6 2-2
ตอนที่11 นี่หรือรัศมีวายร้าย
คล้อยหลังเพียงไม่กี่วินาทีที่เขากวาดสายตาอ่านเนื้อความในจดหมายนั้น เซิ่งเต๋าอันก็พลันฉีกจดหมายแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงของตนอย่างรวดเร็ว
ซูหนี่ได้แต่อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยความสงสัยที่ขีดเขียนอยู่เต็มไปหมด
คว้าไปเฉยๆก็ว่างงแล้ว กลับฉีกทิ้งต่อหน้าต่อตานี่งงกว่า…
อึดใจถัดมา บรรยากาศรอบข้างเสมือนผลัดเปลี่ยนฉับพลัน ประกายแสงเย็นเฉียบเจิดจ้าปรากฏค้างอยู่ในดวงตาของชายหนุ่ม เซิ่งเต๋าอันฉีกยิ้มแสยะมุมปาก ใครได้เห็นภาพฉากนี้คงต้องขวัญผวากันแทบทุกคน!
“สหายซู ไม่ต้องห่วง เื่แบบนี้ผมถนัดที่สุด”
ถ้อยประโยคนี้เสียงไม่เบาหรือดังจนเกินไป แต่ก็ทำเอาซูหนี่ถึงกับหน้าถอดสีตะลึงงันไปชั่วขณะได้!
เขาดูเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ประหนึ่งว่าััได้ถึงพลังขั้วลบสุดรุนแรง มันคือบางสิ่งบางอย่างที่พอจะอนุมานได้ว่าเป็ ‘รัศมีวายร้าย’ ที่แผ่ทะลักล้นออกมาจากร่างกายของเขา
ตระหนักได้เช่นนั้น ซูหนี่ก็ถึงขั้นปลงตก ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
นี่สินะ…พลังแห่งจอมวายร้าย!
หลังคิดพินิจไตร่ตรองไปมา ซูหนี่ก็เห็นด้วยว่า สำหรับหน้าที่นี้คงไม่มีใครเหมาะสมมากไปกว่าเขาอีกแล้ว ท้ายสุดจึงค่อยวางใจฝากฝังเื่นี้ให้กับเซิ่งเต๋าอันไปจัดการต่อ แม้เขาจะไม่ใช่ทหารสังกัดลาดตะเวนที่รับเื่ แต่ด้วยตำแหน่งของเขา หากเคลื่อนไหวเมื่อใดย่อมสามารถจับโจรได้ไม่ยาก
ซูหนี่ชะโงกซ้ายแลขวาอยู่หลายรอบ เมื่อพบว่าไม่เห็นใครเดินผ่านไปมาแถวนี้ เธอจึงค่อยเขย่งเท้าโน้มตัวกระซิบข้างหูเซิ่งเต๋าอันว่า
“สหายเซิ่ง คืออย่างนี้นะ…ฉันบังเอิญพบเห็นน้องสาวบุญธรรมหลงเข้าไปในตลาดมืด ก็เลยรู้สึกเป็ห่วง กลัวว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเธอรึเปล่า ถ้าเป็ไปได้ช่วยไปดู…”
จังหวะนั้นเซิ่งเต๋าอันพ่นลมผ่านรูจมูกแทรกขัดขึ้น พร้อมตัดบทถามอย่างตรงไปตรงมา
“ตรงนี้มีแค่เราสองคน ้าให้ผมทำอะไรก็บอกมาได้เลย”
อีกฝ่ายพูดมาซะขนาดนี้แล้ว ซูหนี่ได้แต่ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้พร้อมตอบไปตามตรง
“อ่อ ก็ไม่มีอะไรมาก น้องสาวบุญธรรมของฉันน่าจะกำลังถูกพวกอันธพาลข่มขืนอยู่ที่ไหนสักแห่งในตลาดมืด วานสหายเซิ่งไปจับให้ที!”
