เมื่อประตูปิดตามหลังเธอลงเคลลี่ เรย์โนลด์จึงได้หันหลังกลับไปทางบาร์กอดอกวางทาบอยู่บนเคาท์เตอร์ถอนหายใจแรงๆ หมกมุ่นอยู่กับความคิดสับสนในใจบาร์เทนเดอร์เดินมาหยุดมองหน้าเขาอย่างใช้ความคิด และเห็นขัน
“กระเด็นออกมาละสิ ใช่ไหมล่ะ เคลลี่?”
เขาเยาะให้
“เปล่าเลย”
เคลลี่เอื้อมไปหยิบขวดเบียร์รินใส่ลงในแก้วสีหน้าของเขามีแววตรึกตรอง
“ฉันเคยพบผู้หญิงคนนี้ที่ไหนสักแห่งมาก่อนนะจริงๆ นะ...สาบานได้เลยว่าต้องเคยพบเขาแน่”
น้ำเสียงของเขาบอกความหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
“ก็อาจจะเป็ได้”
บาร์เทนเดอร์ยักไหล่หยิบแก้วเบียร์ของแองจี้ขึ้นมาถือไว้
“ก็เขาบอกฉันนี่ว่าเคยอยู่ แถวๆ นี้”
“เคยอยู่แถวๆนี้?”
เคลลี่ย้อนถามอย่างแปลกใจเพราะเธอเองที่ปฏิเสธเขาอยู่เมื่อครู่
“แต่...”
เขาชะงักคำพูดที่จะค้านออกมา
“แล้วเขาบอกหรือเปล่าว่ามันกี่ปีมาแล้ว?”
“เปล่าหรอกแต่ฉันรวบรวมเอาจากที่คุยกันว่าเมื่อสัก 2-3 ปีมานี่ละมั้ง”
เขามองเคลลี่ยิ้มให้อย่างแห้งแล้ง
“ฉันไม่เคยเห็นแกมีคู่ควงผมสีบลอนด์มากเสียจนกระทั่งจำใครไม่ได้โดยเฉพาะคนนี้เลย”
“นั่นละที่มันช้ำใจนัก”
เคลลี่ยอมรับ
“ก็เพราะไม่ได้เคทมากๆนี่แหละ”
“บางที่แกอาจจะไม่เคยเดทกับคนนี้ก็ได้นี่”
บาร์เทนเดอร์ว่า
“สงสัยว่าตอนนั้นเขาไม่เปิดโอกาสให้แกละสิ”
เคลลี่นั่งนิ่งเงียบตาจับอยู่กับฟองเบียร์ที่ลอยตัวขึ้นและแล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นแววตาเริ่มแจ่มใสขึ้น
“ใช่แล้ว”
เขาพูดเสียงเบา
“ตอนนั้นเขาออกเดตกับคนอื่นอยู่จริงๆ”
เขาดีดนิ้วออกมาแรงๆเมื่อเรียกความทรงจำกลับมาได้
“เดค...ใช่แล้วก็เดคนั่นแหละส่วนฉันออกเดตกับมาริสสาในตอนนั้น แล้วเราก็ไปไหนมาไหนเป็คู่อยู่เสมอเดคเขาเดทกับยายผมบลอนด์คนนี้...ห่...”
เขากัดริมฝีปากล่างไว้
“เอ...ว่าแต่เขาชื่ออะไรว้า?”
เขาถามตัวเองอยู่พึมพำ
“แมนดี้...ไม่ใช่...หรือว่าแทมมี่...ไม่ใช่อีก...”
