ทั้งสองกล่าววาจาต่อกันตามประสาแม่ลูกอยู่พักใหญ่ก่อนที่หยางเทียนจะตัดสินใจให้หยางซูมารดาของมันรั้งอยู่ที่ตำหนักเพื่อพักผ่อนต่อ
เนื่องด้วยยามนี้มันสังเกตเห็นแล้วว่าความห่วงใยที่ผู้าุโลำดับที่ห้าหยางจ้าวมีต่อมารดามันนั้นชัดเจนว่าเกินเลยต่อความเป็ห่วงที่ผู้เป็นายจะมีต่อตัวตนอย่างผู้เป็บ่าวรับใช้ไปมากนัก
ถึงอย่างนั้นตัวมันกลับไม่เห็นว่าเป็เื่ที่เลวร้ายอันใดอาจบางทียังส่งผลดีต่อตัวมารดาของมันด้วยซ้ำ
“ท่านแม่ท่านพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักท่านหยางจ้าวต่อเพื่อพักฟื้นร่างกายเถอะที่นี่อุดมไปด้วยตัวยาบำรุงร่างกายชั้นดีชัดเจนว่ามันถูกเตรียมโดยท่านหมอแห่งตระกูล หยางจิ่น กระมัง”
“การพำนักอยู่ที่แห่งนี้พร้อมบำรุงด้วยตัวยาเหล่านี้ย่อมทำให้ท่านแม่ฟื้นคืนกำลังเร็วกว่ากลับไปพักที่บ้านเรายิ่งนักส่วนตัวลูกจะกลับไปฝึกฝนวิชาต่อที่บ้านเราในยามนี้ข้าแน่ใจว่าตัวข้ายามนี้คิดถึงมุมที่ข้านอนเป็ที่สุด”
หยางเทียนกล่าวด้วยความเป็ห่วงพร้อมประดับไปด้วยรอยยิ้มต่อมารดาของมันในใจมันบังเกิดความรู้สึกผิดสายหนึ่ง เนื่องด้วยที่มารดาของมันร่างกายทรุดโทรมทั้งยังสลบไปนานถึง10วันนั้นเหตุผลหลักเป็เพราะมันอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เ้าพักอยู่ที่นี่กับแม่อีกหน่อยเถอะแม่จะกล่าวต่อนายท่านหยางจ้าวให้เองเพิ่งได้พบหน้าแต่ตัวเ้ากลับรีบลาจากแม่ไปเสียแล้ว”คำกล่าวของหยางซูเต็มไปด้วยความคิดถึงบุตรชายของตนอย่างมากทั้งยามนี้ในใจของนางพลันไม่อยากให้บุตรชายตรงหน้าไปไกลห่างสายตานางอีกเนื่องด้วยกลัวว่าลูกชายของนางจะไปก่อเื่ราวใหญ่โตจนเป็ภัยต่อมันดั่งในกาลก่อน
หยางเทียนจ้องไปยังดวงตาของผู้เป็มารดาพร้อมทั้งพิเคราะห์จากน้ำเสียงตัวมันย่อมทราบกระจ่างใจดีว่ามารดามันยามนี้กลัวมันจะถูกหยางหลงและหยางกุ้ยเข้ามาหาเื่อีกกระมังถึงได้้าให้มันรั้งอยู่ที่แห่งนี้และรอจนมารดามันหายค่อยกลับไปด้วยกัน
“ตัวข้าไหนเลยจะอยากรีบจากท่านแม่ไปข้าเพียงต้องเร่งรีบกลับไปเพื่อหาที่ปรับสมดุลพลังที่พลุ่งพล่านเท่านั้นทั้งยามนี้ข้ายังบรรลุถึงระดับห้าแห่งปราณแรกกำเนิดแล้วท่านแม่อย่าได้ห่วงข้าเื่หยางกุ้ยเลย หากมันกล้ามาหาเื่ข้าตัวข้าในยามนนี้รับรองว่าจะดูแลมันอย่างดีให้สมกับที่มันและบิดาของมันเคยกระทำกับข้าไว้”ด้วยประโยคสุดท้ายที่หลุดจากปากของเด็กน้อยนั้นชัดเจนว่ากล่าวออกด้วยโทสะรุนแรงทั้งยังปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งจิตสังหารออกอย่างควบคุมไม่ได้อยู่เพียงครู่ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วรั้งกลับไปอย่างรวดเร็ว
