32 : ความพยายามอยู่ที่ไหน...
ตึง!
ตราประทับลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง ปรากฏตัวอักษรสีแดงเด่นหราว่า ‘อนุมัติ’ในหัวข้อเื่การจัดงานกีฬาสี
เด็กทั้งห้าคนที่อยู่ตรงด้านหน้าโต๊ะพากันยิ้มร่าออกมาทันที ในขณะคนที่เป็คนอนุมัติแทบกัดฟันพูดต่อว่า
“เอาเป็ว่าเื่ต่างๆ ในการจัดงานนี้ ก็ขอให้พวกคุณจัดการกันเองละกันนะคะ เพราะทางโรงเรียนไม่เคยจัดงานแบบนี้มาก่อน จึงไม่รู้ขั้นตอนในการจัดงานนี้” เป็คำพูดที่เหมือนโยนความรับผิดชอบให้ แต่เล็ทที่กำลังดีใจไม่ทันรู้สึก ตอบรับอย่างแข็งขัน
“พวกผมจะพยายามทำหมายกำหนดการต่างๆ ให้เสร็จภายในวันนี้นะครับ พรุ่งนี้คุณครูจะได้ประกาศตอนเข้าแถว”
คุณครูได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มพรายให้แก่ลูกศิษย์ราวกับกำลังชื่นชมในความมุ่งมั่นนั้น แม้ว่าในใจกำลังจะคิดว่า ‘เสร็จชาติหน้าเถอะค่ะ อย่าได้มาจองเวรจองกรรมกันในชาตินี้เลย’ ก็ตาม...
เมื่อทั้งห้าคนเดินออกจากห้องพักครู ก็เริ่มพูดถึงเื่งานที่ได้รับมอบหมายทันทีด้วยความตื่นเต้น
“จะให้มีแข่งอะไรบ้างดีน้า” เล็ทพูดแบบเพ้อๆ
เนน สาวแว่นของกลุ่มหัวเราะคิกกับท่าทางของเขา ก่อนจะพูดว่า “ดีจังเลยนะคะ ในที่สุดพวกเราก็สามารถจัดงานกีฬาสีนี้ขึ้นมาได้”
“ใช่...” ริสลากเสียง นึกถึงเื่เมื่อคืนก่อนจะพูดให้เล็ทได้ยินเพียงคนเดียวว่า “ลุ้นแทบตายแน่ะ” แต่อย่างน้อยริสก็ยังดีใจเื่ที่พิมกลับมาด้วย ถึงเธอจะเคยเจอแม่ของเล็ทแค่หนเดียว แต่ด้วยความไม่เคร่งกฎระเบียบเหมือนคนอื่นของพิมนั้นโดนใจเธอเต็มๆนั่นเป็สาเหตุหนึ่งที่เธอลากเล็ทมาคุยด้วยอย่างไม่ลังเลเลย
เล็ทหันไปทางชายร่างสูงใหญ่ที่ไม่ค่อยพูด วันนี้โลมมาโรงเรียนพร้อมกับใบหน้าช้ำเหมือนโดนใครชกมา นั่นทำให้เล็ทซึ้งใจตอนโลมยื่นใบเซ็นรับรองผู้ปกครองมาให้เมื่อตอนเช้า ด้วยสีหน้าไม่ยี่หระกับรอยช้ำบนหน้าเลยแม้แต่น้อย
“ขอบคุณพี่โลมด้วยนะฮะ” พูดจบก็ได้เห็นปากหนุ่มร่างใหญ่พูดขมุบขมิบบางอย่างออกมา และคนเพียงคนเดียวที่ดูจะฟังรู้เื่ก็คงมีแต่เนนเท่านั้น
“คุณโลมบอกว่า ‘ไม่ต้องเรียกเขาว่า‘พี่’ ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องพูดสุภาพกับเขาด้วย คิดเสียว่าเขาเป็เพื่อนคนนึงก็พอแล้ว เพราะยังไงตอนนี้พวกเราก็คนกันเองอยู่แล้ว’ น่ะค่ะ”
คำพูดที่ดูยาวกว่าที่เ้าตัวจะพูดออกมาจริงๆ เสียอีก แสดงว่าเนนคงฟังแล้วเอามาตีขยายความเอาเองสินะ จะว่าไป...เขายังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมเด็กเรียนอย่างเนนกับลูกเ้าพ่ออย่างโลมถึงได้มารู้จักกัน...แต่มันคงไม่ใช่เื่ที่เขาควรจะรู้นี่เนอะ
