อีกครั้งหนึ่งที่เธอเห็นรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาขณะที่เขาััมือกับคนขับรถผู้นั้น ซึ่งดูเหมือนจะกล่าวคำอำลารอยยิ้มนั้นยังคงอยู่ แม้ตอนที่เขาหันมาทางพนักงานขนกระเป๋าและยื่นเงินส่งให้ด้วยท่าทางของผู้ที่เคยชินกับการให้รางวัล จากนั้นเขาก็เดินด้วยท่าทางสบายๆเข้าไปในตัวอาคาร ขณะที่ราเชลมองตามร่างเขาไปนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นสีหน้าของจอห์นที่ขมวดมุ่นคล้ายกำลังใช้ความคิดอยู่
“ผมรู้สึกคุ้นหน้าเขาจริงๆ”
จอห์นเอ่ยขึ้นสั่นศีรษะอยู่ไปมา
“แต่นึกไม่ออกเลยว่าเคยพบเขาที่ไหน”
“แต่ก็รู้ละว่าเขาต้องเดินทางไปกับเรือเที่ยวนี้ด้วย”
แฟนสนองคำพูดของสามีพร้อมกับหันมามองราเชล แววแห่งความมาดหมายในอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอ
“ฉันคิดว่าผู้ชายแบบนี้ละ ที่เธอสมควรทำความรู้จัก”
“แฟน....อย่าบ้าไปหน่อยเลย”
ราเชลร้องขึ้นรู้สึกขบขันในคำพูดของเพื่อนสาวอยู่
“อ้าว....ฉันพูดจริงนะ”
แฟนยืนยัน
“ฉันไม่สนใจที่จะพาตัวเองไปเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนไหนหรอก”
ราเชลพูดเสียงเข้มเมื่อรู้สึกว่าแฟนมิได้เพียงยั่วเย้าเล่น
“การที่ฉันเดินทางเที่ยวนี้ก็เพื่อจะไปพักผ่อนไม่ได้คิดจะขึ้นไปจับผู้ชายคนไหนสักคนบนเรือนั่น”
“เอ๊ะ....ก็ใครเขาพูดเื่เกี่ยวข้องอะไรกันนั่นเล่า”
แฟนไม่ยอมรับคำตำหนิ
“แต่เธอก็รู้นี่ว่าขณะนี้เธอกำลังจะเดินทางไปกับเรือรัก”
“เธอไม่ต้องมาย้ำเตือนฉันเื่นั้นหรอก”
ราเชลถอนหายใจเบาๆเมื่อนึกไปถึงภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ชื่อนั้นซึ่งฉายติดต่อกันมาเป็เวลานานและบรรยากาศทั้งหมดของเรือก็ถ่ายทำขึ้นบนเรือแปซิฟิกพริ้นเซสลำนี้
“มันก็ต้องมีใครสักคนคอยเตือนสิถ้าเธอไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนละก็”
แฟนพูดปนหัวเราะ
“เอาเป็ว่าฉันไม่ใคร่สนใจที่จะคิดก็แล้วกัน”
ราเชลตอบ
“และถ้าฉันจะออกมาเดินรับลมชมจันทร์มันก็เป็เื่แน่ที่ฉันจะต้องเดินคนเดียวตามลำพังแต่เวลาอาทิตย์เดียวนี่ ฉันคงไม่มีทางไปสร้างอารมณ์โรแมนติกกับคนแปลกหน้าบนเรือได้หรอก”
“ฉันก็ไม่ได้พูดถึงเื่โรม้านซ์อะไรนี่”
แฟนกล่าวแก้ความเข้าใจ
“เอ้า....ถ้าอย่างนั้นเธอพูดถึงเื่อะไรล่ะ”
ราเชลเสียงเครียดรู้สึกไม่ใคร่พอใจเท่าไรนักที่เพื่อนสาวหยิบยกเอาเื่นี้ขึ้นมาพูด