“หากเ้าตัดสินใจอย่างนั้นแม่ก็จะไม่รั้งเ้าไว้เพื่อเป็การขัดขวางหนทางฝึกตนของเ้าแต่ถือว่าแม่นั้นขอร้อง เ้าอย่าได้แก้แค้นต่อหยางหลงและหยางกุ้ยอีกเลยตัวตนทั้งสองของมันนั้นหากจะมีผู้ใดกล้าแลกหมัดกับมันนั้นย่อมต้องมีเพียงแต่ตัวตนระดับผู้าุโด้วยกันเท่านั้นพวกเราเป็เพียงชนชั้นบ่าวไพร่ ไหนเลยจะทำอะไรพวกมันได้”
หยางซูนั้นชัดเจนว่า้าให้บุตรชายตรงหน้าของตนหยุดความคิดที่จะวิ่งเข้าหาสิ่งอันตรายน้ำเสียงของหญิงสาวแฝงไว้ด้วยความเศร้าโศรกและความถอดถอนใจเป็ริ้วๆ
“ท่านแม่อย่าได้กังวลใจคิดเื่อื่นที่จะส่งผลต่อร่างกายท่านในยามนี้เลยจงพักผ่อนก่อนเสียเถิด” หลังกล่าวจบ หยางเทียนคำนับแก่มารดามันอีกครั้งจากนั้นคนพลันเดินออกไปในทันที
ตัวมันกระทั่งไม่ได้เอ่ยรับปากต่อสิ่งที่มารดาของมัน้าแม้แต่น้อยยามนี้ชัดเจนแล้วว่าตัวมันนั้นย่อม้าให้หยางหลงผู้าุโลำดับสามและหยางกุ้ยผู้เป็บุตรชายถูกชำระแค้นด้วยเืเพียงเท่านั้น
สายตาของหยางเทียนยามนี้มุ่งมั่นไปด้วยความ้าฆ่าออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ตัวข้าเมื่อสิบวันก่อนเป็ดั่งตัวโง่งมอ่อนต่อโลกเสียจริงกลับคิดว่าความถูกต้องคือสิ่งที่เที่ยงแท้ไปได้ข้าบอกกล่าวต่อผู้คนถึงการกระทำของหยางหลงและหยาวกุ้ยถึงอย่างนั้นผู้คนไม่เพียงถูกพวกมันกลับดำเป็ขาวทั้งยังปรามาสว่าข้าคือตัวกระทำผิดที่ไปล่วงเกินพวกมัน”
“ความเที่ยงแท้และยุติธรรมแท้จริงนั้นคือพลังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”
หยางเทียนยืนกล่าวกับตนเองอยู่ครู่หนึ่งด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยก่อนที่คนพลันเคลื่อนตัวออกด้วยพลังปราณเต็มสิบส่วนเพื่อรีบกลับไปฝึกฝนทำความเข้าใจต่อท่วงท่ากลืนสรรค์ทั้งยัง้าฝึกฝนลมปราณโคจรสมุทรแห่งตระกูลหยางอีกด้วย
แม้ว่าลมปราณโคจรสมุทรจะเป็ลมปราณชั้นขยะเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอันลึกล้ำของท่วงท่ากลืน์แต่ยามนี้ชัดเจนว่าตัวหยางเทียนไม่มีเคล็ดวิชาใดที่ใช้ออกเพื่อรักษาาแอาการาเ็ทางร่างกายมันได้นอกจากลมปราณโคจรสมุทรอันมีส่วนเสริมของธาตุน้ำใช้ออกในการรักษาาแทั่วร่างเป็หลักมันจึงไม่มีทางเลือกที่ต้องฝึกลมปราณโคจรสมุทรนี้เพื่อไว้ใช้รักษาชีวิตมันในยามขับขัน
