เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 24 เลือกวิชายุทธ์

    สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขาเป็นอย่างแรกก็คือชั้นไม้ทรงสี่เหลี่ยมภายในเต็มไปด้วยตำราลับนานาชนิด ประมาณการคร่าวๆดูแล้วน่าจะมีตำราลับอยู่หลายร้อยเล่ม

            เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเย่หยางหลี่เฉิงเฟิงก็ตบไหล่เขาเบาๆ พลางกล่าวยิ้มๆ "ในนี้พอมีตำราลับอยู่บ้าง เจ้าสามารถเลือกเล่มที่เหมาะสมกับเจ้าได้ค่อยๆ หาอย่ารีบร้อน เดี๋ยวข้าจะไปรอเจ้าอยู่ข้างนอกหลังจากได้ตำราที่ถูกใจแล้วข้าจะพาเจ้าไปเลือกอาวุธที่มีประโยชน์"

            พอกล่าวจบหลี่เฉิงเฟิงก็หันหลังออกจากห้องลับเหลือเพียงเย่หยางที่กำลังทำหน้าตาตกตะลึง

            เย่หยางพยายามสะกดข่มความตื่นเต้นในใจเพราะเขารู้ว่าตำราลับวิชายุทธ์นั้นทรงคุณค่าอย่างยิ่งในโลกใบนี้

            ส่วนใหญ่มันจะตกอยู่ในเงื้อมมือของกองกำลังขนาดใหญ่บางตระกูลถึงขนาดมีวิชาลับที่หาได้ยากยิ่ง แม้แต่ตระกูลเย่ยังมีเพียงตำราลับหรือเคล็ดบ่มเพาะที่สืบทอดกันมานานกว่าร้อยปีซ้ำส่วนใหญ่ยังเป็นแค่ระดับต่ำ

            พวกเขามีวิชาระดับเสวียนอยู่เจ็ดเล่มหนึ่งในนั้นคือวิชาระดับเสวียนขั้นสูงที่มีชื่อว่า ‘เดชราชสีห์พยัคฆ์’ ซึ่งมันคือเคล็ดบ่มเพาะที่บิดาของเขาฝึกฝน ส่วนที่เหลือเป็นตำราระดับกลางสองเล่มกับระดับต้นอีกสี่เล่ม

            แต่มันดูธรรมดาไปเลยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับของสะสมของหลี่เฉิงเฟิงครึ่งหนึ่งของตำราลับนับร้อยเล่มที่นี่เป็นวิชาลับระดับเสวียนกว่าหนึ่งโหลเป็นระดับเสวียนขั้นสูง

            สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้โลหิตภายในกายของเย่หยางเดือดพล่านนอกเหนือจากมีร่างกายแข็งแกร่งแล้ว วิชายุทธ์ของเขายังมีเพียง ‘หมัดทลายศิลา’ระดับหวงขั้นต้นเพียงเท่านั้น 

            เย่หยางตื่นเต้นอยู่นานเมื่อได้ยินเย่หลิงเทียนประกาศว่าต่อไปนี้เขาสามารถเข้าออกหอวรยุทธ์ได้อย่างอิสระเพราะสิ่งที่เขาขาดมากที่สุดในยามนี้ก็คือวิชายุทธ์ไว้ต่อสู้

            'หมัดทลายศิลา' ช่วยให้เขาสามารถสังหารหลูชิงเฟิงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวทำให้เขารู้สึกชื่นชมในพลังอำนาจของวิชายุทธ์จากก้นบึ้งของหัวใจ 

            แม้หลู่ชิงเฟิงจะถูกสังหารเพราะความประมาทแต่ก็ยังน่าตกใจที่จอมยุทธ์ขั้นแปดนภามาเสียท่าให้กับเด็กใหม่ระดับหลอมรวมลมปราณด้วยหมัดเดียว 