“พวกคุณจะไปไหนกันเหรอคะ อีกเดี๋ยวก็จะเริ่มเรียนแล้วนะคะ” เนนถามขณะเดินตามสามคนข้างหน้าไป เธอสงสัยเมื่อมันเป็ทางตรงกันข้ามกับที่จะไปห้องเรียนของพวกเธอเลยด้วยซ้ำ
ริสหันมายิ้มเ้าเล่ห์ “เธอคิดว่าพวกเราเป็เด็กเรียนแบบเธอรึไงกันยัยเด็กเนิร์ด อุตส่าห์ขอทำกิจกรรมได้ทั้งที ก็ต้องโดดเรียนสิยะ ไม่งั้นจะหาเวลาไหนไปคิดกำหนดการกันล่ะ”
“โดด...เรียน?” เด็กเรียนทวนคำ ขมวดคิ้วเป็เชิงสงสัย ดูท่าในสารบบสมองจะไม่มีคำๆ นี้บันทึกไว้ “แต่...จะดีเหรอคะ”
สาวตาสีเขียวเข้าไปดันเนนจากทางด้านหลังพลางพูด “เอาน่าเนน นิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็ไรหรอก เป็สีสันในชีวิตดีออก” ว่าแล้วเธอก็หันไปมองโลมว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงนิ่งเฉยแบบ...พวกเธอว่าไง เขาก็ตามนั้นแหละ
“แต่ถ้ามีคนมาเจอเข้า คงจะไม่ดีเท่าไหร่นะคะ”
คราวนี้ เล็ท ริสและซีลต่างมองตากันแล้วยิ้มกว้างทันที
ณสถานที่ทิ้งขยะที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีกับมวลหมู่แมลงและนกน้อย ที่ต่อให้มาอีกกี่ครั้งก็ยังคงรู้สึกขัดๆกันอยู่นั่นเอง เป็สถานที่ที่พวกเล็ทภูมิใจนำเสนอให้กับเพื่อนใหม่สองคนได้รู้จักมากที่สุด
เนนมีสีหน้าอึ้งไป ส่วนโลมแม้ดูนิ่งเฉย แต่ก็ยังมองสวนดอกไม้ไม่วางตาก่อนจะหันมามองพวกเล็ทด้วยแววตาอันยากจะเดาถึงความคิด
“ที่นี่เหรอคะที่พวกคุณบอกว่าพูดเื่ส่วนตัวได้โดยไม่มีใครรู้”
“นึกไม่ถึงเลยใช่มั้ยล่ะ” เล็ทพูดอย่างภูมิใจสุดๆ แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เมื่อสองคนนั้นกลับมีอาการนิ่งกว่าที่คิดไว้มาก เหมือนไม่แปลกใจถึงการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
เนนยิ้มเนือยๆ “พวกคุณใช้ที่นี่ทำเื่ที่ควรจะปิดเป็ความลับเหรอคะ”
คำถามคล้ายกับของเดิม ทำให้ริสเริ่มหงุดหงิด
“ก็ใช่น่ะสิยะ จะสงสัยอะไรนักหนา”
คำตอบที่ทำเอาเนนมีสีหน้ากลุ้มหนักอย่างไม่เคยเป็มาก่อน หันมามองด้วยแววตาราวกับว่าพวกเธอทำผิดเื่ใหญ่หลวงมา
เล็ทกับริสไม่เข้าใจ แต่ซีลกลับเบิกตากว้างเหมือนเข้าใจแล้วว่าเนนคิดอะไรอยู่ จึงรีบพูดปฏิเสธความคิดนั้น
“พวกเราไม่ได้ทำเื่อย่างว่ากันที่นี่หรอกนะเนน พวกเราแค่มากินข้าวกลางวันกันที่นี่เท่านั้นเอง”
เื่อย่างว่าที่ทำเอาชายหนึ่งหญิงอีกหนึ่งที่เหลือตรงนั้นเริ่มเก็ต แล้วพากันหน้าขึ้นสีเข้มจัด