ยามนี้เองที่ตัวของเด็กน้อยพลันมาหยุดอยู่หน้าบ้านของตน “บ้านของข้าสภาพยังคงเหมือนเมื่อสิบวันก่อนอย่างไม่เปลี่ยนมันเคยเก่าทรุดโทรมอย่างไร ยามนี้ก็ยังเก่าทรุดโทรมอยู่อย่างนั้น”คำกล่าวของเด็กน้อยนั้นหากมองผิวเผินคล้ายว่ามันกำลังกล่าวว่าต่อสภาพบ้านของมันแต่แท้จริงกลับกำลังดีใจที่ได้กลับมายังบ้านตนเองอีกครั้งทั้งยังคล้ายกับว่าเป็ความคิดถึงที่ตัวมันได้จากบ้านไปนานแสนนานอย่างไรอย่างนั้น
ขณะนี้หยางเทียนพลันเข้าไปภายในบ้านและหยิบคัมภีร์ลมปราณโคจรสมุทรที่วางอยู่บนหัวที่พำนักนอนของมันในมุมหนึ่งของบ้านขึ้นมาอย่างถนัดเด็กน้อยพลันลองเปิดออกเพื่อทำความเข้าใจในตัววิชาอย่างไม่รอช้าเนื่องด้วยยามนี้ตัวมันมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าย่อมสามารถบรรลุขั้นที่สองแห่งลมปราณโคจรสมุทรได้อย่างแน่นอนเนื่องด้วยยามก่อนมันได้อยู่จุดสูงสุดของขั้นที่หนึ่งแห่งเคล็ดวิชาลมปราณโคจรสมุทรแล้วเหตุผลที่มันไม่สามารถบรรลุขั้นต่อไปได้กลับไม่ใช่ความเข้าใจต่อวิชาแท้จริงกลับเป็เส้นลมปราณของมันนั้นไม่สามารถเคลื่อนออกไปได้มากกว่านี้จึงได้หยุดที่การบรรลุเคล็ดวิชาเพียงขั้นที่หนึ่งเพียงเท่านั้น
ผ่านไปเพียงไม่ถึงสิบห้าลมหายใจดีเด็กน้อยที่หลับตาลองเคลื่อนปราณเพื่อทำความเข้าใจกับเคล็ดวิชาอยู่นั้นพลันได้ตื่นจากภวังค์การฝึกตนด้วยความตกตะลึงเป็อย่างมากใบหน้าคล้ายดั่งผู้ไม่อยากเชื่อปรากฏอยู่ในสายตาของมัน
“นี่ข้ากลับสามารถเข้าใจถึงการเคลื่อนลมปราณโคจรสมุทรได้ถึงขั้นสูงสุดแล้วเหตุใดกลับเร็วถึงเพียงนี้กัน” เด็กน้อยกล่าวออกอย่างตะกุกตะกัก”
ความไม่อยากเชื่อปรากฏออกมาจากท่าทางและหน้าตาของมันอย่างปิดไม่ได้เนื่องจากเพียงแค่ตัวมันหลับตาเพื่อลองเคลื่อนลมปราณตามคัมภีร์โคจรสมุทรทั้งหลังจากที่มันเคลื่อนลมปราณถึงขอบเขตของขั้นที่สองแห่งลมปราณโคจรสมุทรแล้วนั้นคนกลับไม่พบสิ่งใดมาขวางกั้นในช่องลมปราณอย่างเมื่อยามก่อนแม้แต่น้อย
หลังจากนั้นเด็กน้อยพลันเคลื่อนโคจรปราณของตนตามวิถีแห่งลมปราณโคจรสมุทรไปจนถึงขั้นสุดท้ายพลังปราณของมันกลับเคลื่อนออกได้อย่างปรอดโปร่งทั้งยังเข้าใจถึงเนื้อแท้ของวิถีเคลื่อนลมปราณและการใช้ออกเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ตัวมันตลอดเวลา4ปีก่อนอายุครบ12นั้น แท้จริงกลับเข้าใจความหมาย วิธีการทั้งยังรูปแบบในการฝึกฝนชัดเจนอยู่แล้ว แต่เพียงแค่ยามมันเคลื่อนลมปราณไปเท่าใดนั้นกลับไม่สามารถบรรลุได้ตามอย่างที่คัมภีร์กล่าวไว้แม้แต่น้อย
