรอ
ฉินฟงครุ่นคิดอยู่ในใจก่อนที่จะส่ายหัวเบา ๆ และกล่าวขึ้น “คิดไปก็เท่านั้น ข้าทำอะไรไม่ได้อยู่ดีตอนนี้ต้องรีบเร่งทำตามเป้าหมายก่อน” จากนั้นฉินฟงจึงคิดที่จะก้าวเท้าตรงไปยังชั้น 8 ซึ่งเป็ชั้นสุดท้ายที่เก็บตำรา โอสถเทวะ์ แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดชะงักเพราะดันเหลือบไปเห็นตำราโอสถระดับหายากบนชั้นหนังสือเล่มหนึ่ง ฉินฟงเอื้อมมือไปหยิบมันลงมาอ่านด้วยความสนอกสนใจ เขาคิดว่าคงไม่เป็ไรหรอกหากจะแอบอ่านสักสี่ห้านาทียังมีเวลาเหลืออีกมากโขกว่าจะถึงรุ่งเช้า แถมนอกจากตำราพวกนี้ก็ยังมีอาวุธระดับสูงมากมายที่ชาตินี้ทั้งชาติเขาก็ไม่มีวันได้เห็นหรือจับต้อง ไยจึงจะทิ้งโอกาสทองเช่นนี้ไปกันเหล่า
ฉินฟงเพลิดเพลินกับตำราวัตถุดิบแปลก ๆ ตำราโอสถหายาก และอาวุธระดับสูงมากมายทั่วทั้งชั้นจนผ่านไปได้ราว ๆ ครึ่งชั่วยาม เขาก็ได้ยินเสียงของผู้คนมากมายดังเอะอะมาจากชั้นล่าง
“พวกเ้าจงอยู่นิ่ง ๆ ข้าจะทำการหยุดกลไกเ้าหุ่นไม้พวกนี้เสียก่อน..” น้ำเสียงที่ฟังดูมีอำนาจและแฝงไปด้วยความโกรธดังขึ้นมา ฉิงฟงสะดุ้งเฮือกด้วยความใ เพราะเสียงนั้นคือเสียงของ
ฟู่เทียนซ่าน หนึ่งใน 3 ผู้าุโที่ก่อตั้งพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมนั้นเอง..
จบบทที่ 8
บทที่ 9 การต่อสู้เอาตัวรอดบนยอดหอเจดีย์