“ดะ..เดี๋ยวสิยัยเด็กเนิร์ด นี่เธอกล้าคิดแบบนั้นไปได้ไงกัน ฉันน่ะเหรอจะทำเื่พวกนั้นกับไอ้เตี้ยเกรียนเล็ท แล้วไหนยังจะมียัยฮาล์ฟุ์นี่อีก ใช้สมองส่วนไหนของเธอคิดกันยะ” ริสด่า แม้หน้าจะแดงแป๊ดจนคำพูดของเธอดูไม่มีน้ำหนักเลยสักนิด ส่วนเล็ทไม่กล้าพูดอะไรนอกจากก้มหน้าลูบหัวตัวเองด้วยใบหน้าที่แดงไม่แพ้กัน
ซีลที่โดนเข้าไปเอี่ยวด้วยไม่ได้มีท่าทีอะไร เนื่องจากไม่ได้จินตนาการภาพลึกเกินขนาดนั้น บวกกับวัฒนธรรมต่างชาติที่ได้รับมาแต่เกิดทำให้มองเื่พวกนี้เป็เื่ธรรมดาไปแล้ว
“คือ...” เนนกลับมาตั้งสติใหม่ แล้วค่อยๆอธิบาย “ที่นี่หากว่ามีใครมองลงมาจากทางหน้าต่าง้าก็เห็นกันหมดแล้วล่ะค่ะว่าข้างล่างทำอะไรกันอยู่”
ทั้งหมดเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างแต่ละชั้นที่เปิดอ้ากว้างไว้อยู่ เป็จริงอย่างเนนว่าไว้ ทำเอาคนมีความลับที่ไม่สามารถบอกให้คนอื่นรู้ได้ถึงกับเหงื่อตก แต่พอเค้นความจำแล้วก็พบว่าพวกเขาไม่ได้เอาพลังมาใช้พร่ำเพรื่อ หรือไม่ได้เอามาใช้เลยน่าจะถูกกว่า จึงโล่งใจไปได้
“แต่ถ้าพวกคุณไม่ได้ทำอะไรเปิดเผยแบบนั้นก็แล้วไปค่ะ” เนนถอนหายใจโล่งอก ก่อนที่ทุกคนจะเข้าเื่งานกิจกรรมกันต่อ
“แล้วจะจัดงานวันไหนดีล่ะ” ซีลถามหลังแยกสีของแต่ละห้องเสร็จ
“อาทิตย์หน้าเลยสิ เร็วดี” ริสตอบตามประสาคนใจร้อน แต่เล็ทกับคนที่เหลือไม่เห็นด้วยเพราะฉุกละหุกเกิน ไหนจะเื่รับสมัครนักกีฬา ไหนจะจัดแสตนและอื่นๆ อีกมาก
คิดกันสักพัก เนนก็เสนอความเห็นของตัวเอง “งั้นจัดเหมือนของโรงเรียนอื่นดีมั้ยคะ มีอยู่โรงเรียนนึงจัดงานกีฬาสีตอนปลายธันวาฯ นี้ เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนพอดี น่าจะกำลังดีนะคะ”
ริสทำตาโต “โห ไม่อยากเชื่อเลยนะนี่ว่าเด็กเนิร์ดอย่างเธอจะรู้เื่ทั่วไปแบบนี้ด้วย”
“พอดี...มีคนรู้จักเรียนอยู่ที่นั่นน่ะค่ะ ก็เลยพอรู้เื่อยู่บ้าง”
เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นที่เล็ทสังเกตเห็นสีหน้าของเนนเปลี่ยนไป แต่ก็กลับมาเป็อย่างเดิมเร็วมากจนแทบไม่สังเกตเห็น เขาเลยเข้าใจว่าตัวเองอาจคิดไปเอง
“งั้นจะให้มีแข่งอะไรบ้างล่ะ” ซีลถาม
“อืม...ยังไงก็ต้องมีว่ายน้ำอยู่แล้วสินะ” เล็ทพึมพำ ขณะที่เนนคอยจดรายการต่างๆ เอาไว้
“เอายิงปืนด้วยสิ” ริสเสนอด้วยแววตาเป็ประกาย
“ไม่ล่ะ เดี๋ยวเธอเอาไปยิงคนมากกว่ายิงเป้า” เล็ทกับซีลปฏิเสธพร้อมกัน ทำเอาริสกอดอกเชิดหน้าอย่างอารมณ์เสีย
