หลิงมู่เอ๋อร์ไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อเจาหยางจวิ้นจู่บัดนี้ เมื่อได้ยินหลิงจือเซวียนพูดเช่นนี้อีกก็ยิ่งตัดสินใจอยู่ให้ห่างจากตระกูลซูเสียหน่อย นางดึงหลิงจือเซวียนจากไปไม่สนใจเจาหยางจวิ้นจู่ที่มองพวกเขาจากไปอยู่ด้านหลังเจาหยางจวิ้นจู่มองเงาหลังของหลิงจือเซวียนลับหายไป มุมปากก็เม้มแน่น
“จวิ้นจู่กลับจวนไปให้ท่านหมอมาดูบาดแผลบนใบหน้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ!”สาวใช้ตัวน้อยนางหนึ่งเตือนเจาหยางจวิ้นจู่ด้วยความขลาดกลัว
เจาหยางจวิ้นจู่เมื่อคิดถึงบาดแผลบนใบหน้าสีหน้าก็เปลี่ยนไปหลายรอบ นางหันศีรษะมามองสาวใช้ตัวน้อยอย่างดุดันกล่าวอย่างลนลานว่า “เมื่อครู่ที่เขาไม่มองข้าเป็นเพราะใบหน้าของข้าน่าเกลียดมากใช่หรือไม่? ลักษณะของข้าในตอนนี้น่ากลัวมากหรือ?”
สาวใช้ตัวน้อยไม่เข้าใจ“บาดแผลของจวิ้นจู่ร้ายแรงมากเจ้าค่ะ”
ไม่ได้กล่าวตามตรงว่าน่ากลัวมากหรือไม่แต่ผลลัพธ์กลับชัดเจนมาก ความหมายก็คืออาการรุนแรงมาก องค์หญิงเจาหยางไม่เขลารีบขี่ม้ากลับจวนจวิ้นอ๋องทันที
จวนจวิ้นอ๋องเป็นจวนที่ฮ่องเต้ประทานให้ซูเช่อบิดาและมารดาของซูเช่อมีจวนองค์หญิงและจวนราชบุตรเขยแยกต่างหากจวนองค์หญิงและจวนราชบุตรเขยอยู่ติดกัน ทว่าความสัมพันธ์ของสองสามีภรรยาแน่นแฟ้นหลังจากที่มีจวนจวิ้นอ๋อง พวกเขาก็ไม่ไปอยู่ที่จวนองค์หญิงและจวนราชบุตรเขยอีกแต่พาบุตรชายบุตรสาว และ ฮูหยินผู้เฒ่ามาอยู่ในจวนจวิ้นอ๋อง
ในฐานะที่เจาหยางจวิ้นจู่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวขององค์หญิงใหญ่แต่เล็กจึงได้รับความรักใคร่โปรดปรานอย่างที่สุดฮ่องเต้เห็นแก่หน้าขององค์หญิงใหญ่จึงแต่งตั้งให้นางเป็นจวิ้นจู่ตั้งแต่ยังเด็กมากทั้งยังพระราชทานที่ดินประจำตำแหน่ง แม้ในเมืองหลวงจะมิได้มีนางเป็นจวิ้นจู่เพียงผู้เดียวทว่ามีเพียงนางเท่านั้น ที่มีที่ดินประจำตำแหน่งสิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นความหยิ่งผยองของนางให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
หลังจากหลิงมู่เอ๋อร์และหลิงจือเซวียนกลับถึงจวนหลิงจือเซวียนได้นำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกกลับไปที่ห้องหนังสือในเรือนด้านหลังที่นั่นเป็นห้องสอนหนังสือที่พวกเขาจัดไว้ให้จูชิงเฟิง ภายหน้าเหล่านักเรียนก็จะศึกษาวิชากันที่นั่น ในช่วงเวลาเรียนคนทั้งหมดไม่ได้รับอนุญาตให้รบกวนพวกเขา ดังนั้นที่แห่งนั้นจึงกลายเป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนทั้งบ้าน
หลิงมู่เอ๋อร์ยุ่งกับเรื่องในโรงหมอหลังจากครั้งนั้น ตระกูลซูก็มิได้มาหานางอีกนางทำหน้าที่เซียนแพทย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของนางอย่างสุขเสรีเท่านั้น
“ยื่นมือออกมา”หลังจากหลิงมู่เอ๋อร์ก้มหน้าเขียนใบสั่งยาจนเรียบร้อยและส่งให้ซางจือที่อยู่ด้านข้างแล้วก็กล่าวกับผู้ป่วยที่อยู่เบื้องหน้า
เห็นผู้ป่วยเงยหน้าที่งดงามหยาดเยิ้มขึ้นมาเขามองหลิงมู่เอ๋อร์อย่างยิ้มแย้ม “ท่านหมอ ช่วงนี้จิตใจข้าหวั่นวิตก ว้าวุ่นจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ท่านว่าข้าเป็นโรคใดหรือ? หรือว่าถูกคนเกี่ยววิญญาณไป?”