            ตั้งแต่วันนั้นความปรารถนาที่จะศึกษาวิชายุทธ์ของเย่หยางก็เพิ่มมากขึ้นเมื่อได้เห็นวิชายุทธ์ดังกล่าวมีให้เลือกละลานตาสภาพของเขาก็ไม่ต่างจากขอทานผู้หิวโหยอดอาหารมาสามวันแล้วได้มาเจอกับภัตตาคารอาหารระดับห้าดาว ไม่รู้ว่าตนเองควรเริ่มจากตรงไหนดี 

            "‘หมัดเหมันต์’ ระดับหวงขั้นสูง"

            "‘อำนาจจามรี’ ระดับเสวียนขั้นต้น"

            "‘ดาบเลิศไพศาล’ ระดับเสวียนขั้นกลาง"

             เมื่อตรวจสอบดู หัวใจของเย่หยางก็เต้นระรัวเขารู้สึกรักตำราทุกเล่มที่เห็นหวังว่าตนจะเอาเคล็ดบ่มเพาะและวิชายุทธ์เหล่านี้ออกไปได้ทั้งหมด

            แต่ไม่ว่าจะดูยังไงก็ไม่น่าเป็นไปได้ไม่มีทางที่หลี่เฉิงเฟิงจะมอบพวกมันให้กับเขาทั้งหมดต่อให้หลี่เฉิงเฟิงเต็มใจมอบให้แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเรียนรู้มันทั้งหมดในคราเดียว

            เนื่องจากวิชาแต่ละเล่มมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ใช่ทุกคนที่จะฝึกฝนมันได้ 

            เฉกเช่นเดียวกับ ‘หมัดเหมันต์’ ผู้ที่จะฝึกฝนจะต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ผู้มีคุณสมบัติปราณแท้ธาตุวารีหากผู้มีปราณแท้ธาตุอัคคีมาฝึกฝน คาดว่าเพียงไม่นานคงบ้าคลั่งเสียสติ กล้ามเนื้อและเส้นลมปราณถูกทำลายจนสิ้น

            เย่หยางพยายามบังคับไม่ให้ตนเองกระสับกระส่ายเขาสูดลมหายใจลึก สงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆมองหาวิชายุทธ์ที่เหมาะสมกับตนเองต่อไป

            แต่สิ่งที่เย่หยางไม่รู้ก็คือขณะเขาสงบจิตใจลงที่ไหนสักแห่งนอกห้องลับอันเป็นสถานที่ที่เย่หยางไม่อาจมองเห็นได้มีคนกำลังยิ้มและมองเขาด้วยแววตาชื่นชม 

            หนึ่งก้านธูปผ่านไปเพียงพริบตา ทันใดนั้นก็มีชื่อวิชาตำราเล่มหนึ่งดึงดูดสายตาของเย่หยาง ‘ก้าววายุ’

            "วิชายุทธ์ระดับหวงขั้นสูง ‘ก้าววายุ’ลอบเร้นดั่งภูตพราย เคลื่อนไหวดุจวาโยทำให้ร่างของผู้ใช้เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย"

            เมื่ออ่านคำแนะนำเย่หยางก็รู้ว่านี่คือวิชาลับที่ช่วยเสริมความเร็วให้กับผู้ฝึกยุทธ์เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเอาชีวิตรอดขึ้นหลายเท่า 

            เย่หยางหยิบตำราลับเล่มนี้ออกมาจากนั้นก็กวาดตามองหาตำราลับที่เหมาะสมกับตนเองต่อไป 

            เขาเห็นวิชาลับมากมายเกี่ยวกับการฝึกฝนกายาแต่เย่หยางก็เลือกที่จะไม่สนใจมัน เนื่องจากเขาแข็งแกร่งทรงพลังเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์อันไร้สิ้นสุด ทั้งยังมีศักยภาพสูงล้ำในเส้นทางการฝึกฝนกายาแต่วิชาลับเกี่ยวกับกายาที่ดีที่สุดของที่นี่ก็แค่ระดับเสวียนขั้นกลางเท่านั้น