แต่หากเปรียบกับยามนี้นั้นมันเพียงแค่นึกคิดเคลื่อนพลังตามเท่านั้น ทุกสิ่งกลับกลายเป็ได้ดั่งใจมันเสียหมดปราณโคจรสมุทรพลันประทุออกมาชัดเจนว่าผสมไปด้วยลักษณ์แห่งธาตุน้ำเป็หลักอีกทั้งยามนี้ตัวมันยังสามารถััมวลพลังปราณแห่งธาตุได้ไม่ว่าวิชาที่พึ่งพากฎเกณฑ์แห่งธาตุใดๆในการใช้เด็กน้อยย่อมเด่นชัดว่าสามารถเข้าใจได้รวดเร็วยิ่งน่ากลัวว่าเพียงเสี้ยวแห่งลมหายใจก็สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เสียกระมัง
“ผลพวงจากการรับเส้นลมปราณเทพมารเทวะอสูรานี่ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนักข้ากลับทะลวงระดับเคล็ดวิชาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้นี่ไม่ใช่ว่าวิชาอื่นในโลกหล้านี้กลับง่ายดายสำหรับข้าไปเสียหมดแล้วหรอกหรือ”เด็กน้อยพลันคิดออกด้วยความปิติในใจอย่างมากล้น ทั้งสายตามันยามนี้แสดงออกถึงความบ้าคลั่งในการไขว้คว้าพลังอย่างที่สุด
“นี่เป็เพียงก้าวแรกสู่การเริ่มต้นหนทางแห่งการฝึกตนของข้าเพียงเท่านั้นคงจะเป็การดีกว่าถ้าข้าไม่มานั่งยินดีกับเื่เล็กจ้อยเพียงเท่านี้”หยางเทียนพลันสบถกล่าวโทษตนเองขึ้น ชัดเจนว่าน้ำเสียงเจือปนความไม่พอใจในตนเองแฝงมาสายหนึ่ง
จากนั้นเด็กน้อยพลันสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปพร้อมทั้งรวบรวมสมาธิถึงขีดสุดเพื่อเข้าไปในหึวงสำนึกของตนและทำความเข้าใจต่อวิถีแห่งเคล็ดวิชา“ท่วงท่ากลืน์” ต่อ
ในขณะที่หยางเทียนกำลังเข้าสู่ภวังค์แห่งการฝึกตนอย่างต่อเนื่องจนลืมเลือนเวลานั้นพลันมีเสียงดังก้องขึ้นหน้าที่พักของมัน ชัดเจนว่าเป็เสียงะโโหวกแหวกที่น่ารำคาญใจเป็ที่สุดดังกังวานอย่างต่อเนื่อง“หยางเทียน เ้าเด็กหยางเทียนอยู่หรือไม่ หากอยู่ก็ออกมาพบข้าหน่อยนี่ข้าเสียเวลากับเ้านานมากแล้วนะ”
คนพลันสะดุ้งตื่นจากห้วงภวังค์แห่งการฝึกตนเร่งเคลื่อนออกอย่างรวดเร็วไปที่หน้าประตูเพื่อดูว่าใครที่มารบกวนการฝึกฝนของมันในยามนี้
“ท่านลุงหยางสือเหตุใดท่านถึงได้ะโเสียงดังอย่างนี้ ข้ากำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาอยู่เชียว”หยางเทียนกล่าวออกพร้อมใบหน้าที่ไม่พอใจเล็กน้อย