มุมปากของหลิงมู่เอ๋อร์กระตุกปัดมือที่อยู่เบื้องหน้าลง พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “คุณชายท่านนี้น่าจะมาผิดที่แล้วออกจากประตูไปเลี้ยวซ้าย เดินต่อไปอีกสองตรอก จะเห็นบริเวณนั้นแขวนโคมสีแดงอยู่ท่านไปเคาะประตูรับยาจากพวกเขาเถิด บรรดาคนที่อยู่ที่นั่นถนัดในการรักษาคนไข้เช่นท่านที่สุด”
มีเสียงหัวเราะดังมาจากกลุ่มคนด้านหลังทุกคนต่างไม่โง่ หลิงมู่เอ๋อร์พูดถึงสถานที่ใด แม้จะเป็นสตรีก็ทราบเช่นกัน
เจ้าตัวประหลาดนั่นสีหน้าหมดหนทางก่ายหน้าผากถอนใจเบา “แต่ข้ากลับรู้สึกว่าวิชาแพทย์ของเซียนแพทย์สูงส่งกว่าสตรีในสถานที่นั้นจะรักษาอาการของคุณชายเช่นข้าได้อย่างไร”
“อยากให้ข้ารักษาก็ได้ทว่าวิธีการรักษาของข้าอาจพิเศษสักหน่อย ไม่อ่อนโยนเช่นคนเหล่านั้น”หลิงมู่เอ๋อร์หยิบเข็มยาวที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาปลายเข็มหนาประมาณนิ้วคนและยาวราวครึ่งแขน เพียงเห็นตัวเข็มก็รู้สึกขนลุก
เจ้าตัวประหลาดในใจบิดเกลียวรีบลุกขึ้นอย่างเร่งร้อน หลบหลีกจากเข็มเล่มยาวในมือของหลิงมู่เอ๋อร์ไปไกล“เจ้าเจ้าเจ้าอย่าได้เข้ามา เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“เจ้ามิใช่จะรักษาโรคหรือ? ตัวข้านั้นมีจิตใจเมตตาเป็นที่สุดในเมื่อผู้ป่วยมีข้อร้องขอเช่นนี้ ข้าจะไม่ดูให้ได้อย่างไร!”หลิงมู่เอ๋อร์กวักนิ้วเรียกชายผู้นั้น มานี่ แม่นางเช่นข้าจะแทงให้เจ้าเข็มหนึ่งเจ้าจะกลับเป็นปกติดังเดิมในทันที อาการจิตใจว้าวุ่น สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวในไม่ช้าก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เอาเถิดกูไหน่ไน่[1] ข้าผิดไปแล้วข้าไม่ควรแกล้งเจ้า” เจ้าตัวประหลาดนั่น ซึ่งก็คือหนานกงอี้จือรีบร้องขอความเมตตา“เจ้ามาถึงเมืองหลวง ข้าในฐานะเจ้าบ้านน้อยก็ควรต้อนรับเสียหน่อย ครั้งนี้ข้าตั้งใจมาเชิญเจ้าไปพักที่บ้านสักระยะ ไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใดเจ้าก็ละเว้นข้าเถิด!”
หลิงมู่เอ๋อร์เล่นเข็มในมือจากนั้นเก็บเข็มในมือลงไป เหลือบตามองเขาอย่างดูหมิ่นครั้งหนึ่ง“ข้ายุ่งอยู่ไม่ว่าง ไม่เห็นหรือ?”