“ยากเหมือนกันนะคะนี่ ต้องหากีฬาที่ทุกคนพอเล่นเป็กันได้แบบนี้” เนนว่าพลางขีดฆ่าชื่อกีฬาที่เสนอกันมาไปทีละอย่าง ่นั้นเองคนที่เงียบมาั้แ่แรกเริ่มก็เปิดปากขึ้น
“พื้นบ้าน” โลมพูดสั้นๆเพียงสองคำเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้คนอื่นได้เข้าใจกันเลยสักนิด
“พื้นบ้าน?” แต่ละคนงงไปตามๆกัน หวังได้คำอธิบายเพิ่มเติม
“...อ๋อ คุณโลมคงหมายถึงกีฬาพื้นบ้านน่ะค่ะ” เนนบอกโดยมีโลมพยักหน้าเป็การบอกว่าใช่
พวกท่านคุยกันทางโทรจิตหรือไงกัน ถึงได้เข้าใจกันดีซะเหลือเกินแบบนี้ พวกเล็ทอดคิดไม่ได้
“จริงด้วยสินะคะ กีฬาพื้นบ้าน นอกจากทุกคนจะพอรู้จักกันแล้ว กติกายังเข้าใจง่ายด้วย ถือเป็การเริ่มเล่นกีฬาที่ดีเลยนะคะ”
ได้ยินแบบนั้นเล็ทกับริสก็ดูจะเห็นดีไปด้วย...แต่ยกเว้นซีล ที่ยังทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจอะไรสักอย่างอยู่
“กีฬาพื้นบ้าน? หมายถึงไปเล่นกันตรงพื้นที่บ้านของตัวเองเหรอ” สาวตาสีเขียวถามอย่างไม่แน่ใจ นึกภาพไม่ออกว่าจะเป็การเล่นแบบไหน ถ้าหากต้องไปเล่นที่บ้านของตัวเอง ก็หมายถึงเล่นคนเดียวน่ะสิ แล้วมันจะไปสนุกตรงไหนกัน
นานอยู่พอสมควรกว่าจะอธิบายให้สาวลูกครึ่งที่ไปอยู่ต่างประเทศมาั้แ่เกิดเข้าใจได้ ก่อนจะตัดสินใจว่านอกจากว่ายน้ำและกีฬาพื้นบ้านแล้ว จะให้มีแข่งวิ่งประเภทต่างๆ ไปด้วย ส่วนกิจกรรมที่เหลือก็จะให้มีเหมือนกับโรงเรียนอื่นๆ
เื่งานกีฬาสีถูกประกาศขึ้นในตอนเช้าของอีกวันหนึ่งใน่เข้าแถว พวกนักเรียนต่างส่งเสียงฮือฮากันทันที แน่นอนว่าลูกคุณหนูทั้งหลายต่างทำสีหน้าแขยงออกมาทันทีที่ได้ยินว่าเกี่ยวกับการออกกำลังกาย แต่คนส่วนใหญ่พอรู้ว่าโลมเป็หนึ่งในแกนนำการจัดกิจกรรมนี้ขึ้น ก็ไม่มีใครกล้าขัดขึ้นมาสักคน ยิ่งมีซีลเข้าไปอีกคน ทำให้คนที่หวังอยากเข้ามาตีสนิทกับเธอก็พากันสนับสนุนอย่างเอาใจ ส่วนพวกเด็กเรียนทั้งหลายเห็นเนนร่วมด้วย ก็พากันจับมือแห่เข้ามาสมัครลงแข่งเป็นักกีฬา ด้วยคิดว่านี่เป็กลยุทธ์ในการทำให้เรียนเก่งยิ่งขึ้นของเธอ
ถึงจะมีพวกที่ไม่ชอบใจอยู่ แต่โดยรวมแล้วก็นับว่าไปได้ด้วยดี
“ไปได้สวยเลยเนอะ” เล็ทปลื้มใจ ขณะมองเพื่อนร่วมสถาบันที่มีการขยับตัวทำอะไรได้บ้างนอกจากแค่นั่งเฉยๆเพื่อความสำรวม หรือทำอะไรทีก็ต้องทำเป็มีมารยาทผู้ดี มาตอนนี้น่ะหรือ ถ้าถลกกระโปรงขึ้นได้โดยไม่นึกถึงความอายก็คงจะทำไปแล้ว ส่วนพวกผู้ชายถ้ากล้าตวาดใส่พวกผู้หญิงที่เอาแต่นั่งเม้าท์ไม่ยอมมาช่วยทำงานโดยไม่นึกถึงความเป็สุภาพบุรุษก็คงจะทำไปแล้วเช่นกัน
