บทที่ 46 เธอก็โชคดีเหมือนกัน
หลังจากที่เขาทำแผลเสร็จ เยี่ยเจียก็กลับไปที่ครัวอีกครั้ง คราวนี้เธอมีสมาธิมากขึ้น จึงทำอาหารเสร็จได้อย่างรวดเร็ว ตอนที่ทั้งคู่นั่งกินข้าวด้วยกัน ก็ได้คุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในบริษัท
หลังจากกินข้าวเสร็จ เยี่ยเจียก็นั่งกัดปากกาอยู่ในห้องนั่งเล่น
งานที่สวีเสี้ยนหย่ามอบหมายให้เธอทำนั้นมีมากเกินไป ทุกวันจะมีงานให้เธอต้องหอบกลับมาทำที่บ้านเสมอ แบบนี้มันชักเหนื่อยเกินไปแล้ว
“มาหาผมสิ” ฟู่อวิ่นซางที่ชงกาแฟเสร็จแล้ว เคาะนิ้วเรียวลงบนโต๊ะ
“หืม?”
“เร็วหน่อย อย่ามัวแต่ชักช้า” พูดจบ เขาก็เดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง
ทันทีที่เยี่ยเจียได้สติ เธอก็รีบเก็บเอกสารให้เรียบร้อย แล้วตามเขาเข้าไปในห้องทำงาน
ฟู่อวิ่นซางจัดพื้นที่ให้เยี่ยเจียโดยเฉพาะ ทุกครั้งที่เธอจะขบปากกา เขาก็จะตีมือเธอเบา ๆ
แม้แรงของเขาไม่ได้มาก แต่หลังมือของเธอก็แดงเป็นวงอย่างชัดเจน
เยี่ยเจียไม่ได้รู้สึกเจ็บ แต่เขาจ้องเธออย่างนี้ ต้องรบกวนความคืบหน้าในการทำงานของเขาแน่ ๆ ในแต่ละวันของฟู่อวิ่นซางก็ยุ่งพอแล้ว ยังต้องมาสนใจเรื่องเธอขบปากกาอีก...
เยี่ยเจียจึงต้องตัดใจ เลิกทำท่าทางนี้อย่างเด็ดขาด แต่แน่นอนว่า เธอก็ยังโดนฟู่อวิ่นซางตีมือหลายครั้งอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้ว ก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้ว
“คุณคะ ทำไมตอนวิกฤตการณ์ทางการเงิน บริษัทที่เน้นตลาดต่างประเทศถึงกลับมาพัฒนาในประเทศล่ะคะ หรือว่าในประเทศเราจะไม่ได้รับผลกระทบ” เมื่อเห็นว่าไม่เข้าใจจริง ๆ เธอจึงได้เอ่ยถามเขา
“วิกฤตการณ์ทางการเงินส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงงานใหญ่ ๆ เงินทุนถูกตัดขาด จ้างคนงานเพิ่มไม่ไหว บริษัทคู่ค้ารายใหญ่ยกเลิกออเดอร์ พาร์ตเนอร์ที่ร่วมงานกันมาหลายปีประกาศล้มละลาย ในสถานการณ์แบบนี้ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศ หรือธุรกิจขนาดใหญ่มีช่องทางจัดจำหน่ายและความสามารถในการรับช่วงต่อ…” ฟู่อวิ่นซางอธิบายไปด้วย ทำงานในมือไปด้วย พลางวงกลมบนเอกสารของเธอ
เขาวงประโยคที่ว่า ‘แสวงหาการพัฒนา’
เยี่ยเจียพยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่จริง ๆ แล้ว… เธอไม่เข้าใจ
ฟู่อวิ่นซางเห็นท่าทางแบบนั้นของเธอ ก็รู้ทันทีว่าไม่เข้าใจอะไรเลย จึงต้องเสริมอีกประโยคว่า “บริษัทในประเทศที่พัฒนาในต่างประเทศมีไม่มากอยู่แล้ว ยิ่งประเทศของเรามีคนเยอะ กลับมาย่อมดีกว่าอยู่ข้างนอก”
คราวนี้ เยี่ยเจียเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียที เธอพยักหน้าหงึก ๆ แล้วเริ่มจดอย่างรวดเร็ว
เธอไม่ได้ทำให้เขาเสียน้ำลายไปเปล่า ๆ แต่เอกสารพวกนี้ สวีเสี้ยนหย่าให้เธอทำไปเพื่ออะไร?