“ถึงเจ้าจะไม่พบข้าก็คงต้องพบญาติผู้พี่ของข้ากระมัง? พวกเจ้าไม่ใช่พี่น้องบุญธรรมหรือเขาได้ยินว่าเจ้ามาเมืองหลวงแล้วก็ดีใจมาก” หนานกงอี้จือยิ้มประจบ
การกระทำในมือของหลิงมู่เอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่งนางกำลังลังเล แต่ซั่งกวนเซ่าเฉินดีต่อนางไม่น้อยสุดท้ายจึงตัดสินใจไปดูก่อนค่อยว่ากัน
หนานกงอี้จือเห็นนางพยักหน้าในที่สุดหินก้อนใหญ่ในใจจึงถูกวางลง ภารกิจในครั้งนี้ มารดาของเขาเป็นผู้วางแผนหากทำไม่สำเร็จ กลับไปก็จะต้องถูกแส้อีกแน่ ท่านแม่กล่าวแล้วว่าญาติผู้พี่ไม่เคยใส่ใจผู้ใดเช่นนี้มาก่อน บัดนี้ ยากนักที่แสดงความรู้สึกดี ๆต่อสตรีนางหนึ่ง พวกเขาควรรีบตีเหล็กเมื่อยังร้อน
หนานกงอี้จือเข้าใจเจตนาของมารดาของเขาเป็นเพราะนางกังวลว่า หลานชายที่ไม่รู้จักเอาใจสตรีของนางจะอยู่เป็นโสดไปชั่วชีวิตจึงต้องการรีบเชื่อมด้ายแดงอย่างไม่รอช้า!
ผู้ป่วยด้านหลังเมื่อเห็นหลิงมู่เอ๋อร์รู้จักกับคุณชายที่หล่อเหลางดงามเช่นนี้เดิมผู้ที่มีเจตนาหมายปองนางก็พากันแอบถอดใจ หลิงมู่เอ๋อร์ย่อมไม่รู้แน่นอนว่าการปรากฏตัวของหนานกงอี้จือ ได้ช่วยนางกันเหล่าดอกท้อไว้ไม่น้อยและยังได้ช่วยนางลดจำนวนชายที่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ป่วยแต่กลับแสร้งทำเป็นป่วยด้วยเช่นกัน หลายวันถัดมา นางจึงได้ทำงานเบาลงมาก
ในคืนนั้นเองหลิงมู่เอ๋อร์เปลี่ยนมาสวมกระโปรงยาวสีเขียวตัวหนึ่ง เกล้าผมเป็นทรงงดงามนางเพิ่งเตรียมตัวเสร็จ คนรับใช้ของตระกูลหนานกงก็มารับนางไปที่จวน
นางยังไม่ได้บอกพวกนางหยางซื่อเรื่องที่เห็นซั่งกวนเซ่าเฉินที่นี่นางไม่รู้ว่า ซั่งกวนเซ่าเฉินในตอนนี้ต้องการทำสิ่งใดฐานะผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์หลวง ตำแหน่งนี้มีความซับซ้อนอยู่บ้างหากการคงอยู่ของพวกเขานำความเดือดร้อนมาสู่นาง ยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้จักจะดีกว่าดังนั้น วันนี้นางจึงตัดสินใจไปดูสถานการณ์ที่บ้านของหนานกงอี้จือหากซั่งกวนเซ่าเฉิงหวังให้พวกเขาจะแสร้งทำเป็นไม่รู้จักกันนางก็จะทำตามการจัดการของเขา ภายหน้าเมื่อพบเขาข้างนอกก็จะปฏิบัติตัวเช่นคนแปลกหน้า
“จวนหนิงกั๋วโหว”หลิงมู่เอ๋อร์มองแผ่นป้าย อ่านตัวอักษรด้านบน “จวิ้นอ๋องผู้หนึ่ง จวนโหวหลังหนึ่งโชคของข้าไม่เลวเลยจริง ๆ ”
น่าเสียดายที่โชคเช่นนี้นางกลับไม่ปรารถนา
จวนโหวลึกล้ำดุจทะเลเข้าไปเกี่ยวข้องกับตระกูลสูงศักดิ์พวกนี้มากเกินไปนางย่อมไม่อาจมีชีวิตธรรมดาได้แน่ บิดามารดาของนางต่างก็เป็นคนปุถุชนชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ
“แม่นางเชิญด้านใน” พ่อบ้านได้ยินเสียงอยู่ก่อนแล้ว จึงรีบมาต้อนรับ
หลิงมู่เอ๋อร์ยกกระโปรงยาวก้าวเข้าไปในประตูใหญ่ นางมองสำรวจทุกสิ่งในจวน มีคำกล่าวที่ว่าการตกแต่งของบ้านสามารถแสดงถึงลักษณะนิสัยของผู้ปกครองเรือนได้ จากการสังเกตลักษณะนิสัยของคนครอบครัวนี้น่าจะไม่เลว อย่างน้อยการตกแต่งในจวนก็ดูสง่าผ่าเผยมาก
“ใช่แม่นางหลิงหรือไม่เจ้าคะ?” สาวใช้นางหนึ่งเดินเข้ามายอบกายให้นาง “เชิญแม่นางทางนี้ ซื่อจื่อ[2]ของพวกเรารอท่านอยู่ที่ศาลาพักร้อนเจ้าค่ะ”
“ซื่อจื่อ?” หลิงมู่เอ๋อร์มองสาวใช้อย่างงุนงงซื่อจื่อใช่หนานกงอี้จือหรือไม่? คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นซื่อจื่อผู้หนึ่ง แต่ก็ถูกต้องที่นี่เป็นจวนโหว หนานกงอี้จือเป็นบุตรชายของบ้านนี้ ฐานะย่อมไม่ต่ำต้อยเพียงแต่นางไม่คิดว่า เขาที่ดูทะเล้นไม่จริงจัง จะดำรงตำแหน่งซื่อจื่อได้ หรือว่าหนิงกั๋วโหวผู้นี้จะมีบุตรชายเพียงคนเดียว?