ตอนนี้ที่สนามหน้าโรงเรียนของพวกเขากลายเป็สถานที่จัดแสตนไปแล้ว แต่ละสีกำลังช่วยกันสร้างแสตนขึ้นมากันยกใหญ่ มีรถของพวกช่างที่นักเรียนส่วนหนึ่งจ้างมาทำงานจอดอยู่เต็มลานจอดรถไปหมด
การทำแสตนของพวกนักเรียนคือการออกแบบ ต่างคนต่างช่วยกันระดมความคิดกันสร้างมันขึ้นมา แล้วจ้างพวกช่างให้มาทำ
ความจริงแล้วพวกเล็ทกะออกฎไม่ให้มีการจ้างคนงานมาทำให้ เพราะถือว่าไม่ได้เป็การทำด้วยฝีมือตัวเองอยู่หรอก แต่พอคิดดูดีๆ แล้ว ถ้าให้พวกเขามานั่งตอกตะปู เลื่อยไม้ ยกของกันเองแล้วละก็...พวกเขาคิดว่าคงได้มีการลอบปองร้ายโดยมิได้เจตนามากกว่าพวกที่เจตนาซะอีก จึงมีการอนุโลมกฎข้อนี้
“เื่กีฬาก็มีคนสมัครครบทุกประเภทตามที่ตั้งไว้เลยนะคะ” เนนที่เป็คนจัดการเื่นี้พูด โดยไม่ได้อธิบายต่อว่า ตอนไปหาคนมาลงสมัครนั้นเธอเอาโลมไปยืนอยู่ข้างหลังคอยกดดันด้วยคน
พวกเล็ทตื่นเต้นมากขึ้นทุกที รอคอยวันที่เป็งานกีฬาสีจริงๆ อย่างใจจดใจจ่อ
“พวกเราไปช่วยทาสีกันดีกว่า มาแข่งกันว่าสีใครจะทำสวยกว่ากัน” ริสท้าคนที่อยู่ต่างสีกับตัวเอง เพราะมีอยู่เื่เดียวที่พวกเขาจะช่วยทำแสตนได้คือการทาสี
“แน่นอนว่าสีขาวจะต้องทำสวยที่สุด” ซีลเอ่ยปากอย่างมั่นใจ เพราะเธอเป็คนออกแบบเอง ความสัมพันธ์ของซีลกับคนในห้องดูจะดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากได้ทำงานร่วมกัน
“ว่าไงนะยะ สีส้มของพวกฉันต่างหากที่จะชนะ” ริสรีบโต้ทันที ส่วนคนที่ซวยพลอยตกอยู่ในสีส้มด้วยก็ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นนอกจากส่ายหัวแบบเอือมๆ แต่เล็ทก็รู้สึกดี ที่คนในห้องเริ่มให้การยอมรับในตัวพวกเขามากขึ้น ไม่มีการดูถูกในฐานะคนในตระกูลที่อยู่ต่ำกว่าอีกแล้ว บางคนยังเข้ามาขอความคิดเห็นจากเขาเลยด้วยซ้ำ
เนนกับโลมยืนมองสองสาวเถียงกัน กับเล็ทที่กำลังจะเข้าไปห้ามทั้งคู่เมื่อพบว่าเสียงเริ่มดังจนคนพากันหันมามองแล้ว เนนมองดูอย่างนิ่งสงบใบหน้าเกลื่อนรอยยิ้ม และโลมที่แม้จะยังทำหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิมก็ตาม แต่ในประกายตานั้นกลับบ่งบอกถึงความเป็สุข
พวกเล็ทตัดสินใจจะออกไปช่วยพวกเพื่อนทาสี แต่ทันทีที่ออกไปที่สนามเท่านั้นแหละ ไม่รู้จะเรียกว่าเป็ความบังเอิญหรือความซวยส่วนตัวจนถึงที่สุดดี เมื่อนักเรียนชายคนหนึ่งปฏิเสธหนักแน่นที่จะให้ช่างทำงานในส่วนของเขา ทิฐิอันน่ายกย่องนั่นก็ทำพิษจนได้เื่ ค้อนในมือหลุดโผออกมาพุ่งตรงไปที่เล็ท
“ระวัง!” เพื่อนๆ ร้องบอกในขณะที่เ้าตัวหลับตาปี๋แน่น
ฟิ้ว! เคร้ง!