“เ้าเด็กเวรนี่เดี๋ยวนี้กลับกล้ากล่าววาจาตำหนิข้าเสียแล้วเ้าจะฝึกไปเพื่อสิ่งใดตัวเ้ายังไงซะมันก็ไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับสองแห่งลมปราณแรกกำเนิดไปได้”คำกล่าวของหยางสือชัดเจนว่าเป็ดั่งคำตำหนิและคำถากถางเสียดสีในเวลาเดียวกัน
“ข้าจะทะลวงได้หรือไม่ได้มันก็เื่ของข้ามันไม่ได้เกี่ยวอันใดต่อตัวท่านเสียหน่อยว่าแต่ท่านลุงหยางสือมีธุระอะไรทำไมไม่กล่าวต่อข้าเสียทีหากมาเพื่อดูใบหน้าอันหล่อเหลาของข้าละก็ ยามนี้ท่านได้เห็นแล้วก็ควรกลับไปเสียทีข้าจะฝึกฝนเคล็ดวิชาของข้าต่อ ท่านช่างทำข้าเสียเวลายิ่งนัก”
“ข้าสิที่เสียเวลาหาใช่เ้าไม่”หยางสือพลันะโกลับอย่างอดไม่ได้ออกมา “เ้าเด็กน้อยนี่ไม่พบพานเพียงสิบกว่าวันกลับกล่าววาจาวอนหมัดวอนเท้าข้ายิ่งนัก”ใบหน้าของหยางสือพลันปรากฏความไม่พอใจขึ้นเป็ส่วนใหญ่จากการได้ฟังคำของเด็กน้อยตรงหน้าที่คล้ายว่าตั้งใจจะกวนประสาทมัน
“ท่านหยางจ้าวให้ข้ามาตามเ้าไปที่โถงกลางแห่งตระกูลในยามนี้วันนี้เป็วันทดสอบพลังของรุ่นเยาว์ั้แ่อายุ12ปีขึ้นไปเพื่อกำหนดสิทธิการรับทรัพยากรการบ่มเพาะเ้ากลับลืมมันไปได้อย่างไรกันหรือสมองจะโดนอสูรภายในคุกกักกันแดนอสูรแทะกินไปหมดแล้ว”
แม้คำกล่าวของหยางเทียนจะดูยียวนกวนประสาทผู้คนอย่างไรแต่เมื่อเทียบกับหยางสือยามนี้แล้วกลับดูห่างชั้นกันอยู่สองขั้นด้วยกันทั้งใบหน้าและวาจายามนี้นั้นแสดงออกด้วยความ้าถากถางเสียดสีต่อตัวเด็กน้อยตรงหน้ามันอย่างสนุก
แต่ถึงอย่างไรหยางเทียนกลับไม่ได้โกรธกลับวาจาใดๆของหยางสือแม้แต่น้อยคนพลันนึกขึ้นออกพร้อมใบหน้าที่ประดับไปด้วยความสงสัยใครรู้“มันกลับเป็วันนี้อย่างนั้นหรือท่านลุงหยางสือเท่าที่ข้าจำได้ไม่ใช่ว่ามันเป็วันถัดจากวันที่ข้าออกมาจากคุกกักกันแดนอสูรอีกสามวันไม่ใช่หรอกหรือทั้งยามนี้ชัดเจนว่าข้าเพิ่งจะออกมาได้เพียงวันเดียวแล้ววันนี้มันจะเป็วันทดสอบพลังเพื่อกำหนดอัตราการรับทรัพยากรของตระกูลไปได้อย่างไร”หยางเทียนในยามนี้ชัดเจนว่าเกิดความสับสนเป็อย่างที่สุด
“ข้าว่าสมองเ้าคงเลอะเลือนไปแล้วกระมังหลังจากที่เ้ากลับจากตำหนักท่านหยางจ้าวเ้าได้อยู่แต่ภายในบ้านของเ้าจนยามนี้เวลาล่วงเลยผ่านมาถึงสองวันแล้วที่เ้าไม่ได้โผล่หัวออกมานี่เ้าสมองกลับหรืออย่างไรเ้าเด็กน้อย”หยางสือกล่าวออกด้วยท่าทางที่เริ่มไม่พอใจต่อตัวของเด็กน้อยตรงหน้าชัดเจนว่าหากหยางจ้าวไม่สั่งให้มันมาเรียกเด็กน้อยชั้นสวะผู้นี้มันคงไม่มีทางเสียเวลามาในยามนี้อย่างแน่นอน
