หลังจากเหตุการณ์ในโรงเตี๊ยมครานั้น ยามนี้อาหารการกินของหลิวอ้ายผิงนับว่าอู้ฟู่ยิ่งนัก ไม่รู้ว่าศิษย์พี่ของนางนึกครึ้มอันใดขึ้นมา แต่ก็ดีกับตัวนางไม่น้อย เพียงแต่นางต้องทำความสะอาดเรือนส่วนตัวของเขาในทุกวันเป็การแลกเปลี่ยน นั่นยังพอเข้าใจได้ เพราะทุกคนทำการค้าก็ย่อมหวังผลตอบแทนเป็ธรรมดา
แต่ที่หลิวอ้ายผิงไม่เข้าใจคือ เรือนประมุขเจียงช่างสะอาดเอี่ยมอ่องถึงเพียงนี้ ยังต้องให้นางทำสิ่งใดอีก แม้ขนาดของเรือนจะกว้างขวางเต็มไปด้วยห้องหับมากมาย ก็ใช่ว่าสาวใช้จะมีไม่เพียงพอ นางมาตามเวลาที่เจียงจวิ้นเหยียนนัดหมาย คือ่สายของวัน แต่ถึงยามนั้นเรือนแห่งนี้ก็ถูกทำความสะอาดจนเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว
หลิวอ้ายผิงปัดกวาดเช็ดถูไปตามเื่ราว บางวันศิษย์พี่ของนางก็ให้ช่วยฝนหมึกในห้องทำงานบ้าง อย่างวันนี้ก็ใช้ให้นางคอยรินน้ำชาให้ ในขณะที่เ้าตัวนั่งอ่านรายงานบางอย่างอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนมือข้างหนึ่งยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ครั้นนางจะพูดบางอย่างก็เกรงจะรบกวนสมาธิ
ทันทีที่นางรินน้ำชาให้เขาอีกครั้ง จึงปลีกตัวออกมาจากโต๊ะทันที ยามเด็กจำได้ว่ามีตำราที่น่าสนใจหนึ่งเล่มบนชั้นด้านหลังที่นางหยิบไม่ถึงในตอนนั้น แม้จะพยายามนำเก้าอี้มาปีนแล้วก็ตาม พยายามอ้อนวอนศิษย์พี่ของนางให้ช่วยหยิบให้เขาก็ไม่สนใจไยดี
ยามโตขึ้นแล้วไม่คิดว่าจะได้กลับมาอีกครั้ง หลิวอ้ายผิงมองดูตำราต่างๆ หลากหลายแขนงที่วางตั้งซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบบนชั้น หยิบเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วเปิดไปยังหน้าต่างๆ ที่มีรอยขีดเขียนเต็มไปหมดก็เผลอยิ้มออกมา ด้วยความไม่ประสีประสาในวัยนางถึงกลับทำตำราหายากเช่นนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำหมึก มาย้อนคิดดูแล้วช่างน่าขันยิ่งนัก
เมื่อมองเห็นเป้าหมายแล้ว หลิวอ้ายผิงจึงตรงปรี่เข้าไปเพื่อที่จะเอื้อมหยิบ กลับพบว่ายังตนยังคงสูงไม่พอ นางคิดว่าคราวนี้คงไม่ต้องถึงขั้นใช้เก้าอี้ปีนเช่นเดิม เพียงใช้ปลายเท้าดีดตัวะโขึ้นไปเพียงเล็กน้อยก็คงถึงแล้ว
ในขณะที่นางกำลังจะทำอย่างที่ตนเองคิด กลับมีบางคนมายืนอยู่ด้านหลังและเอื้อมมือขึ้นไปเพื่อที่จะหยิบตำราเล่มนั้นให้
แต่ไม่ทันเสียแล้ว จังหวะที่หญิงสาวะโและจังหวะที่ผู้เป็เ้าของชั้นตำรานี้เข้าไปใกล้ กลับใกล้เสียจนศีรษะของนางกระทุ้งเข้าไปที่จมูกของคนตัวโตกว่าอย่างพอดิบพอดี
“ศิษย์พี่” หลิวอ้ายผิงร้องเรียกเขาอย่างใ มองดูผู้เป็ศิษย์พี่ของนาง ที่ทำหน้านิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น “แล้วท่านมาใกล้ข้าทำไม เป็อย่างไรบ้าง เจ็บหรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
คนที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่รู้สึกปวดหนึบขึ้นมาที่จมูกแต่ต้องอดกลั้นความเจ็บนี้ไว้ “ข้าไม่เป็ไร ไยต้องทำท่าใถึงเพียงนั้น” ระหว่างเขาพูดก็มีเืกำเดาไหลออกมาเป็สายจนถึงคาง ขัดจากสีหน้าที่ดูเฉยชาและไร้ความรู้สึกยิ่งนัก