จู่ๆ ค้อนที่จะเข้าไปกระแทกหัวของชายร่างเตี้ยจนกะโหลกแตก กลับถูกพลังบางอย่างผลักกระเด็นออกไปหมุนติ้วๆอยู่ตรงพื้น คนในละแวกนั้นพากันอ้าปากค้าง นิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึงไปตามๆ กัน
เล็ทชำเลืองมองผู้ช่วยชีวิตที่กำลังยกมือไหว้ข้างเดียวกลับมาให้เป็เชิงขอโทษ ที่เผลอใช้พลังในที่สาธารณะ เขายกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงว่าไม่เป็ไร เพราะถ้าซีลไม่ช่วย ป่านนี้เขาคง...ไม่ค่อยอยากนึกสภาพเท่าไหร่เลยแฮะ
“เมื่อกี้...” เนนพูดขึ้น แต่ริสไม่ปล่อยโอกาส รีบทำเป็เข้าไปด่าตัวต้นเื่ทันที
“นายทำบ้าอะไรของนายกันยะ ตั้งใจจะฆ่ากันรึไง”
คนถูกหาเื่ถึงกับทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว “ขะ...ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“นั่นน่ะนะที่เรียกว่าไม่ได้ตั้งใจ”
“พอเถอะค่ะคุณริส” เนนรีบเข้าไปห้าม “คุณเล็ทไม่เป็ไรก็ดีแล้วนี่คะ ถึงแม้ว่า...” ดวงตาภายใต้เลนส์แว่นขยับมองไปที่ค้อนบนพื้นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “จะไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆค้อนก็กระเด็นออกมาได้เองแบบนั้นก็เถอะ”
ริสเหงื่อแตกซิกทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นหน้ายิ้มๆแบบนี้แล้ว ไม่ได้โล่งใจเลยสักนิดเดียว ริสทำเป็เลิกยุ่งกับชายคนนั้นตามคำบอกของเนนก่อนเดินตัวลีบกลับไปหาพวกเล็ท เมื่อรับรู้ได้ว่าสาวแว่นที่เดินตามมาจ้องอยู่
เมื่อมาถึงตัว เนนก็ฉีกยิ้มถามเล็ททันที “ไม่ทราบว่าเมื่อกี้คุณเล็ทรู้รึเปล่าคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้ค้อนกระเด็นไปแบบนั้น”
“อ่า ไม่รู้สินะ ฮ่ะๆ” เล็ทหัวเราะเสียงแห้งกลบเกลื่อน ขณะที่ซีลไม่ กล้าพูดอะไรออกมา
เนนเองก็ไม่ได้ค้านคั้นเอาคำตอบ นอกจากหัวเราะคิกๆ ชวนสยองเป็อย่างยิ่งในความคิดของพวกเล็ท เธอหันไปพูดอะไรบางอย่างกับโลมเพียงสองคน ฟังจบชายร่างสูงก็พยักหน้าน้อยๆสีหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ทำให้ยากต่อการเดาความคิด ก่อนที่เนนจะหันมาทางสามคนนั้นอีกครั้ง
“ไม่ทราบว่าเย็นนี้พวกคุณสามคนว่างมั้ยคะ”
“คิดว่าคงจะไม..อ่าย..ว่างจ้ะ” ประโยค่กลางฟังดูแปลกๆ พิกล เหมือนคิดเปลี่ยนคำกะทันหัน เมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่ายจ้องมา
“ฉันอยากให้พวกคุณมาฟังฉันกับคุณโลมเล่นดนตรีสักเพลงน่ะค่ะ”
คำขอแปลกๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเลยสักนิด ชวนให้น่าแปลกใจ แต่พวกเล็ทก็ตอบตกลงกลับไปอย่างคนมีชนักติดหลัง