“หะหรือว่าข้าอยู่ในภวังค์แห่งการฝึกฝนจนลืมวันเวลาไปกัน”หยางเทียนพลันพูดเสียงเบากับตนเองทั้งใบหน้ามันยังคงแสดงออกถึงความใและไม่อยากเชื่อปะปนเข้ามาเป็ส่วนใหญ่“เช่นนั้นข้าคงชักช้าอยู่ที่นี่ไม่ได้เสียแล้วหากข้าพลาดโอกาสวันนี้ไปคงอดรับทรัพยากรบ่มเพาะของตระกูลไปตลอดชีวิตเสียกระมังทั้งสิ่งนี้ยังอาจทำให้มารดาของข้าต้องนำทรัพยากรของตนมาให้จนตัวข้าอาจกลับกลายเป็ตัวตนดั่งภาระของมารดาตนเองเช่นยามก่อนไป”
หยางเทียนในยามนี้พลันไม่พูดจาสิ่งใดอีกต่อไปพลันเร่งเท้าออกด้วยความไวสูงสุดตรงไปยังทิศทางที่ตั้งของห้องโถงกลางแห่งตระกูลหยางทั้งยังลืมเลือนกล่าวขอบคุณและกล่าวคำลาต่อผู้ที่นำข่าวสารมาบอกมันไปเสียอย่างนั้น
หยางสือได้เห็นดังนั้นพลันกล่าวสบถด่าต่อหยางเทียนขึ้นตามหลัง“ไอ้เด็กนี่ ข้ารึอุส่านำคำมาบอกเ้า แต่เ้ากลับไม่กล่าวขอบคุณข้าสักคำหรือไรหยุดให้ข้าแพ่งกบาลเ้าสักทีเป็ไร”
หลังจบคำกล่าวคนพลันเคลื่อนลมปราณเร่งติดตามเด็กน้อยตรงหน้าไปเพื่อหวังจะแซงหน้าหยางเทียนในยามนี้ทั้งมันยังวางแผนไว้ว่าหากแซงหน้าหยางเทียนได้เมื่อไหร่มันจะหันกลับมากล่าวสักประโยคสองประโยคเพื่อถากถางเด็กน้อยนี่อีกครั้งพร้อมทั้งวาดลวดลายฝ่ามือไปที่กลางกบาลของเด็กนี่ให้รู้จักสำมาคารวะเสียหน่อย
หากแต่ทุกอย่างพลันกลับตาลปัตรอย่างที่สุดเนื่องด้วยในยามนี้ไม่ว่ามันจะก้าวออกพร้อมใช้ลมปราณเข้าช่วยเร่งความเร็วของมันอย่างไรกลับไม่สามารถแซงหน้าฝีเท้าของเด็กน้อยไปได้เสียอย่างนั้นกลับกันเด็กน้อยยังคงทิ้งห่างมันไปเรื่อยๆเสียอีก
ใบหน้าขณะนี้ของหยางสือพลันประกอบไปด้วยความตกตลึงถึงขีดสุดเนื่องจากมันไม่สามารถหาเหตุผลมากล่าวอธิบายความเร็วตรงหน้าของเด็กน้อยได้เลยมันไม่เข้าใจอย่างยิ่งว่าเหตุใดหยางเทียนที่อยู่เพียงขั้นแรกแห่งลมปราณแรกกำเนิดถึงได้เร็วกว่าความเร็วสูงสุดของมันซึ่งอยู่ระดับสูงสุดของขั้นที่ห้าแห่งลมปราณแรกกำเนิดไปได้
อีกทั้งตัวมันยามนี้ย่อมไม่คาดคิดที่จะตรวจสอบพลังของหยางเทียนแม่แต้น้อยว่าอยู่ระดับใดเนื่องด้วยมันไม่มีทางคาดคิดอีกเช่นกันว่าเด็กน้อยชั้นสวะที่พระ์จากการทดสอบในวัยแรกเกิดเพียงแสงสีขาวอันต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าชั้นปุถุชนจะสามารถทะลวงระดับขึ้นมาจนเทียบเท่ามันในยามนี้ได้ หากมันได้รู้ชัดเจนว่าย่อมต้องะเิตายจากความใถึงขีดสุดเป็แน่แท้