อุณหภูมิรอบข้างลดฮวบลง พร้อมแววเพชรฆาตสุดชั่วร้ายที่ฉายสะท้อนผ่านดวงตาของชายคนนั้น
“คุณกลับไปรอที่บ้านเถอะ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
สิ้นประโยคนั้น เซิ่งเต๋าอันก็รีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
ซูหนี่เฝ้ามองแผ่นหลังแกร่งกำยำของอีกฝ่ายเคลื่อนห่างไปไกล เคียงคู่มากับสายตาหลากอารมณ์ซับซ้อน จะพูดยังไงดีล่ะ? ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ตัวเองว่าแอบคิดอะไรกับผู้ชายคนนี้
แต่ว่า…
ผู้ชายคนนี้คือตัวร้ายนะ
ซูหนี่ไม่กล้ามอบคำตอบที่ชัดเจนให้กับหัวใจตัวเองเลยจริงๆ เพราะกลัวเหลือเกินกว่า เมื่อได้ตัดสินใจไปแล้วครั้งหนึ่ง ทุกอย่างอาจไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้…
เธอซึมเซื่องอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าสะบัดความคิดไร้สาระทิ้งออกไป ไว้มีโอกาสค่อยตอบแทนหมอนี่ภายหลังก็แล้วกัน
ในเมื่อเซิ่งเต๋าอันรับอาสาจัดการเื่นี้ให้แล้ว ซูหนี่ึจึงค่อยวางใจไม่รีบร้อนเหมือนก่อนหน้า
และยิ่งเป็เซิ่งเต๋าอันรับหน้าที่จัดการทุกอย่างให้แบบนี้ นั่นเท่ากับว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ยิ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับตัวของเธอมากเข้าไปใหญ่
เนื่องด้วยเื่ราวครั้งนี้เป็เหตุสุดวิสัย อีกฝ่ายจึงต้องทิ้งกระเป๋าเป้ฝากไว้กับเธอ ซูหนี่จำต้องเดินแบกมันกลับบ้านไป และปิดประตูอยู่แต่ในห้องนอนของตนเอง จากนั้น จึงค่อยนำข้าวของเครื่องใช้รวมถึงอาหารทั้งหมดที่ได้มา เก็บใส่เข้าไปในห้วงมิติพื้นที่โดยอาศัยเพียงแค่หนึ่งความคิดเท่านั้น พริบตาเดียว ทุกอย่างก็ถูกจัดเรียงไว้เสร็จสรรพและเป็ระเบียบเรียบร้อย
เธอยิ้มกว้าง ห้วงมิติที่ได้มาช่างสะดวกซะจริงเชียว
จากนั้นไม่นาน ซูหนี่ก็หยิบเงินจำนวนหนึ่งออกจากปึก และออกนอกบ้านไปอีกครั้ง
ยังมีสัมภาระอีกหลายอย่างที่เธอต้องซื้อตระเตรียมไว้สำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้
เพราะซูหนี่ตัดสินใจได้แล้วว่า ยิ่งเธออยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ เธอก็จะยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
นังจิ้งจอกดอกบัวขาวอย่างกู่หวานหวานที่ว่าน่ากลัวแล้ว ไหนเลยจะเทียบหมาป่าเ้าเล่ห์อย่างกู่กัวเฉิงได้ล่ะ?
ผู้ชายคนนี้อันตรายกว่าที่คิดไว้มาก ไม่ควรประมาทอย่างเด็ดขาด
เพราะเขาเป็เพียงไม่กี่ตัวละครที่สามารถต่อกรกับตัวร้ายในนิยายเื่นี้ได้อย่างสูสี!