ผู้หญิงคนนั้นไม่ทำงานของตัวเอง แถมยังยกงานทั้งหมดให้ลูกน้องทำ ฟู่อวิ่นซางตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะต้องคุยกับสวีเสี้ยนหย่าให้ชัดเจน ช่วงนี้เธอไม่ได้ใส่ใจงานของตัวเองเลย และยังทำพลาดบ่อย
กว่าเยี่ยเจียจะจัดการเสร็จก็ดึกมากแล้ว เธอหาวหวอดโดยที่มีรอยคล้ำใต้ตากลับมานอนบนเตียง แม้จะอ่อนเพลียมากแต่ก็นอนไม่หลับ เพราะเอาแต่นึกถึงเรื่องที่แม่พูดกับเธอเมื่อกลางวันนี้
ช่วยพูดให้ตงซินหลิง...
หากให้ว่ากันตามตรง เธอไม่ค่อยอยากทำเท่าไรนัก แต่ก็ไม่มีทางเลือก
รอพรุ่งนี้ค่อยไปบอกฟู่อวิ่นซางก็แล้วกัน วันนี้เหนื่อยเกินไปแล้ว
วันต่อมา เยี่ยเจียเข้าใจผิดว่าฟู่อวิ่นซางจะพาไปเที่ยวในวันอาทิตย์ เธอไม่คิดเลยว่า ‘วันหยุดสุดสัปดาห์’ ที่สามีเธอพูดถึงนั้นจะเป็นวันนี้ ซึ่งก็คือวันเสาร์ ชายหนุ่มมาปลุกเธอตั้งแต่เช้าโดยไม่พูดพร่ำอะไรให้มากความ
เยี่ยเจียนั่งรถถือตั๋วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กที่ถูกฟู่อวิ่นซางซึ่งเป็นผู้ใหญ่พาไปเที่ยวชานเมือง
วันหยุดสุดสัปดาห์ในสวนสนุกมีคนเยอะมาก
โดยเฉพาะเด็ก ๆ ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่
เยี่ยเจียมองเด็ก ๆ พวกนี้ก็รู้สึกชอบใจเอามาก ๆ ทุกครั้งที่มีเด็กวิ่งมาหาเธอ เรียกเธอว่าพี่สาวเสียงหวาน เธอมักจะย่อตัวลงทักทายพวกเขา แล้วพาพวกเขากลับไปหาพ่อแม่
“คุณชอบเด็กมากเลยสินะ” ฟู่อวิ่นซางยื่นน้ำแร่ในมือให้เธอ
“วิ่งไปวิ่งมาตลอดแบบนี้ ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเลยเหรอ”
“แน่นอนสิคะ ฉันรอคอยวันที่เราจะมีลูกด้วยกันมาตลอดเลยนะ” เธอพูดพร้อมกับมองเขาอย่างคาดหวัง
“ร่างกายของคุณไม่เหมาะกับการตั้งครรภ์หรอกนะ ไปดูที่อื่นกันเถอะ”
เขาเบี่ยงประเด็นอีกแล้ว
หมอหานเคยบอกว่า ตอนนี้ร่างกายของเธอพร้อมตั้งครรภ์แล้ว แค่ดูแลตัวเองให้ดีก็ไม่มีปัญหาแน่ ๆ หรือความจริงแล้ว เขาไม่อยากมีลูกกับเธอกันล่ะ
เยี่ยเจียรู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาทันที มือก็ถูกเขาจูงไว้ เดินไปเดินมาท่ามกลางฝูงชน ความรู้สึกที่ควรจะมีความสุขกลับกลายเป็นไม่สบายใจขึ้นมา ทำให้เธอไม่สามารถสนุกกับช่วงเวลานี้ได้เลย
“คุณลุงครับ ซื้อดอกไม้ให้พี่สาวคนนี้หน่อยสิครับ จะซื้อเท่าไหร่ก็ได้ นี่เป็นกิจกรรมการกุศล สุดท้ายพวกเราจะบริจาคให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล” เด็กขายดอกไม้ถือตะกร้าเล็ก ๆ วิ่งมาหาทั้งสองคน เสนอขายด้วยเสียงอ้อแอ้ “นี่เป็นดอกไม้ที่โรงเรียนอนุบาลของพวกเราทำเอง สวยมากและหอมมากด้วยครับ!”
ลุง? พี่สาว?
ฟู่อวิ่นซางจูงเยี่ยเจียเดินต่อไป นี่มันคำเรียกอะไรกัน?