“จอห์นปิดหูเสียนะ คนที่เป็สามีน่ะ ไม่ควรได้ยินคำแนะนำที่ภรรยาจะให้กับเพื่อนสาวโสดหรอก”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของจอห์นแววตาที่มองมาบอกความรักใคร่ในภรรยายิ่งนัก
“รับรองว่านอกจากผมจะหูหนวกแล้วก็ยังเป็ใบ้อีกด้วย”
เข้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและหันไปมองเสียทางอื่นแสร้งทำเป็ว่าสนใจในสิ่งอื่นมากกว่า แฟนจึงหันกลับมาทางราเชล
“สิ่งที่ฉันกำละงพูดนี่มันเป็เื่พื้นฐานมากกว่าโรม้านซ์เสียอีก”
เธอกล่าว
“สิ่งที่เธอ้าอย่างแท้จริงในตอนนี้ก็คือเื่ของเพศสัมพันธ์เล็กๆน้อยๆ ซึ่งมันเป็อะไรบางอย่างที่จะช่วยให้ถ่านไฟเก่าคุโพลงขึ้นมาได้อีกและผู้ชายคนเมื่อครู่ก็ดูเหมือนว่า เขามีอะไรทุกอย่างที่เหมาะสมอยู่มากทีเดียว”
คำแนะนำทำนองนี้เป็สิ่งที่ราเชลเคยได้ยินมาแล้วแต่ปกติแล้วจะเป็ข้อเสนอของผู้ชายที่ใคร่จะได้เป็คู่รักของเธอเสียละมากกว่าถ้าเป็คนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนรักคนนี้เป็คนพูดแล้วราเชลคงเอาน้ำส้มสาดใส่หน้าให้เป็แน่ แต่เมื่อเป็แฟนเธอก็วงแก้วน้ำส้มลงตรงขอบที่นั่ง พร้อมกับผลุดลุกขึ้นยืนช้าๆรอให้แฟนลุกขึ้นยืนตาม
“ไฟของฉันมันคุขึ้นมาเองได้”
อารมณ์ของเธอคุกรุ่นขึ้นด้วยความขุ่นเคืองใจเธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็คนเ้าระเบียบถี่ถ้วนในเื่ผู้ชายแต่อย่างใดจริงอยู่ในบางครั้งเธออาจจะบังเกิดความรู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาบ้างแต่ราเชลแยกเื่ของความรักและความใคร่ออกจากกันโดยสิ้นเชิง
เธอพยายามต่อสู้กับความโกรธที่คุกรุ่นขึ้นราเชลเบือนหน้าช้าๆกลับไปมองแฟน ซึ่งการกระทำเช่นนั้นทำให้เธอหันไปทางกระจกด้านหน้าขอตัวอาคารสะท้อนให้เห็นภาพของตัวเองในชุดสูทสีขาว และเมื่อมองเลยลึกเข้าไปเธอก็เห็นว่าร่างสูงสง่าไหล่ผึ่งของผู้ชายคนนั้นที่กำลังพูดอยู่กับเ้าหน้าที่ประจำเรือคนหนึ่ง
การที่ได้เห็นภาพของเขาซึ่งยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่งไว้ดูเหมือนจะทำให้เธอรู้สึกโกรธเคืองในคำพูดของเพื่อนสาวมากขึ้นผู้ชายคนนี้เป็คนที่สามารถดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามได้อย่างไม่ต้องสงสัยแต่มิใช่ในลักษณะที่แฟนกล่าวเพราะดูเหมือนเขาจะมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งมากกว่านั้น