ในศาลาพักร้อนหนานกงอี้จื้อยืนอยู่ที่นั่นกวักมือเรียกนาง เขายิ้มอย่างเจิดจ้าเผยฟันขาวสะอาดทั้งปาก
หลิงมู่เอ๋อร์เห็นท่าทางของเขาก็แอบด่าว่าเจ้าทึ่มอยู่ในใจ ใบหน้าที่ดีเช่นนี้กลับมาอยู่บนตัวเจ้าโง่นี้ได้ช่างเสียของจริง ๆ
“ญาติผู้พี่ของเจ้าเล่า?” ในศาลาพักร้อนไม่มีบุคคลอื่นมีเพียงหนานกงอี้จือ เจ้าทึ่มคนนี้เท่านั้น หลิงมู่เอ๋อร์มองเขาอย่างโมโห“เจ้าหลอกข้า?”
หนานกงอี้จือมองหลิงมู่เอ๋อร์อย่างตัดพ้อ“เจ้าเป็นผู้หญิงคนแรกที่รังเกียจข้าเช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าในเมืองหลวงมีหญิงจำนวนเท่าใดที่อยากโผมาเสนออ้อมกอดแก่ข้า?”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเชิญหญิงที่อยากเสนอตัวเหล่านั้นเถอะ! ข้าไม่ได้อยากกินข้าวกับเจ้า”หลิงมู่เอ๋อร์แสดงท่าทีที่ต้องการจะจากไป
หนานกงอี้จือผิดหวังพูดกับผู้ที่อยู่ในที่ลับว่า “ท่านแม่ ท่านใช่ควรออกมาแล้วหรือไม่? ตอนนี้เห็นลูกชายของท่านถูกผู้อื่นรังเกียจพอใจแล้วหรือไม่ขอรับ?”
อุ๊บฮ่า! มีเสียงพ่นหัวเราะลอยมาจากในที่ลับ
หญิงที่ออกเรือนแล้วนางหนึ่งเดินออกมาจากที่ซ่อนอย่างสง่างามในดวงตางดงามคู่นั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อหลิงมู่เอ๋อร์
นั่นเป็นหญิงออกเรือนแล้วที่งดงามน่าหลงใหลอย่างมากนางหนึ่งนางมีหน้าตาคล้ายกับหนานกงอี้จือมาก เพียงแต่นางงดงามกว่า เย้ายวนกว่าและมีเสน่ห์ที่หลากหลายกว่าหนานกงอี้จือ
ฮูหยินผู้นั้นกุมมือของหลิงมู่เอ๋อร์อย่างเป็นธรรมชาติราวกับคุ้นเคยกันมานานนางยิ้มบาง ๆ ว่า “เจ้าทำให้ข้าต้องมองใหม่อย่างชื่นชมจริง ๆข้ายังไม่เคยเห็นลูกชายของข้าถูกคนรังเกียจถึงเพียงนี้มาก่อนสาวน้อยเช่นเจ้าช่างน่าสนใจจริง ๆ ”
“ฟูเหรินท่านนี้มีนามว่ากระไรหรือเจ้าคะ?” หลิงมู่เอ๋อร์รู้ว่านี่คือมารดาของหนานกงอี้จือ“หรือข้าควรเรียกท่านว่า โหวฟูเหริน[3]?”
“ไม่ต้องเหินห่างเช่นนั้นตำแหน่งฟูเหรินของท่านโหวนี้เอาไว้ให้คนนอกดูเท่านั้น เจ้าเป็นคนกันเองเรียกข้าว่า ป้าอวิ๋น ก็พอ”อวิ๋นซื่อไม่ปิดบังความพอใจที่มีต่อหลิงมู่เอ๋อร์แม้แต่น้อย“ได้ยินว่าเป็นน้องบุญธรรมของเฉินเอ๋อร์ เจ้าอยากพบเฉินเอ๋อร์ใช่หรือไม่? เดิมข้าจะเรียกเขามาแต่วันนี้เขาถูกฝ่าบาทรั้งตัวไว้ในวัง วันหน้าพวกเราค่อยเรียกเขามาวันนี้ก็ถือซะว่ามากินข้าวเป็นเพื่อนป้า ว่าอย่างไร?”