“เื่นี้มันนานเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
บาร์เทนเดอร์บังเกิดความใคร่รู้ขึ้นมาบ้าง
“ก็...ก็ก่อนหน้าที่เคอเขาจะหนีไปแต่งงานน่ะสิ”
เคลลี่ตอบอย่างใจลอย
“จริงๆนะฉันน่าจะนึกชื่อเขาออกจริงๆ กว่าจะคิดได้ก็คงบ้าพอดี”
แต่ความคิดของบาร์เทนเดอร์กลับมุ่งไปในทางอื่นจำเพาะเจาะจงอยู่ที่เดคแบล๊ควู๊ด
“แกรู้ไหมจริงๆ นะฉันอดเสียใจแทนแบล๊ควู๊ดไม่ได้จริงๆเขาคงจะต้องเสียใจมากประการแรกพอเมียคลอดลูกแล้วก็ตายแล้วพ่อก็ยังมาตายเพราะเครื่องบินตก แม่ก็เพิ่งตายได้ 2 ปีนี่เองมันเป็ความจริงนะที่ว่า มันมีอะไรบางอย่างที่เงินซื้อไม่ได้จริงๆ”
“นี่...ฉันจะบอกให้แกรู้ว่าฉันยินดีจ่ายเงิน 100 เหรียญจริงๆ ถ้านึกชื่อผู้หญิงคนนี้ออก”
เคลลี่ว่า
“มันไม่มีค่าถึง100 เหรียญหรอกน่า”
บาร์เทนเดอร์พูดอย่างอมพะนำ
“เสียแค่ค่าโทรศัพท์ก็พอ”
เป็ครู่กว่าที่เคลลี่จะตามความคิดของเขาทัน
“จริงด้วย”
เคลลี่กวาดเหรียญเงินทอนที่บาร์เทนเดอร์วางไว้ให้
“ไม่เดคก็มาริสสาคงจะต้องอยู่บ้านฉันจะต้องถามให้รู้ให้ได้”
เขาก้าวลงจากสตูลเดินตรงไปยังตู้โทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ใกล้ห้องน้ำทางด้านหลัง
ฝาผนังภายในห้องทำงานนั้นฉาบไว้ด้วยสีครีมสร้างบรรยากาศสดสว่างให้แก่ห้องตู้เก็บปืนทำจากไม้วอลนัทตั้งอยู่ใกล้ประตูทางออกสู่ห้องนั่งเล่นปืนไรเฟิ้ลถูกขัดถูจนมันวับวางเรียงอยู่ในตู้ ซึ่งด้านหน้าเป็กระจกส่วนหนึ่งของห้องมีเก้าอี้อาร์มแชร์เบาะหุ้มด้วยหนังสีน้ำตาลตั้งคู่กันไว้ เป็เก้าอี้แบบโบราณหนังนุ่มด้วยอายุและการใช้สอยมานานบนพื้นห้องเบื้องหน้าเก้าอี้คือพรมผืนใหญ่ ทอด้วยลวดลายเรขาคณิตโต๊ะทำงานตัวใหญ่เก่าแก่นับเป็ศตวรรษตั้งอยู่ในห้องนี้ด้วยเป็โต๊ะที่ทำขึ้นจากไม้เนื้อแข็งดูหนาหนัก ประดับไว้ด้วยขอบทองเหลืองวาววาม
เดคแบล๊ควู๊ด นั่งอยู่ในเก้าอี้ที่เข้าชุดกับโต๊ะตัวนั้นเวลาทั้งวันหมดไปกับการตรวจบัญชีที่วางอยู่ตรงหน้ามิได้พอใจกับบรรยากาศภายในห้องที่อบอวลด้วยกลิ่นไอแห่งภาระรับผิดชอบหรืออำนาจที่มีอยู่เลย
การรับผิดชอบที่มาคู่กับเก้าอี้เื้ัโต๊ะทำงานตัวนี้มันเนิ่นนานจนลบร่องรอยแห่งวัยหนุ่มไปจากใบหน้าของเขาหมดสิ้นในวัย 32เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่จะต้องออกคำสั่งใบหน้าที่กร้าวกระด้างนั้นฉาบไว้ด้วยแววเยาะตลอดเวลาราวกับจะแหงนขึ้นมองโลกนี้อย่างเห็นขัน ความหล่อดูจะมิใช่คำที่จะอธิบายถึงเขาได้แม้ว่าจะมีองค์ประกอบที่ดีเช่นเรือนผมสีเข้มดวงตาสีเทาเป็ประกายราวเหล็กกล้าและรูปร่างที่ผึ่งผายเขามีลักษณะเหมือนหมาป่าซึ่งเรียนรู้ที่จะรักษาตัวให้รอดด้วยทั้งสติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมไม่ยอมมองใครในแง่ดี มีอะไรบางอย่างที่ััไม่ได้เป็องค์ประกอบอยู่ในบุคลิกของเขาด้วย
มีเสียงเบาๆเกิดขึ้นซึ่งทำลายสมาธิของเขาลง ประสาทััของเขาถูกฝึกมาให้ตื่นตัวอยู่เสมอเขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจและแล้วก็พบที่มาของเสียงเป็เสียงแพรสายที่ดังมาจากประตูที่เปิดไว้เดคเงยหน้าขึ้นจากช่องตัวเลขเลื่อนสายตาขึ้นมองไปทางประตูเด็กหญิงผมสีบลอนด์กำลังแอบมองเขามาจากตรงนั้นแววในดวงตาแสดงออกถึงความหวังริมฝีปากของเดคเหยียดออกเป็รอยยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็ลูกสาวแววแห่งความรักใคร่แหนหวงปรากฏชัดอยู่ในดวงตาเขากวาดตามองไปทั่วตัวลูกเห็นเสื้อนอนสีม่วงอ่อนที่สวมไว้เข้าชุดกับเสื้อคลุม
“อะไรดึกแล้วหรือนี่?”
เดคก้มลงมองนาฬิกาพร้อมกับปิดสมุดบัญชีลงชั่วครู่การกระทำของเขาเป็สิ่งที่ดินแบล๊ควู๊ดรออยู่ก่อนแล้วแม่หนูจึงวิ่งเข้ามาในห้องตรงเข้ามาหาพ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
“พ่อนึกว่าเพิ่ง2 ทุ่มเสียอีก”
เดคพูดตามที่เห็นเข็มนาฬิกาเลยเวลาที่เขาเข้าใจไปมากหมุนเก้าอี้ที่นั่งอยู่มาทางขวาอุ้มลูกสาวขึ้นวางบนตัก
“พ่อทำงานเสร็จหมดแล้วหรือคะ?”
ลินดี้ถามพร้อมกับมองไปทางสมุดบัญชีที่ถูกปิดลง
“ก็ไม่เชิงหรอก”
เดคก้มลงตอบลูกสาวอย่างแสนรักลินดี้คือแสงสว่างควงเดียวในชีวิตหรือที่ถูกคือสิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่ ดังนั้นเดคจึงหวงแหนลูกสาวมากอาจจะเรียกได้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างเห็นแก่ตัวความรักนั้นได้แสดงออกเป็หลักฐานยามที่เขากอดร่างของลูกสาวไว้แแ่โน้มศีรษะลงจุมพิตเรือนผมสลวยสีบลอนด์อย่างรักใคร่
“อืม...หอมจัง”
“อามาริสสาให้หนูเอาน้ำหอมใส่ในน้ำอาบของหนูด้วย”
แม่หนูปรายหางตามองพ่อคล้ายอยากจะหยั่งรู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเธอเริ่มหัดทำตัวเป็คนสำรวยส่วนใหญ่แล้วเด็กผู้หญิงมักจะลองจับความรู้สึกของพ่อก่อนเสมอซึ่งสำหรับเอกในยามนี้เขารู้สึกเห็นเป็เื่ขันแต่ก็ยังไม่แน่ใจนักว่าตัวเองจะรู้สึกอย่างไรเมื่อลินดี้โตขึ้นและเสน่ห์ของเธอจะเป็ที่ต้องใจของพวกผู้ชายหนุ่มๆ
“รู้สึกหนูอยากโตเป็สาวจริงๆนะ”
เดคพูดเสียงเบาเพราะรู้ดีว่าลูกสาวเป็คนน้อยใจง่าย
แต่ลินดี้มิได้สนใจคำปรารภของผู้เป็พ่อเลย
“หินก้อนของหนูสวยจังพ่อเอามาวางไว้ข้างก้อนของพ่ออย่างนี้”
แม่หนูจับตาดูหินรูปแมงป่องซึ่งบัดนี้พ่อของเธอใช้เป็ที่ทับกระดาษ กับก้อนเล็กของเธอวางอยู่ใกล้ๆ
“ใช่สวยจริงๆ ด้วย”
เดคคล้อยตาม
“หนูคิดว่าตัวเองโชคดีจังเลยค่ะที่ไปพบมันเข้ามิสซิสกอนซาเลสบอกว่าหนูตาแหลม”
ลินดี้ย้ำคำชมเชยให้พ่อฟัง
“แองจี้ถามหนูว่าทำไมหนูถึงรู้ว่ามันเป็อะไรหนูก็เลยเล่าเื่หินก้อนนี้ของพ่อให้เขาฟังด้วยละ”
ชื่อนั้นเหมือนจะสร้างความสั่นะเืให้เกิดขึ้นเดคใเมื่อมันหลุดออกมาจากปากลูกสาวตัวเอง
“ใครกันแองจี้น่ะเพื่อนในชั้นของหนูหรือลูก?”
“ไม่ใช่ค่ะแองจี้เขาเป็สุภาพสตรี เข้ามาเยี่ยมมิสซิสกอนซาเลสที่โรงเรียนวันนี้”ลินซื้อธิบายเสียงใส “ตอนที่หนูเอาก้อนหินไปให้คุณครูดู เขายังขอดูเลยเขาบอกว่าหนูฉลาดมากที่จำเื่ก้อนหินของพ่อได้”
“มันเป็ความฉลาดจริงๆ” เดคในคำชม
“พรุ่งนี้หนูจะไปหาใหม่อีก”
แม่หนูว่า
“เออ...พูดถึงพรุ่งนี้...ก็ถึงเวลาที่หนูจะต้องไปนอนแล้ว”
ขณะที่เขาจับร่างของลูกจะเลื่อนลงจากตักเสียงโทรศัพท์ก็ดังก้องขึ้น เดคลังเลอยู่แต่แล้วก็วางร่างลินดี้ลง
“ไปนอนได้แล้วลูก...วิ่งเลย”
เขาสั่งพร้อมกับเอื้อมมือไปทางโทรศัพท์
“อีกเดี๋ยวพ่อจะตามไปนะ”
ลินดี้ทำตามที่พ่อสั่งอย่างว่าง่ายเดคมองตามร่างลูกสาวไปพลาง มือก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นแต่ยังมิได้ตอบรับจนกระทั่งร่างของลินหายลับไปจากสายตาแล้วเสียงเก้าอี้หมุนดังลั่นขึ้นเมื่อเขาเอนหลังลงพิงพนัก