ในขณะที่เธอจับตามองเขาอยู่อย่างไม่ตั้งใจนั้นเธอก็เห็นเขาถูกพาเดินไปแนะนำให้รู้จักกับเ้าหน้าที่ประจำเรืออีกคนหนึ่งซึ่งทักทายเขาด้วยท่าทางที่บ่งบอกถึงความคุ้นเคยอย่างยิ่ง จากนั้นเขาก็ถูกพาตัวออกไปยังบริเวณที่ผู้โดยสารจะขึ้นเรืออย่างเป็พิเศษครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นเขาก็คือตอนที่เขาเดินผ่านประตูบานนั้นออกไปในขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆยังต้องรอเวลาอยู่จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการขึ้นเรือราเชลรู้ว่าบุคคลผู้นี้จะต้องมีความพิเศษอะไรในตัวบางอย่างอยู่
“ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันพูดออกไปนั้นมันอาจจะตรงเกินไปสักหน่อย”
แฟนยังคงพูดต่อกึ่งขออภัยและกึ่งแก้ตัว
“แต่ฉันก็มีความรู้สุกว่าถ้าเธอยิ่งปล่อยตัวไม่ยอมมีคู่รักนานเกินไป ความยากลำบากมันก็ยิ่งจะเกิดขึ้นมันก็เหมือนกับตอนที่เธอเสียความบริสุทธิ์ใหม่ๆ นั่นแหละ”
“นี่....ฉันว่าเราเลิกพูดกันเื่นี้ดีกว่า”
ราเชลพยายามบังคับน้ำเสียงของตนเองไว้อย่างสุดความสามารถแต่ขณะเดียวกัน เธอก็รู้ว่าคำแนะนำของแฟนนั้นเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจดีเพียงแต่เธอรู้สึกอึดอัดใจมากเกินไปเท่านั้น
มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นภายในบริเวณตัวอาคารผู้คนเริ่มรวมตัวกันเป็กลุ่ม และมุ่งหน้าไปทางที่มีเชือกกั้นไว้ ดูเหมือนว่าขณะนี้ผู้โดยสารทุกคนกำลังจะขึ้นเรือกันแล้ว
ด้วยความเกรงไปว่าถ้าเธอขืนยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปแฟนก็จะกลับไปพูดเื่เดิมอีกราเชลจึงคิดว่าทางที่ดีเธอควรจะเดินไปรวมกลุ่มกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ภายในจะดีกว่าก่อนที่จะเกิดเสียอารมณ์ขึ้นมา เธอไม่้าที่จะเดินทางเที่ยวนี้ด้วยการมีเื่ขัดเคืองใจกับเพื่อนที่ดีที่สุดและดูเหมือนว่า เมื่อมาถึงวันนี้ อารมณ์ขันของเธอได้หดหายไปจนหมดสิ้นแล้วเธอไม่อาจจะคุยเื่นี้ให้เป็ไปในทำนองขบขันได้อย่างสนิทปากแม้เธอจะรู้ว่ามันเป็วิธีที่ดีที่สุด ที่ทำให้เื่นี้เบาลง
“เขากำลังจะขึ้นเรือกันแล้ว”
เธอบอก
“เมื่อผู้โดยสารขึ้นเรือแล้วเขาถึงจะให้คนที่ไปส่งขึ้นไปได้คุณสองคนรออยู่ที่นี่ก่อนนะ แล้วเราค่อยพบกันบนเรือ”
“เราจะขึ้นไปพบคุณที่นั่นอย่างแน่นอน”
จอห์นตอบอย่างมั่นใจ
จากนั้นราเชลก็ผละจากคู่สามีภรรยาเดินตัวตรงไปยังทางเข้าการที่ผู้โดยสารนับร้อยจะขึ้นเรือนั้น มันจะต้องเป็กระบวนการที่ช้ามากแต่ครั้งนี้ ราเชลมิได้รังเกียจที่จะต้องไปยืนคอยอยู่ในแถวยาวเหยียดนั้นเลยอย่างน้อยมันก็เป็เครื่องช่วยให้อารมณ์ของเธอสงบลง