เวลาถัดมา ซูหนี่เดินเข้าร้านสหกรณ์ภาครัฐ จับจ่ายซื้อเสื้อผ้าจำนวนสองชุดซึ่งดูคล้ายกับเสื้อลำรองสีเขียวของทหารที่ใช้ในกองทัพ เพราะนี่เป็แฟชั่นที่กำลังนิยมมากในยุคสมัยนี้ และซื้อผ้าคลุมพร้อมกางเกงเนื้อฝ้ายอีกอย่างละสอง
มารยาทการแต่งกายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเยาวชนผู้มีการศึกษาในสมัยนี้ก็คือ การถักเปียให้เป็ระเบียบเรียบร้อย ซึ่งซูหนี่ก็ปฏิบัติตามไม่ออกนอกกรอบเช่นกัน
ปกติแล้ว ซูหนี่เ้าของร่างเดิมเคยได้แต่สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆที่กู่หวานหวานไม่้าแล้ว ซึ่งเสื้อผ้าเ่าั้ล้วนผ่านการซักตากแดดมานับครั้งไม่ถ้วน สีจึงซีดแทบจะกลายเป็สีขาว แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้เธอเองก็ยังสวมใส่เสื้อผ้าเ่าั้อยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกสกุลกู่ล่วงรู้ว่า เธอได้ขายบ้านหลังนั้นทิ้งไปแล้ว
เดินผ่านโซนครีมบำรุงผิวหน้าภายในร้านสหกรณ์ ซูหนี่รีบชะงักฝีเท้าหยุดดูทันที เพียงแรกเห็นสิ่งนี้ก็สามารถดึงดูดเธอได้อย่างมาก เพราะต่อให้หลังจากนี้เธอจะต้องจับพลั่วทำไร่ไถ่นาในชนบทก็ตามที แต่ใช่ว่าเธอจะไม่มีโอกาสได้สวมใส่กระโปรงหรือแต่งตัวสวยๆเลยไม่ใช่เหรอ?
ยังไงซะ เธอก็ยังเป็ผู้หญิงคนหนึ่ง ย่อมต้องรักสวยรักงามเป็ธรรมดา
ในที่สุด หญิงสาวก็ยอมกัดฟันเจียดเงินจำนวนหนึ่งมาซื้อครีมบำรุงผิวหน้า รวมทั้งกี่เพ้าสุดเลิศมาอีกหนึ่งชุด ชนบททางภาคเหนือของจีนอากาศค่อนข้างแห้ง หากไม่หมั่นดูแลผิวพรรณให้ดี มีหวังอยู่ได้เพียงไม่กี่วันเธอคงต้องกลายมาเป็ผู้หญิงผิวเหลืองชนชั้นเกษตรกรรมเต็มตัวแน่
หลังจากจับจ่ายซื้อของเสร็จสรรพแล้ว ซูหนี่ก็ได้เดินออกจากร้านค้าสหกรณ์รัฐพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบใหญ่
เห็นจำนวนเงินที่เหลือในกระเป๋าเพียงแค่ร้อยหยวน เธอก็อดที่จะเศร้าใจไม่ได้
พูดถึงเื่เงินแล้ว เวลาจ่ายออกนั้นโปรยเหมือยโรยเกลือ แต่เวลาหานั้นสุดแสนจะลำบากยากเย็น นี่ล่ะนะปัญหาคู่บุญของคนทุกยุคทุกสมัย
ซูหนี่แตะััไปที่จี้หยกบนคอของตน พร้อมให้กำลังใจกับตัวเองว่า อย่างน้อยเธอก็ยังมีของวิเศษชิ้นนี้ติดตัว หวังว่าเส้นทางชีวิตในวันข้างหน้าคงจะไม่ยากลำบากเกินไปนัก
เธอเชิดหน้าตรงดิ่งกลับบ้านอย่างมั่นใจ ระหว่างทางเป็จังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ซูหนี่จึงแอบหลบเข้าไปในตรอกซอยเล็กๆแห่งหนึ่ง แล้วทำการเก็บกระเป๋าสัมภาระเข้าไปในห้วงมิติพื้นที่ ก่อนจะเดินตัวเบาต่อไปอย่างมีความสุข