ที่ทิ้งขยะ อันเป็สถานที่นัดพบที่เนนให้พวกเล็ทมาชมการแสดง บัดนี้ในสวนดอกไม้ มีบางสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเล็กน้อย เมื่อมีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งวางอยู่ ณกลางสวน อยู่ข้างกายเด็กสาวสวมแว่นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เปียทั้งสองข้างแกะออกไปแล้ว เผยให้เห็นผมที่หยิกเพราะถักเปียยาวสยายอย่างเป็ธรรมชาติ ข้างๆกันนั้นชายร่างสูงใหญ่ก็ยืนถือเครื่องดนตรีรออยู่เช่นกัน
“ฮาร์ป?” ซีลมองพิณที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวคนเสียอีก แล้วก็รู้ได้ว่าในมือของโลมเป็ฟลุ๊ตสีเงินวาว
เนนกับโลมมองตากันเมื่อพบว่าแขกมากันพร้อมแล้ว โลมเดินไปเปิดก๊อกน้ำที่กำแพงทิ้งไว้ท่ามกลางความสงสัยของผู้รับฟังทุกคน เมื่อเนนเห็นว่าโลมกลับมาประจำตำแหน่งแล้ว ก็เอ่ยขึ้นว่า
“ต่อไปนี้ ขอให้ทุกท่านเชิญรับฟังบทเพลงของพวกเรา พร้อมกับการแสดงพิเศษค่ะ”
ทันทีที่ปลายนิ้วของเด็กสาวจรดััลงบนสายพิณ เสียงดนตรีที่ใสกังวานราวกับน้ำบริสุทธิ์ก็ดังขึ้นแ่เบาหากชัดเจน ส่งผลให้เสียงรอบข้างพาใจกันเงียบโดยมิได้นัดหมาย
พิณ เครื่องดนตรีที่ปรากฏอยู่ในตำนานว่าเป็เครื่องเล่นของภูตพราย ทำให้เหล่ามนุษย์ต้องลุ่มหลง ...ในความจริงก็ไม่ต่างกัน เมื่อทุกคนเหม่อลอยตกอยู่ในภวังค์ขณะฟังเสียงใสนั้นบรรเลงอย่างไม่มีบิดพลิ้ว
พวกเล็ทจ้องคนเล่นอย่างตาไม่กะพริบ ดูเพ้อฝันและหลงใหลไม่ต่างไปจากมนุษย์เพ้อหาถึงภูตนิมิต แต่สติของพวกเขาถูกดึงกลับมาทันใดเมื่อเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น
ดอกไม้บนพื้นกำลังเลื้อยพันไปทั่วกายเด็กสาวที่กำลังบรรเลงอยู่ ทว่าเ้าตัวกลับไม่ได้สนใจ ขณะเดียวกันนั้นเองเหล่าต้นไม้ใบหญ้ารอบกายก็พากันขยับตวัดไปมาราวกับมีชีวิตขึ้นแล้วเต้นรำไปพร้อมกับเสียงดนตรีที่เนนเล่นขึ้น
เมื่อถึงท่อนของฟลุ๊ต เสียงพิณเงียบหายไปพร้อมกับที่พวกต้นไม้รอบกายหยุดเคลื่อนไหว เสียงอันอ่อนโยนของฟลุ๊ต เสียงที่ราวกับจะเอื้อนสั่นไหวจนแม้แต่ใจคนฟังยังสั่นตาม เสียงทำนองสูงต่ำลื่นไหลไปกับสายลม พัดผ่านคลอเคลียแ่เบาจนใจที่เคยพลุ่งพล่านพลันสงบลงราวกับมีเวทมนตร์
เมื่อทั้งสองเล่นพร้อมกัน น้ำที่เปิดในตอนแรกก็พากันยกตัวสูงขึ้นวิ่งวนไปทั่วสวนตามจังหวะเสียงเพลง ต่างพ่นน้ำใส่กันรดพรมเหล่าต้นไม้ที่เขยื้อนกายรับอย่างร่าเริง จังหวะของเครื่องดนตรีทั้งสองสอดคล้องเข้ากันพาสติของทุกคนให้ล่องลอยตาม จนกระทั่งเมื่อเสียงสุดท้ายหยุดลง...พวกเขาจึงคลายภวังค์
เนนลุกขึ้นยืน วางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ของโลม ก่อนที่ทั้งสองจะถอนสายบัวและก้มคำนับให้ผู้รับชม
“ขอจบการแสดงเพียงเท่านี้ค่ะ”
โลมเดินไปปิดก๊อกน้ำแล้วกลับมาที่เดิม รอคอย...
ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีเสียงะโกู่ร้องว่า ‘บราโว่!’ไม่มีใบหน้าเคลิ้มฝันชวนประทับใจ...จะมีก็แต่เสียงตวาดใส่ของใครบางคนเท่านั้น
“พวกเธอก็เป็ผู้ใช้พลังจากธรรมชาติ!!?”
เนนยิ้มรับคำพูดนั้น ตอบสั้นๆ “ใช่ค่ะ”
“เนน!” ซีละโกอดเพื่อนร่วมชะตากรรมทันที ในขณะที่ริสดูจะช็อกแด๊กไปเรียบร้อยแล้ว
“นี่ แค่เื่เมื่อตอนกลางวันก็ทำให้พวกเธอรู้ได้เลยเหรอว่าพวกเราก็มีพลังเหมือนกัน” ซีลถามอย่างตื่นเต้น
“เปล่าหรอกค่ะ” เนนตอบ ทำให้สามคนนั้นยิ่งแปลกใจ “ความจริงแล้ว พวกฉันรู้ตั้งนานแล้วล่ะค่ะ”
แต่ละคนร้องอ้าวไปตามๆ กัน ก่อนที่เนนจะเริ่มเล่าั้แ่แรก
“ฉันรู้ั้แ่พวกคุณมาที่นี่ครั้งแรกแล้วค่ะ พวกคุณคงจะไม่รู้ว่าสวนดอกไม้นี้ คุณโลมเป็คนปลูกขึ้นเองค่ะ”
พวกเล็ทหันมองว่าที่ผู้สืบทอดตระกูลเ้าพ่อคนต่อไปทันที ด้วยความนึกไม่ถึงว่าเฮียแกจะมีความชอบทางด้านนี้ด้วย
ไม่เข้ากับหน้าตาเลยครับพี่น้อง
“ตอนกลางวันของวันนั้น ฉันก็มองลงมาชมดอกไม้ตามปกติ แล้วก็ได้เจอแขกอย่างพวกคุณเข้ามาเหมือนจะทะเลาะอะไรกัน แต่นั่นก็ทำให้ฉันรู้ว่าพวกคุณก็มีพลังจากธรรมชาติเช่นเดียวกัน”
เล็ทนึกถึงวันนั้นแล้วร้องอ๋อในใจ วันนั้นเป็วันเดียวที่พวกเขาใช้พลังที่นี่ มิน่าล่ะ เนนถึงได้กังวลนักหนาว่าพวกเขาจะทำอะไรที่ไม่เหมาะสมออกไปหรือเปล่า เพราะขนาดใช้ไปแค่ครั้งเดียวยังถูกคนเห็นเลย
“แล้วทำไมเธอถึงไม่บอกมาตรงๆ กันยะ เงียบทำไม” ริสไม่เข้าใจ โดยที่เนนหัวเราะคิกออกมาก่อนจะตอบ
“ฉันแค่อยากรู้น่ะค่ะ ว่าพวกคุณจะเก็บความลับนี้ได้อีกนานแค่ไหนกัน ขนาดเห็นโจ่งแจ้งว่าใช้พลังไปแล้วยังทำปากแข็งกันอีก ก็เลย...เห็นทีไม่บอกคงไม่ได้ แต่ดูพวกคุณลนลานต่อไปแบบนั้นก็สนุกดีนะคะ คิกๆ”
ปะ...ปีศาจชัดๆ
พวกเล็ทชักสยองสาวที่เคยคิดว่าอ่อนแอบอบบางตรงหน้าซะแล้ว ชักไม่แน่ใจว่าระหว่างชายร่างสูงใหญ่มีรอยสักดูน่ากลัว กับ เด็กสาวรูปร่างอ้อนแอ้นตรงหน้า ใครกันแน่ที่พวกเขาควรจะกลัว หลังจากรู้ว่างานอดิเรกของโลมเป็การปลูกดอกไม้ โลมในความคิดของพวกเขากลายเป็คนคิขุไปเลย
“รู้สึกว่าเนนจะชอบแกล้งคนจังนะ” เล็ทพูดลอยๆ
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เมื่อก่อนฉันต่างหากที่ชอบโดนคนอื่นแกล้ง”
..............เหรอ
สีหน้าแต่ละคนบ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือเลยสักนิด