เมื่อมาถึงร้านยาตระกูลหลิว สิ่งแรกที่เซิ่งมู่ทำคือมองหาแม่นางชุดเขียว
ระหว่างที่ยืนรอหลิวจื่ออี้ เซิ่งมู่ที่ไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มนั่งยองๆ เอากิ่งไม้ขีดเขียนกระดานหมากล้อมหน้าจวนตระกูลหลิว วาดตัวหมากที่เล่นค้างไว้เมื่อคืนเพื่อทบทวนกระดานนั้นในใจ
ในขณะที่เซิ่งมู่กำลังจดจ่ออยู่กับกระดานหมากล้อม ก็มีมือหนึ่งมาสะกิดที่หลัง เมื่อเขาหันกลับไปมองจึงพบกับหลิวจื่ออี้ ซึ่งปกติมักแต่งกายด้วยชุดกะทัดรัดสีเขียวคราม แต่วันนี้กลับสวมชุดฮั่นฝูยาวสีฟ้าคราม ดูสง่างามราวคุณหนูชนชั้นสูงจากตระกูลใหญ่ ที่เอวห้อยป้ายหยกสีขาวสลักอักษร 刘 (หลิว) เอาไว้
“เ้าแต่งตัวอะไรของเ้าน่ะ”
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะเหวี่ยงหมัดเข้าไปที่เซิ่งมู่
“แต่งตัวดีๆ แล้ว ก็ทำตัวให้สมกับชุดที่เ้าใส่หน่อยแม่นาง”
เซิ่งมู่กล่าวพร้อมเอี้ยวตัวหลบ หลิวจื่ออี้ทำหน้ามุ่ยพลางบ่นว่า
“เหตุผลที่ข้าไม่ชวนเ้ามาด้วยก็เพราะแบบนี้นี่แหละ ทุกครั้งที่ข้าต้องออกไปพบเจอผู้คนจากเมืองหลวงทีไร ข้าต้องแต่งกายแบบนี้ทุกที”
เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงหัวเราะชอบใจพลางโบกมือปัด
“ดีที่เป็ข้า หากต้าจินเห็นเข้าคงล้อเ้าไปอีกนาน”
“เขาจะกล้ารึ?!” หลิวจื่ออี้ชูหมัดขึ้นมาใกล้หน้าเซิ่งมู่
เชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ พลางผายมือไปเบื้องหน้า หลิวจื่ออี้จึงเดินนำเซิ่งมู่ไปยังปากทางเข้าซอยที่ตั้งร้านยาตระกูลหลิว เมื่อเดินออกมาจากตรอก เซิ่งมู่ก็เห็นรถม้าสีแดงที่ดูภูมิฐานคันนึงจอดรออยู่
เมื่อคนขับรถม้ามองเห็นหลิวจื่ออี้จึงกุมมือคารวะทีนึง ก่อนจะเลิกม่านขึ้น หลิวจื่ออี้พยักหน้ารับและยอบตัวเล็กน้อยก่อนก้าวขึ้นไปบนรถม้า แม่นางชุดเขียวที่ตอนนี้อยู่ในชุดสีฟ้าครามเลิกคิ้วมองเซิ่งมู่
“ไม่ขึ้นมารึ?”
เซิ่งมู่ร้อง อ้อ... ทีหนึ่งก่อนจะเดินขึ้นรถม้าตามไป
จากข้อมูลที่หลิวจื่ออี้เล่าให้ฟังระหว่างเดินทาง กลุ่มพ่อค้าจากเมืองหลวงจะเดินทางมาที่เมืองเล็กทุกๆ ครึ่งเดือน ทุกครั้งจะไม่มีการไปมาหาสู่กันระหว่างตระกูลใหญ่ แต่จะใช้โรงเตี๊ยม สายลมหวน เป็สถานที่กลางในการซื้อขาย ซึ่งที่นี่เป็โรงเตี๊ยมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองเล็ก ตั้งอยู่ในพื้นที่ของเขตตระกูลใหญ่และจวนว่าการเมือง แม้จวนหลักของตระกูลหลิวจะตั้งอยู่ในเขตนี้เช่นกัน แต่หลิวจื่ออี้และหลิวจิ้งเจ๋อกลับชอบใช้ชีวิตอย่างสงบที่ร้านยานอกเขตชนชั้นสูงมากกว่า
ส่วนเหตุผลที่ต้องห้ามไม่ให้เหล่าพ่อค้าค้าขายโดยตรงกับตระกูลใหญ่ในเมืองเล็ก ก็เพื่อให้ทุกคนในเมืองเล็กมีโอกาสซื้อหาสิ่งที่ตน้าอย่างเป็ธรรม ตามนโยบายหลักของผู้ว่าการเมืองเล็ก เซิ่งมู่ที่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกนับถือผู้ว่าการเมืองเล็กคนนี้ไม่น้อย
การที่หลิวจื่ออี้ต้องเป็ตัวแทนของตระกูลหลิวในครั้งนี้ นอกจากเื่โอสถและสมุนไพรที่เซิ่งมู่้าแล้ว อีกเหตุผลคือแม่นางเบื้องหน้าเซิ่งมู่คนนี้ เป็บุคคลเดียวในตระกูลหลิวที่ได้สืบทอดวิชาแพทย์จากหลิวจิ้งเจ๋อ
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ รถม้าก็เริ่มหยุดลง เบื้องหน้าของเซิ่งมู่ปรากฏภาพของโรงเตี๊ยมหรูหราแห่งหนึ่ง หน้าโรงเตี๊ยมแขวนป้ายไม้ที่มีอักษรทองประดับไว้ว่า “สายลมหวน”
เมื่อมองผ่านกำแพง เมื่อมองผ่านกำแพงโรงเตี๊ยมไป จะเห็นอาคารสูงตระหง่านโดดเด่น แม้ยังไม่ก้าวเข้าประตูก็ยังมองเห็นได้เกินครึ่งอาคาร
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูหลิวจื่ออี้จึงยกป้ายหยกขาวที่มีอักษร 刘 (หลิว) ขึ้นมา
เมื่อคนเฝ้าประตูเห็นดังนั้นจึงตวัดพู่กันบันทึกลงบนแผ่นไม้ไผ่ ก่อนจะะโแจ้งเข้าไปด้านในว่า
“ตัวแทนตระกูลหลิวหนึ่งท่าน พร้อมข้ารับใช้มาถึงแล้ว!”
หลิวจื่ออี้ได้ยินดังนั้นก็ยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ ส่วนเซิ่งมู่ได้แต่ถอนหายใจพลางก้มมองชุดตนเอง แล้วนึกปลอบใจในอก
‘แต่งกายเยี่ยงนี้ ได้เป็ข้ารับใช้ก็ดีแล้ว ดีกว่าถูกไล่ตะเพิดออกมา อย่าคิดมากเลยเ้าคนแซ่เซิ่ง’
หลังจากนั้นไม่นาน ข้ารับใช้สาวโฉมสะคราญนางหนึ่งก็เดินออกมานำทางทั้งสองไปยังพื้นที่รับรองสำหรับการซื้อขาย แทนที่จะเข้าไปในอาคารสูงหลังนั้น สาวใช้กลับนำพวกเขาไปยังจวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังโรงเตี๊ยม สายลมหวน แทน
เมื่อถึงจวนเซิ่งมู่จึงพบกับกลุ่มคนหลายกลุ่ม ทั้งผู้าุโแต่งกายหรูหราประดับอัญมณี มีผู้าุโเครายาวท่าทางใจดีคล้ายนักพรต และบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนาง แต่กลุ่มที่สะดุดตาเขามากที่สุด คือบุรุษหนุ่มสะพายกระบี่ที่ยืนคุยกับสตรีน้อยผู้มีใบหน้าสดใสน่ารักวัยไล่เลี่ยกับเซิ่งมู่ สตรีคนนั้นท่าทางสดใส พูดไปพลางยิ้มไปพลางตลอดเวลาท่าทางยิ้มแย้มของนางทำให้เขานึกถึงหลิวจื่ออี้ อีกทั้งนางยังสวมชุดกะทัดรัดสีเขียวครามแบบที่หลิวจื่ออี้ชอบใส่อีกด้วย
ถัดจากหนุ่มสาวทั้งสอง คือสตรีในอาภรณ์ขาวพิสุทธิ์ที่แผ่กลิ่นอายสูงส่งของผู้าุโออกมาจนคนรอบข้างััได้ ทว่านางกลับมิได้มีร่องรอยแห่งความแก่ชราแม้แต่น้อย ผ้าแพรผืนบางที่ปิดบังใบหน้าของนางไม่อาจซ่อนเร้นความงามระดับล่มบ้านล่มเมืองเอาไว้ได้ ชุดที่นางสวมใส่ยิ่งทำให้นางดูสง่างามและห่างไกลเกินเอื้อม ประหนึ่งเทพธิดาบนยอดเขาหิมะสูง
ในขณะที่กำลังพินิจดูกลุ่มคนทั้งสามนั้นอยู่นาน เซิ่งมู่รู้สึกตัวว่าตนเองจ้องมองนานเกินไปจนเสียมารยาท จึงหันไปทางกลุ่มของสตรีชุดขาว ก่อนจะประกบมือคล้ายบัณฑิตเพื่อขออภัย
สตรีชุดขาวเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบาๆ
…
“ท่านพี่หลิงเอ๋อร์ ท่านเจอคนรู้จักหรือ?” สตรีชุดเขียวถามขึ้น
สตรีที่ถูกเรียกว่าพี่หลิงเอ๋อร์ส่ายหน้า
“เปล่าหรอก ก็ก็แค่คนแปลกหน้าที่พอจะรู้จักมารยาทอยู่บ้าง”
สตรีชุดเขียวที่ได้ยินคำตอบจึงร้อง อ้อ อย่างแปลกใจ ก่อนจะเหลียวมองซ้ายขวา
บุรุษหนุ่มสะพายกระบี่จึงดีดนิ้วเข้าที่หน้าผากนางหนึ่งที
“อย่าเสียมารยาทกับผู้าุโโจวสิ เลิกมองไปมองมาได้แล้ว สำรวมกิริยาหน่อยชิงเหยา”
สตรีน้อยที่มีนามว่าชิงเหยาลูบหน้าผากของตน ก่อนจะเถียงกลับ
“ท่านต่างหากสำรวมกิริยาหน่อย! พี่หลิงเอ๋อร์งดงามขนาดนี้ท่านเอาแต่เรียกผู้าุโๆ หากข้าเป็พี่หลิงเอ๋อร์ ข้าฟันท่านตายในกระบี่เดียวแล้ว”
นางทำนิ้วเป็รูปกระบี่ปาดไปมา
“หากเ้ายังไม่หยุดพูด วันนี้เ้าได้มีโนกลมๆ โผล่มาจากหัวแน่!”
ชายหนุ่มขู่พลางตั้งท่าจะดีดนิ้วอีกรอบ ทำให้ชิงเหยารีบหลบไปหลังสตรีชุดขาวทันที
สตรีน้อยที่เห็นดังนั้นจึงหลบไปอยู่หลังสตรีชุดขาวทันที
“กลับถึงสำนักเมื่อไหร่ ข้าฟ้องพี่ใหญ่แน่!”
สตรีชุดขาวเอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ
“พอเถอะๆ เรามาในนามของสำนัก ควรสำรวมกิริยาถูกต้องแล้ว อีกทั้งพวกเ้าเพิ่งมาหาประสบการณ์นอกเมืองหลวงเป็ครั้งแรก จดจำให้มาก พูดให้น้อย ย่อมเป็ผลดี”
บุรุษและสตรีชุดเขียวรีบกุมมือคารวะ
“ศิษย์ทราบแล้ว”
…
“คนรู้จักเ้าเหรอ?”
หลิวจื่ออี้ถามเมื่อเห็นท่าทีแปลกๆ ของเซิ่งมู่
“เปล่าหรอก... ข้าแค่จ้องพวกเขานานไปหน่อย”
เซิ่งมู่เกาหัว ปั้นสีหน้าไม่ถูก
หลิวจื่ออี้หันสายตาไปมองสตรีชุดขาว แล้วจึงหันกลับมามองหน้าเซิ่งมู่ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“อย่าหวังสูงเลย โคน้อยหวังเล็มยอดเหมยชัดๆ”
“ข้าไม่ได้... ช่างเถอะ” เซิ่งมู่ถอนหายใจ
หลิวจื่ออี้หัวเราะคิก
“ข้าหยอกเ้าเล่นหรอกน่า มาเถอะรีบซื้อของรีบกลับ ข้าได้ยินมาว่าต้าจินออกด่านแล้ว”
ระหว่างที่หลิวจื่ออี้พาเซิ่งมู่เดินล่องลอยไปมา คล้ายตามหาใครบางคน เมื่อทั้งคู่เดินมาใกล้ศาลาขนาดไม่ใหญ่นักริมสระบัว หลิวจื่ออี้ที่เห็นบุรุษร่างท้วมใส่อาภรณ์สีครามเข้มคนนึงยืนคุยกับชายชราอยู่ จึงฉีกยิ้มกว้างก่อนจะดึงแขนเสื้อเซิ่งมู่ลากเขาไปยังศาลากลางสระแห่งนั้น
ชายร่างท้วมชุดครามและชายชราชุดเทา ที่เห็นหลิวจื่ออี้ก้าวเข้ามาจึงฉีกยิ้มกว้างก่อนจะโบกมือให้
“เสี่ยวอี้ เ้าโตขนาดนี้แล้วรึ? เวลาช่างผ่านไปไวนัก”
ชายร่างท้วมทักทายด้วยรอยยิ้ม ชายชราชุดเทาด้านหลังพยักหน้าให้หลิวจื่ออี้และยิ้มอย่างเป็มิตรให้เซิ่งมู่
“ท่านน้าก็ยังดูดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย!” หลิวจื่ออี้กอดอก เชิดหน้า พูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
ชายร่างท้วมที่เห็นดังนั้นจึงหัวเราะชอบใจ ก่อนที่จะหันสายตามาทางเซิ่งมู่ พร้อมผายมือ หลิวจื่ออี้จึงแนะนำว่า
“นี่คือเซิ่งมู่สหายที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟัง วันนี้ข้าพาเขามาด้วย เพราะสมุนไพรที่้าเป็เขาที่ขอร้องมา”
เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงกุมมือคารวะทั้งสอง บุรุษทั้งสองที่เห็นจึงยิ้มให้เล็กน้อยพร้อมพยักหน้าเบาๆ
“ข้าคือน้าของเสี่ยวอี้มีนามว่า ิเจ๋อ ที่แปลว่า ฉลาดรอบคอบ ส่วนผู้าุโท่านนี้คือท่านเฉินเหวินอวี้ องครักษ์และผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ที่สุดของข้า ตบะข้าต่ำต้อยปกป้องตนเองไม่ได้ ผู้าุโเฉินจึงนับว่าเป็ผู้มีพระคุณที่คอยช่วยข้ามาตลอด”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับ เขาคิดในใจว่าหากเป็คนที่หลิวจื่ออี้ไว้ใจ ย่อมไม่ใช่คนเลวร้าย ถึงแม่นางหลิวจะสดใส มองโลกในแง่ดี แต่เนื้อแท้กลับเป็คนหลักแหลมและรอบคอบกว่าที่เห็นมากนัก
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินิเจ๋อพูดจึงกุมปากหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเอาหน้ามาข้างไปหูของเซิ่งมู่
“ความจริงท่านน้ามีชื่อว่าิิ แต่เพราะไม่ชอบชื่อเดิมจึงแอบเปลี่ยนด้วยตัวเอง ท่านแม่เล่าให้ข้าฟังว่าตอนที่ท่านตารู้ ท่านน้าโดนไล่ตีจนก้นลายเลยล่ะ”
ิเจ๋อได้ยินเข้าจึงดีดหน้าผากหลานสาวไปหนึ่งที
“อย่าพูดเื่ไร้สาระ!”
หลิวจื่ออี้ที่เอามือปิดหน้าผากหัวเราะคิกคักไม่หยุด หลังจากหยอกล้อกันพอประมาณ ิเจ๋อก็เชิญทั้งสองนั่งลงเพื่อเริ่มหารือการซื้อขาย
จากข้อมูลที่ได้มา ิเจ๋อเป็คนบอกว่าหญ้าหางจิ้งเหลนตอนนี้เขามีเก็บไว้ สามารถนำมาขายให้เซิ่งมู่ในราคาถูกได้ เพียงแต่ดอกของต้นกวักมรกตไม่ได้เติบโตในฤดูนี้ ทำให้หาได้ยาก อย่างไรก็ตามเขาพอจะรู้จักพ่อค้าคนอื่นๆ อยู่บ้าง ภายในห้าวันคาดว่าจะได้คำตอบ
ในขณะที่ทั้งสี่คนกำลังพูดคุยกันเื่หาซื้อดอกของต้นกวักมรกต เซิ่งมู่ก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยลอยมา พร้อมกับที่ทั้งสามคนลุกขึ้นยืนหันไปทางนอกศาลา เซิ่งมู่จึงลุกขึ้นตาม
เมื่อหันมองไปนอกศาลากลางน้ำ เซิ่งมู่จึงเห็นกลุ่มคนสามคนค่อยๆ เดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
คนแรกคือบุรุษสะพายกระบี่ คนที่สองคือสาวน้อยอายุไล่เลี่ยกับหลิวจื่ออี้และเซิ่งมู่ ท่าทางสดใสสวมชุดเขียว และคนสุดท้ายคือสตรีชุดขาวที่มีผ้าแพรผืนเล็กปิดบังใบหน้า
เมื่อนางเดินเข้ามาในศาลา ก็ค้อมกายคารวะทั้งสี่คนก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ขออภัยที่ขัดจังหวะ ข้าเป็ผู้าุโจากสำนักวสันต์เขียว นามว่า โจวหลิงเอ๋อร์ ข้ากำลังตามหาหมอเทวดาแห่งตระกูลหลิว ไม่ทราบว่าพวกท่านพอจะรู้จักหรือไม่”