เสียงพูดคุยระหว่างกันอื้ออึงอยู่ภายในอาคารแห่งนั้นในที่สุดราเชลก็เดินไปต่อคิวและเดินผ่านออกประตูไปสู่ท่าเทียบเรือภายนอกอย่างช้าๆ เรือลำนั้นฉาบสีขาวเด่นจอดเทียบอยู่ริมท่าห่างจากตัวอาคารของท่าเรือไม่กี่ฟุต ขนาดของมันแม้จะใหญ่โตมหึมาแต่ก็มีโครงสร้างทำให้ดูเพรียวสมส่วนราเชลจับตาดูเรือด้วยความสนใจขณะที่เดินตามแถวของผู้โดยสารขึ้นไปยังสะพานเดินเรือ
ตรงด้านข้างของลำเรือมีอักษรสีน้ำเงินเข้มเขียนไว้ว่า “แปซิฟิก พริ้นเซส”มีตราอันเป็สัญลักษณ์ของบริษัทสายการเดินเรือซึ่งเขียนด้วยสีฟ้าและสีเขียวเป็รูปศีรษะผู้หญิงที่เรือนผมยาวสยายเป็ลอนคลื่นอยู่บนปล่องควันช่องหน้าต่างข้างลำเรือและบันไดที่ขึ้นสู่ดาดฟ้าชั้นต่างๆบอกให้รู้ว่าเรือลำนี้มีอยู่หลายระดับชั้นราเชลรู้สึกตื่นเต้นกับขนาดของเรือและความโอ่อ่าของมันอยู่ไม่น้อย
เลยขึ้นไปทางด้านหน้าช่างภาพหลายคนกำลังถ่ายภาพผู้โดยสารที่เดินขึ้นเรือแปซิฟิก พริ้นเซสอยู่เป็การต้อนรับ ช่างภาพเหล่านี้จะถ่ายภาพคู่สามีภรรยาเสียเป็ส่วนใหญ่บางครั้งสามีภรรยา 2 คู่ก็ต้องถ่ายร่วมกันไว้และบางครั้งก็เป็รูปของครอบครัว
แต่ราเชลเดินทางมาเพียงลำพังเป็ครั้งแรกที่เธอเดินทางท่องเที่ยวโดยไม่มีแม็คหรือบุคคลในครอบครัวหรือแม้แต่เพื่อนไปด้วย ความรู้สึกเหงาๆบังเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากล้องเธอเคยคิดว่าตัวเองชินกับชีวิตการอยู่เพียงลำพังคนเดียวเสียแล้วแต่ก็อดรู้สึกขัดเขินไม่ได้ มันเป็ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดฝัน ว่าตัวเองจะต้องยอมรับในความเป็จริงบางประการ
“ยิ้มหน่อยครับ”
ช่างภาพเล็งกล้องอยู่ใกล้ๆเพื่อถ่ายภาพ โคลส อัพ
ราเชลพยายามจะทำตามแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการถูกบังคับทำให้การแสดงออกดูจะแข็ง ๆ อย่างไรพิกลเสียงกริ๊งที่ดังขึ้นบอกให้รู้ว่ากล้องได้เก็บภาพของเธอไว้แล้วและช่างภาพก็ผงกศีรษะเป็สัญญาณให้รู้ว่าการถ่ายภาพได้เสร็จสิ้นลงแล้วรอยยิ้มของเขาเป็รอยยิ้มของผู้ชายที่ได้พบเห็นผู้หญิงที่สวยถูกใจคนหนึ่งเข้า
ราเชลยิ้มน้อยๆให้เขาเป็การสนองตอบ แต่รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็วขณะที่เธอก้าวเลยไปเพื่อเปิดโอกาสให้คู่สามีภรรยาที่เดินตามมาข้างหลังเธออดกล่าวโทษความอ่อนไหวในอารมณ์ของตนเองที่เกิดจากการทำงานหนักไม่ได้และเร่งฝีเท้าเดินขึ้นไปบนสะพาน เดินเรือ เธอเชื่อว่าหลังจากที่ได้พักผ่อนสัก 2วัน เธอจะกลับเป็ตัวของตัวเองอีกครั้ง