            เย่หยางมีเคล็ดบ่มเพาะระดับโลกขั้นสูง ‘กายามังกรคชสาร’อยู่ในมือ หากวิชาดังกล่าวแพร่งพรายออกสู่โลกภายนอกแม้แต่ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ยังต้องบ้าคลั่งอยากได้มันไว้ในครอบครองอย่างแน่แท้

            หากเทียบกับ 'กายามังกรคชสาร' เคล็ดฝึกฝนกายาของที่นี่ก็เป็นเพียงขยะเท่านั้นไม่อาจเอามาเปรียบกันได้ 

            ปัจจุบันพลังฝีมือของเย่หยางบรรลุถึงระดับหลอมรวมปรานขั้นเก้านภาหลังจากพลังยุทธ์พัฒนาขึ้นความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขาก็เพิ่มพูนสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นกันยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้รับอาหารเสริมอย่างดี กินอุ้งเท้าหมีไปเป็นจำนวนมากทำให้รู้สึกว่าในแต่ละวันเขาแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ

            แม้เขาจะยังไม่ได้ทดสอบพลังที่เพิ่มขึ้น แต่ก็เชื่อว่าพละกำลังน่าจะอยู่ที่สามพันจินซึ่งยังไม่สามารถฝึกฝน 'กายามังกรคชสาร' ได้ แม้จะรู้เช่นนั้นแต่เย่หยางก็อดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อนึกถึงตอนตนฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับโลกขั้นสูง

            เย่หยางเลือกเฟ้นอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้วเขารู้สึกตื่นตากับวิชาลับมากมายเกี่ยวกับการฝึกตน แต่ก็ยังไม่พบเล่มที่ถูกใจ

            หนึ่งชั่วยามต่อมาเย่หยางถอนหายใจเดินออกจากห้องลับ หลี่เฉิงเฟิงส่งเสียงประหลาดใจเล็กน้อย “เลือกเร็วเกินไปหรือไม่”

            “ขอรับ…ท่านลุงหลี่ ข้าเลือกวิชามาได้สองเล่ม” เย่หยางกางมือออกเผยให้เห็นตำราลับสองเล่มในมือ

            "วิชายุทธ์ระดับหวงขั้นสูง ‘ก้าววายุ’”

            "อีกเล่มก็เป็นวิชายุทธ์ระดับหวงขั้นสูง ‘ฝ่ามือผนึกใจ’"

            “เจ้าเลือกสองเล่มนี้รึ ทั้งหมดล้วนเป็นวิชาระดับหวงไม่มีระดับเสวียนอยู่เลย หรือเจ้าไม่กล้าเลือก?” หลี่เฉิงเฟิงถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

            “ฮ่าๆ หาไม่ขอรับ ข้าจะเกรงใจลุงหลี่ได้อย่างไรเพียงแค่มีวิชาไม่มากนักที่เหมาะสมกับข้า ฝีมือของข้ายังไม่ถึงระดับนักรบหากไม่ทราบคุณสมบัติธาตุปราณแท้ของตนเองคงยากที่จะเลือกตำราที่เหมาะสมกับตนได้"เย่หยางอธิบาย

            “ฮ่าๆ ข้ามองเจ้าไม่ผิดจริงๆเดิมทีข้าพาเจ้ามาเลือกตำราลับเพราะต้องการทดสอบเจ้า แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะไม่ละโมบโลภมากสนใจสิ่งเร้าภายนอกจิตใจตั้งมั่นไม่หวั่นไหว” หลี่เฉิงเฟิงยิ้มอย่างมีความสุข

            เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่จะหักห้ามใจตนเองไม่ให้ละโมบโลภมากหลังจากที่ได้เห็นวิชาลับมากมายในคราเดียว

            ยิ่งไปกว่านั้นถือเป็นเรื่องปกติที่ชายหนุ่มอย่างเย่หยางจะอยากได้อยากมีเมื่อเผชิญกับสิ่งล่อตาใจครั้งใหญ่ 