แต่เยี่ยเจียกลับรู้สึกว่าดอกไม้ที่เด็ก ๆ พับนั้นสวยมาก เธอดึงแขนเสื้อของฟู่อวิ่นซางไว้ พร้อมกับเอ่ยอย่างออดอ้อนว่า “ฉันอยากได้ดอกไม้พวกนี้จังเลยค่ะ”
“เด็กนั่นเรียกคุณว่าพี่สาว แต่เรียกผมว่าลุง ยังคิดจะซื้อดอกไม้พวกนี้อีกหรือไง”
“จะเรียกยังไงก็ช่างเถอะค่ะ ดอกไม้พวกนี้สวยจริง ๆ นะ แถมยังไม่เหี่ยวด้วย” เธอพูดพลางย่อตัวลงไปคุยกับเด็ก ๆ แล้วเผยรอยยิ้มสดใส
แม้เธอจะเป็นหญิงสาวอายุยี่สิบห้าย่างยี่สิบหกปีแล้ว แต่บางครั้งก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่บ้าง
ฟู่อวิ่นซางหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาส่งธนบัตรให้เด็กขายดอกไม้ไปสองสามใบ เด็กขายดอกไม้รีบเลือกดอกที่สวยที่สุดสองดอกยื่นให้ทั้งสองคน
เขาไม่รู้เลยว่าธนบัตรพวกนี้มีมูลค่าเท่าไร แต่ครูบอกว่าถ้าอีกฝ่ายให้เงินมา ก็ต้องยื่นดอกไม้ให้ กระบวนการนี้เรียกว่าการซื้อขาย เด็ก ๆ ทุกคนที่ทำการซื้อขายสำเร็จหนึ่งครั้ง จะได้รับดอกไม้สีแดงเล็ก ๆ หนึ่งดอก
เยี่ยเจียลูบหัวเด็ก ๆ อย่างอ่อนโยน “พวกเราต้องไปแล้วนะ อย่าลืมกลับไปหาครูด้วยล่ะ อย่าเดินหลงทางเชียว เข้าใจไหมจ๊ะ”
“ได้ครับ! บ๊ายบายพี่สาว!”
เยี่ยเจียเก็บดอกไม้ของเธอและของฟู่อวิ่นซางใส่ไว้ในกระเป๋าอย่างระมัดระวัง โดยวางไว้ในมุมที่ปลอดภัยและไม่ถูกกดทับ ท่าทางจริงจังของเธอสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา
ในส่วนลึกของหัวใจประธานหนุ่มมีทะเลสาบผืนใหม่เกิดขึ้น ภาพเธอยิ้มอย่างจริงใจเหมือนก้อนหินที่สร้างระลอกคลื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฟู่อวิ่นซางมองตรงไปข้างหน้า แต่มือของเขาห้อยลงมาและกุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้แน่น
“น่าเสียดายจังเลยที่ฉันไม่สามารถขึ้นรถไฟเหาะได้” เธอจับมือเขากลับและมองไปที่ฝูงชนที่กำลังกรีดร้องอยู่ไกล ๆ ด้วยความอิจฉา
“ห้ามไปนะ”
“ฉันรู้อยู่แล้วล่ะค่ะ จะไม่เอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงหรอก แค่รู้สึกว่าพวกเขาโชคดีมากก็เท่านั้น” เยี่ยเจียพูดแล้วหัวเราะเบา ๆ “แต่ฉันก็โชคดีมากเหมือนกัน”
มือเล็ก ๆ ของเธอจงใจบีบมือเขาเบา ๆ
ฟู่อวิ่นซางหันหน้าไปด้านข้าง ในที่สุดก็ก้มลงจูบริมฝีปากของเธอ...
หญิงสาวตกใจจนแน่นิ่งไป จนกระทั่งฟู่อวิ่นซางลุกขึ้น เธอจึงรู้ตัวทีหลังว่าเขาเพิ่งจูบเธอ
เพียงแต่ใบหน้าของเขายังคงเย็นชาไร้อารมณ์เหมือนทุกครั้ง ทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าคู่ตนเองไม่เคยสนิทสนมกันเลย
เมื่อเดินผ่านรถไฟเหาะ เสียงกรีดร้องของผู้คนทำให้เยี่ยเจีย ตกใจจนเร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้น
เธอคิดว่า โชคดีที่เธอไม่สามารถนั่งรถไฟเหาะได้ ไม่อย่างนั้นถ้าได้ขึ้นไปจริง ๆ ตอนลงมา ต่อให้ไม่เป็นโรคหัวใจ ก็คงหัวใจวายแน่ ๆ
ระหว่างเที่ยวเล่น ฟู่อวิ่นซางก็ไปรับโทรศัพท์ด้านข้าง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของบริษัท
เยี่ยเจียรออยู่คนเดียวข้างน้ำพุ ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกเหมือนมีคนมาดันแผ่นหลังของเธอ หญิงสาวเสียหลักในทันที คล้ายว่าเธอกำลังจะตกลงไป
เยี่ยเจียรีบคว้าราวกั้นไว้แน่น ก่อนจะหันกลับไปด้วยความสงสัย