หลิงมู่เอ๋อร์จึงได้เข้าใจว่างานเลี้ยงในวันนี้เป็นความคิดของอวิ๋นซื่อนางเห็นว่าอวิ๋นซื่อไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อนาง แต่ก็ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของนางจริงๆ
หรือนางตั้งใจมาดูนางโดยเฉพาะเพื่อตรวจสอบว่านางจะเป็นภัยต่อซั่งกวนเซ่าเฉินหรือไม่? ตอนนี้เมื่อได้เห็นนางและวางใจแล้วจึงได้แสดงความเมตตาออกมา?
ไม่อาจไม่พูดว่าหลิงมู่เอ๋อร์เดาถูกแล้ว
อวิ๋นซื่อมีเจตนาเช่นนั้นจริงๆ
ในยามที่หนานกงอี้จือพาซั่งกวนเซ่าเฉินกลับมาอวิ๋นซื่อได้ทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ในหลายปีมานี้ของซั่งกวนเซ่าเฉินจากหนานกงอี้จือและยังได้รู้อีกว่า เขามีน้องสาวบุญธรรมเพิ่มขึ้นมาอีกนางหนึ่ง ในยามนั้นอวิ๋นซื่อมีเพียงความระวังสงสัย แต่กลับมิได้นำมาใส่ใจ หลายวันก่อนหนานกงอี้จือกลับบอกว่าได้พบน้องบุญธรรมผู้นั้น อวิ๋นซื่อจึงได้เริ่มกังวลขึ้นมา
นางกลัวหลิงมู่เอ๋อร์จะส่งผลร้ายต่อซั่งกวนเซ่าเฉินจึงบังคับให้หนานกงอี้จือไปเชิญหลิงมู่เอ๋อร์มาทั้งยังไม่ยอมให้หนานกงอี้จือบอกซั่งกวนเซ่าเฉินเรื่องที่หลิงมู่เอ๋อร์เข้าเมืองหลวงมาจนกระทั่งบัดนี้ ซั่งกวนเซ่าเฉินจึงยังไม่รู้ว่า หลิงมู่เอ๋อร์อยู่ในเมืองหลวงดังนั้น งานเลี้ยงในวันนี้จึงไม่ใช่ความคิดของเขา
เรื่องทั้งหมดนี้หลิงมู่เอ๋อร์ล้วนไม่ทราบ นางเข้าใจเพียงว่า ซั่งกวนเซ่าเฉินไม่ว่างมาร่วมงานจริงๆ ดังนั้น ในใจจึงได้ปล่อยวางไป
“เจ้ายังตะลึงอะไรอยู่ตรงนี้อีก? ที่นี่มีธุระอะไรของเจ้ากัน?” อวิ๋นซื่อเงยหน้าตำหนิหนานกงอี้จือใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
หลิงมู่เอ๋อร์ไม่เคยเห็นมารดาที่ไม่พอใจบุตรชายเช่นนี้มาก่อนทว่าความไม่พอใจนี้ ก็ค่อนข้างจะคล้ายหมอนปักลาย[4]เท่านั้นนางรังเกียจแต่เพียงเปลือกนอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ดวงตากับเต็มไปด้วยความอบอุ่นท่าทีที่นางมองหนานกงอี้จือนั้นไม่ต่างกับมารดาทั่วไปเลย เห็นได้ว่ายามปกติสองแม่ลูกก็อยู่ร่วมกันเช่นนี้
หนานกงอี้จือถอนใจเบา“นับตั้งแต่ญาติผู้พี่กลับมา ฐานะในบ้านของข้าแม้แต่เสี่ยวหวังก็เทียบไม่ได้แล้วช่างเถอะช่างเถอะ ไม่ต้อนรับข้า ข้าไปหาเสี่ยวหวังก็ได้”
[1] กูไหน่ไน่เป็นสรรพนามที่ใช้สตรีในครอบครัวที่ออกเรือนไปแล้วหรือใช้เรียกหญิงสาวที่สนิทสนมในเชิงตำหนิ
[2] ซื่อจื่อคือ ทายาทผู้จะได้รับสิทธิ์ในการสืบทอดบรรดาศักดิ์
[3] โหวฟูเหรินคือ ฮูหยินของท่านโหว
[4] หมอนปักลายเป็นสำนวนหมายถึง ดูดีแต่เปลือกนอก ภายในกลับไม่มีอะไร