หลิวอ้ายผิงจ้องมองอ้าปากค้าง ทันใดนั้นก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป นางขำขันจนตัวงอ คิดว่าเขาต้องเจ็บมากเป็แน่ แต่เ้าตัวยังปั้นหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เจียงจวิ้นเหยียนยกมือขึ้นเช็ดเืออกลวกๆ ก่อนเอ่ย “เ้าขำอะไร มีสิ่งใดให้น่าขันกัน” เขาที่ไม่เคยรู้สึกเสียหน้าเช่นนี้มาก่อน จึงหมุนตัวก้าวฉับออกไปจากสถานการณ์เช่นนี้อย่างรวดเร็ว แต่นางก็วิ่งปรี่เข้ามากางแขนดักหน้าเขาเอาไว้ก่อนเอ่ย
“ข้าขอโทษ ท่านคงเจ็บน่าดู เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ไยต้องคอยปิดความรู้สึกแม้เื่เล็กน้อยเช่นนี้” เจียงจวิ้นเหยียนชะงักในคำพูดของหลิวอ้ายผิง ที่ผ่านมาเขาเติบโตโดยลำพังทั้งยังต้องหยัดยืนด้วยตนเอง หลายคนบอกให้เขาเข้มแข็งทั้งที่เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่มีวันหวนคืน ไม่มีแม้คนที่จะเข้าใจความรู้สึกที่ราวกับโลกทั้งใบแตกสลาย
ั์ตาเขาเริ่มประกายระลอกคลื่นบางอย่างครู่หนึ่งจึงหายไปอย่างไม่รู้ตัว
“ท่านไปนั่งก่อนเถิด” หลิวอ้ายผิงกึ่งจูงกึ่งลากคนตัวโตกว่าไปที่เก้าอี้มุมหนึ่งบริเวณริมหน้าต่าง เขาก็ให้ความร่วมมือเป็อย่างดี เมื่อเขานั่งลงแล้ว นางจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กสีซีดของตนขึ้นมา ใช้ผ้าซับไปที่หน้าบริเวณจมูกลงมาคางของเขาอย่างระมัดระวัง
เจียงจวิ้นเหยียนจ้องมองใบหน้าที่ไร้การแต่งเติมใดๆ กำลังตั้งอกตั้งใจเช็ดเืบริเวณจมูกและปากของเขาอย่างจริงจัง คิ้วเรียวของนางขมวดเล็กน้อยเป็ปม มองลงมาคือดวงตาที่กระจ่างใสราวดวงดาวยามค่ำคืน สิ่งนี้ราวกับสะกดสายตาของเขาเอาไว้จนเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติบริเวณอกซ้ายของตน
ฉับพลันเขาก็ดันมือของนางออกแล้วเบือนหน้าหนีมองออกไปทางหน้าต่าง นางจึงคิดว่าเขาเริ่มรำคาญอย่างเช่นเคย แต่มีหรือที่คนอย่างหลิวอ้ายผิงจะสนใจ “ท่านมีแผลด้วย ข้าจะไปเอายามาทาให้”
“ไม่ต้อง เ้ามีอะไรทำก็ไปเสียเถิด” ผู้เป็ประมุขเอ่ยด้วยเสียงติดเ็าเป็ปกติ แต่หารู้ไม่ว่ายามนี้เขากำลังรู้สึกร้อนที่ใบหน้า ถึงขั้นลามไปยังใบหู ทั้งยังรู้สึกราวกับหายใจไม่ออกเสียอย่างนั้น
“เ้าค่ะ” หลิวอ้ายผิงหยุดเซ้าซี้ เพราะเกรงว่าเขาอาจโมโหไปมากกว่านี้ นางรู้ตัวว่าตนเองผิดและเขาเองก็มีส่วนที่เข้ามาใกล้ไม่ให้สุ้มให้เสียง คิดไปก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงหงุดหงิดถึงเพียงนั้น
หลายวันมานี้ หลิวอ้ายผิงรู้สึกราวกับว่าศิษย์พี่ของนางกำลังหลบหน้าอย่างไรอย่างนั้น จากที่เคยเรียกใช้เป็พัลวันก็เงียบหายไปอย่างประหลาด นางรู้สึกผิดจริงๆ จึงไปที่หอยา นำยาทั้งที่ใช้ทา ทั้งใช้กินไปวางไว้ให้ เมื่อไม่เป็ผลจึงเลิกสนใจไปเสียอย่างนั้น จนเวลาล่วงเลยมาถึงการทดสอบรอบสุดท้าย
ครั้งนี้การทดสอบจัดขึ้นที่สนามประลองใหญ่แห่งพรรคมาร ลานประลองกว้างล้อมรอบไปด้วยที่นั่งเป็ลำดับขั้นขึ้นไปทำให้ผู้มาชมการคัดเลือกมองเห็นชัดเจนกันทุกคน
ผู้ผ่านการทดสอบรอบที่สองมาได้ มีเพียงหนึ่งร้อยกว่าคนเท่านั้น เรียกว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทดสอบในครั้งนี้ ที่หินกว่ารอบสองเป็หลายเท่าตัว
หากจะกล่าวว่าเหล่าผู้าุโทั้งห้าแห่งสำนักพรรคมารคือแนวหน้าของยุทธจักรก็ไม่ผิดนัก