            แม้ตอนเพิ่งเข้าไปเย่หยางจะดูตื่นเต้นกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อยแต่ผ่านไปชั่วครู่เขาก็สงบนิ่งลงอย่างรวดเร็วหลี่เฉิงเฟิงยังแอบชื่นชมในความสงบนิ่งของเขาเลย 

            เย่หยางสามารถต้านทานการล่อลวงของวิชาระดับสูงได้จึงเลือกเคล็ดวิชาระดับหวงที่เหมาะสมกับตนเองมาแค่สองเล่มเท่านั้นเรื่องนี้ทำให้หลี่เฉิงเฟิงต้องมองเขาด้วยความชมชอบอีกครั้ง

            “ลุงหลี่ช่างเหลวไหลยิ่งนักแท้จริงแล้วข้าไม่ใช่คนดีอย่างที่ท่านกล่าว แค่ดีกว่าที่ท่านคิดสิบเท่าเท่านั้น”เย่หยางเอ่ยอย่างเขินอาย

            เย่หยางไม่ได้แสดงท่าทางเคารพให้เกียรติต่อหลี่เฉิงเฟิงแม้แต่น้อยนับตั้งแต่เขาฝึกฝน ‘เคล็ดสังหารเทพ’ เย่หยางมีความสามารถในการมองเห็นธรรมชาติของมนุษย์เขาสัมผัสได้ถึงความรักและเอ็นดูที่หลี่เฉิงเฟิงมีต่อเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ

            “นับเป็นเรื่องดีที่เจ้ารู้จักถ่อมตัว…หืมเจ้าเด็กสารเลว” เดิมทีหลี่เฉิงเฟิงคิดว่าเย่หยางจะถ่อมตัวแต่ต่อมาเขาก็ตระหนักว่าเด็กผู้นี้ไม่เคยคิดถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย 

            หลี่เฉิงเฟิงเป็นใคร แม้แต่ยอดฝีมือระดับราชายุทธ์บางคนยังให้ความเคารพแก่เขาส่วนพวกแม่ทัพที่มีพลังฝีมือต่ำกว่ายอดยุทธ์ยังไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเมื่อเห็นเขา

            แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับกล้ากล่าววาจาสามหาวต่อหน้าเขานับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนกล้าพูดเช่นนี้กับเขา

            แม้ว่าเขาจะดุเย่หยางว่าเป็นเจ้าเด็กสารเลว แต่ก็ไม่รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อยซ้ำยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นแทน แสดงให้เห็นว่าเด็กผู้นี้คิดว่าตนเองเป็นลุงแท้ๆเขาไม่รู้สึกอบอุ่นหัวใจแบบนี้มาหลายปีแล้ว

            เขาจ้องมองเย่หยางพลางกล่าว “สมแล้วที่พ่อของเจ้าชอบตบศีรษะเจ้านักหากไม่ถูกทุบตีทุกสามวัน เกรงว่าเจ้าคงไปรื้อกระเบื้องหลังคาบ้านเป็นแน่”

            “มันจะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรล่ะขอรับ ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดเหมือนข้าอีกแล้วเป็นชายหนุ่มรูปงาม ใจซื่อมือสะอาด ทั้งยังไว้วางใจได้สุดๆที่ท่านพ่อตบศีรษะข้าทั้งหมดก็เพื่อตัวข้าเอง มันเป็นเพราะข้ายังเยาว์อยู่เส้นประสาทของข้ายังไม่พัฒนาเต็มที่ คิดดูดีๆท่านอาจกำลังช่วยขยายเส้นชีพจรให้พัฒนาขึ้นก็ได้ ไม่ใช่อย่างที่ท่านลุงคิดแน่นอน”เย่หยางกล่าวไปยิ้มไป

            หลี่เฉิงเฟิงถอนหายใจมองเย่หยางด้วยความสับสน "ข้าชักรู้สึกเสียใจที่แนะนำให้เจ้าเข้าสำนักเทียนอู่แล้วสิขนาดเจ้ายังไม่ได้เข้าไป ข้าก็เห็นภาพสำนักศึกษาเต็มไปด้วยความโกลาหลแล้ว"