กฎการทดสอบรอบสุดท้ายนี้ มีเพียงข้อเดียวเท่านั้นคือ โจมตีผู้าุโแห่งสำนักพรรคมารให้ได้เพียงหนึ่งครั้ง ฟังดูเหมือนง่ายแต่ผู้ที่เคยผ่านมาแล้วเท่านั้นจึงรู้ ว่ายากเพียงใด
ผู้ทดสอบจะถูกแบ่งเป็ห้ากลุ่ม ในแต่ละกลุ่มจะมีการจับลำดับกันอีกที หลิวอ้ายผิงอยู่กลุ่มที่หนึ่ง ทั้งยังต้องทดสอบเป็คนแรกราวกับไม่ใช่เื่บังเอิญ
ยามมองไปรอบกายจึงพบกับสายตาประหลาดรอบตัว เสียงพูดคุยที่นางได้ยินคือทุกคนในที่แห่งนี้ล้วนทราบแล้วว่านางมาจากเมืองหลวงในฐานะเครื่องบรรณาการ ทั้งยังได้ยินเสียงก่นด่าจากบางคนถึงจะมีจำนวนน้อยก็ตาม คิดว่าทุกคนยังพอแยกแยะได้ว่านางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น แต่ถึงอย่างไรที่นางมาที่นี่ ก็เป็เพราะในนามตัวแทนของเมืองหลวงที่พวกเขาเกลียดชังอยู่ดี จึงอาจทำให้ทำใจยอมรับค่อนข้างลำบากพอสมควร
หลิวอ้ายผิงถูกเรียกชื่อขึ้นไปยังสนามประลองขนาดกว้าง ทุกสายตายิ่งจับจ้องมาที่นาง หญิงสาวทราบแล้วว่าผู้าุโที่นางต้องประลองด้วยคือใคร ยามนี้เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นมายังลานประลองด้วยท่าทางเรียบนิ่ง แต่จากสายตาแล้วราวกับโกรธแค้นตัวนางมาั้แ่ชาติปางก่อน
เมื่อผู้คุมการทดสอบเอ่ยประกาศเริ่มการประลองแล้ว หลิงอ้ายผิงโค้งให้เขาเพียงเล็กน้อยจึงเอ่ย
“ข้ามีนามว่าหลิวอ้ายผิง รบกวนท่านผู้าุโเหอชวนชี้แนะด้วย” ฝ่ายตรงข้ามไร้การตอบรับใดๆ กลิ่นอายอันตรายจากเหอชวนเริ่มแผ่กระจาย จนหลิวอ้ายผิงรู้สึกได้ วาดหวังเพียงว่าเขาจะไม่คิดทำอะไรโผงผาง แต่นางคิดผิดถนัด
ฝ่ายนั้นถึงขั้นปล่อยไอสังหารเต็มพิกัดโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัว จนนางรู้สึกราวกับมีสิ่งกดทับจาก้าอย่างรุนแรงจนเข่ากระแทกพื้นอย่างแรงจนเจ็บร้าวไปถึงกระดูก
“นั่นมากเกินไปหรือไม่” เสียงท้วงจากเกาเจียหาวเอ่ยขึ้นอย่างลนลาน ด้วยความที่เขาติดตามดูการประลองนี้มาร่วมแปดปี ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผู้าุโใช้ไอสังหารรุนแรงถึงเพียงนี้ นี่ขนาดเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ต่อไปไม่อาจคาดเดาได้เลย
ผู้คุมทดสอบได้ยินคำท้วงก็ไม่อาจห้ามผู้าุโเหอชวนได้ แต่ไหนแต่ไรมาไม่ได้มีกฎว่าผู้ประลองต้องออมแรง เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีผู้าุโคนใดใช้ความรุนแรงจนเกินไปก็เท่านั้น “ไม่มีสิ่งใดผิดกฎ ผู้ทดสอบโปรดอยู่ในความสงบด้วย” เขาเอ่ยเท่านั้นจึงให้ความสนใจบนลานประลองต่อ
เกาเจียหาวทนดูไม่ได้ ลางสังหรณ์เขาบ่งบอกว่าหลิวอ้ายผิงกำลังตกอยู่ในอันตราย สมองประมวลผลเร็วรี่ มีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นที่สามารถหยุดการประลองนี้ได้ก็คือ ประมุขเจียงจวิ้นเหยียน
เขาไม่มีความมั่นใจว่าสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็อย่างไร ดีหรือร้าย แล้วเขาสามารถเข้าถึงตัวผู้เป็ประมุขเพื่อแจ้งประสงค์ในครั้งนี้ได้หรือไม่ ยิ่งไม่อาจรับรู้ด้วยว่าประมุขจะตอบรับคำขอของเขาอย่างไร ในหัวคิดไปเช่นนั้นแต่ฝีเท้ากลับวิ่งไม่อาจหยุดได้เลย เขาลอบออกมาในขณะที่ทุกคนให้ความสนใจลานประลองเบื้องหน้า ที่ยามนี้มีสตรีนางหนึ่งกำลังกระอักเืออกมาจนสาดกระเซ็นเต็มพื้น