            “ไม่มีทาง…ท่านเป็นคนแนะนำให้ข้าเข้าศึกษาที่สำนักเทียนอู่ข้าจะต้องให้เกียรติไว้หน้าท่านไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้าจะตั้งใจเรียนพากเพียรฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้เป็นนักเรียนดีเด่นอย่างแน่นอน” เขาคิดในใจว่าต้องพยายามอย่างหนักส่วนเรื่องที่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นล้วนเป็นเรื่องของอนาคต…

            หลี่เฉิงเฟิงไม่มั่นใจในคำกล่าวของเย่หยางแม้แต่น้อยขณะที่พาเดินไปยังห้องเก็บอาวุธเขาก็เปรยขึ้นว่า "ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนเด็ดขาดโหดเหี้ยม ฉลาดเฉลียว และยามนี้ข้าก็ยังพบข้อดีของเจ้าอีกอย่างนั่นคือ - หน้าหนา"

            “ถือว่าเป็นคำชื่นชมแล้วกันนะขอรับ” เย่หยางหดหู่เล็กน้อย

            “ถือว่าดีแล้วด้วยนิสัยเช่นนี้ต่อให้ต้องออกไปเผชิญกับโลกภายนอก เจ้าก็คงไม่เพลี่ยงพล้ำแต่ใต้หล้านั้นกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุดอาณาจักรเทียนอู่เป็นแค่เพียงน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่หากเจ้าคอยระวังทุกสิ่งทุกอย่างไว้บ้างจะเป็นเรื่องดีต่อตัวเจ้าเอง” หลี่เฉิงเฟิงแนะ

            เมื่อเห็นหลี่เฉิงเฟิงจริงจังมาก เย่หยางก็ตอบรับอย่างจริงจังกลับไปว่า "น้อมรับคำชี้แนะขอรับลุงหลี่ตัวข้านั้นมีเพียงชีวิตเดียว ข้าจะทะนุถนอมมันอย่างดีจะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น"

            เมื่อเห็นเย่หยางรับคำสั่งสอนอย่างจริงจังไม่แสดงท่าทางขี้เล่นดังก่อนหน้านี้ หลี่เฉิงเฟิงก็พยักหน้า "ดีมาก…จงจำไว้ว่าต้องมีชีวิตอยู่เท่านั้นถึงจะสามารถปกป้องสิ่งที่เจ้ารักได้"

            วันที่ต่อสู้ในสนามประลองเป็นตายยามที่เย่หยางเผชิญหน้ากับการโจมตีถึงชีวิตของชายชุดเทาเขาเลือกที่จะไม่ถอยหนีและตัดสินใจแลกชีวิตไปพร้อมกับศัตรู หลี่เฉิงเฟิงเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจน 

            เขาจึงพอเข้าใจว่าเย่หยางกำลังคิดอะไรแม้ว่าเย่หยางจะดูนุ่มนวลอ่อนโยนไร้ความเย่อหยิ่ง แต่ความเย่อหยิ่งของเขากลับฝังอยู่ในกระดูกคนส่วนใหญ่จึงไม่อาจมองเห็น

            ดังนั้นเขาจึงให้คำแนะนำแก่เย่หยางพอเห็นว่าเย่หยางยอมรับทันที เขาจึงไม่พูดเรื่องนี้ต่อการพูดคุยกับคนฉลาดเฉลียวไม่จำเป็นต้องชัดเจนมากนัก

            “เอาล่ะ…เราไปเลือกอาวุธที่เจ้าใช้ได้กันแม้ว่าตอนนี้เจ้าจะเลือกวิชาไม่ได้มากนัก แต่อาวุธไม่น่าจะมีปัญหาอันใด” หลี่เฉิงเฟิงโบกมือ กำแพงก็เปิดออกเผยให้เห็นห้องลับอีกห้องหนึ่ง