เฉินเกอยิ้มกว้าง เอ่ยอย่างให้ความร่วมมือ “ได้เลยข้าจะรอ”
หนิงมู่ฉือโรยผงเครื่องปรุงที่อยู่ในถุงเครื่องปรุงลงไปบนเนื้อกระต่ายก่อนจะนำไปย่างไฟ ระหว่างที่ย่างนางเอ่ยออกมาว่า “การจะย่างเนื้อนั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก สำคัญที่สุดคือไฟต้องพอเหมาะ เครื่องปรุงก็สำคัญเช่นกันท่านดูถุงใส่เครื่องปรุงของข้า ในนี้ประกอบด้วย ผงพริกไทย ผงฮวาเจียว ผงพริกผงฝิ่นและใบกระวาน ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยชูรสชาติได้เป็นอย่างดี”
เพียงแค่ได้กลิ่น เฉินเกอก็น้ำลายไหลออกมาแล้ว เขาเอ่ยถามอย่างสงสัย “เหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องการทำอาหารดีนัก”
หนิงมู่ฉือเกาศีรษะอย่างเขินอาย “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันอยู่ดีๆ ก็รู้เอง” นางมองเนื้อกระต่ายอย่างคนมีชนักติดหลังขณะที่ในใจคิดว่า เป็นเพราะสวรรค์เอาใจใส่นางอย่างไรเล่า
กลิ่นของกระต่ายย่างค่อยๆ โชยขึ้นมาน้ำมันจากเนื้อกระต่ายหยดลงบนไฟไม่หยุดนางลอบกลืนน้ำลายขณะมองเนื้อกระต่ายไม่วางตาทันใดนั้นเองท้องพลันส่งเสียงร้องออกมา นางมองเนื้อกระต่ายในมือเฉินเกอที่ย่างสุกแล้วก่อนจะหันมามองของตัวเอง
เฉินเกอดึงเนื้อออกจากกิ่งไม้ยื่นให้นาง “ฉือเอ๋อร์คงจะหิวแล้วรีบกินเถิด“
นางยิ้มขอบคุณ ในใจรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก นางเอ่ยขอบคุณเขาก่อนจะรับเนื้อกระต่ายย่างมา
เฉินเกอฝีมือฉกาจดีแท้ กระต่ายที่จับมาได้เนื้อเยอะจนแทบไม่มีกระดูกนางนำเข้าปากก่อนจะเคี้ยว เนื้อนุ่มหวาน เครื่องปรุงรสหอมอวลอยู่ในปากรสชาติช่างยอดเยี่ยม
นางมองเฉินเกอด้วยความดีใจ ”เนื้อกระต่ายนี้อร่อยเหลือเกิน”เมื่อเห็นว่าของตัวเองย่างสุกแล้ว นางยื่นส่งให้เฉินเกอ “ท่านลองชิมของข้าดูบ้าง”
เฉินเกอมองเนื้อกระต่ายย่างของหนิงมู่ฉือ เพียงแค่มองน้ำลายก็สอเขาดึงออกจากกิ่งไม้มาชิ้นหนึ่งแล้วนำเข้าปาก หลับตาดื่มด่ำกับรสชาติของมัน
เขายิ้มพร้อมกับพยักหน้าไปด้วย “อร่อยอร่อยเหลือเกิน เนื้อกระต่ายที่ฉือเอ๋อร์ย่างอร่อยกว่าของข้าเป็นร้อยเท่า”
หนิงมู่ฉือมีสีหน้าภาคภูมิใจยิ้มขณะมองเนื้อกระต่ายของตัวเองที่ถูกเฉินเกอทานจนเหลือแค่ไม่กี่ชิ้น “แน่นอน ข้าคือเทพแม่ครัวที่ฮ่องเต้พระราชทานฉายาให้ด้วยองค์เองเชียวนะ”
“ท่ามกลางป่าเขาเช่นนี้ ฉือเอ๋อร์ยังอุตส่าห์ตั้งใจทำ นับว่าหาได้น้อยมาก“
“ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด จะทำการใดก็ต้องตั้งใจให้สุดฝีมือ“ หนิงมู่ฉือเอ่ยพร้อมกับยิ้ม
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือนิ่ง แม้นางจะใส่เสื้อผ้าธรรมดา ทว่าบุคลิกท่าทางกลับดูสูงส่งทำให้เขาต้องมองนางในแง่ใหม่
“ข้าอิ่มแล้ว” เขายิ้มพลางนั่งพิงก้อนหินเพื่อพักผ่อน
หนิงมู่ฉือมองเฉินเกอตาโตด้วยความงุนงงเมื่อครู่อีกฝ่ายยังทานไม่หยุดอยู่เลย ตอนนี้กลับบอกว่าอิ่มแล้ว “จอมยุทธ์น้อยเฉินอิ่มแล้วหรือ เช่นนั้นข้า…ไม่เกรงใจแล้วนะ”
นางกินเนื้อกระต่ายย่างอย่างเอร็ดอร่อยจนมุมปากเลอะไปหมดแม้เฉินเกอจะเห็นเช่นนั้นกลับไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่ก่อนหน้านี้คิดว่านางมีบุคลิกสูงส่งเลยแม้แต่น้อยกลับกัน เขาคิดว่าท่าทางของนางเช่นนี้ช่างดูไร้เดียงสา ยิ่งมองก็ยิ่งงาม
นางที่เพิ่งรู้ตัวว่าเสียกิริยา มองเฉินเกออย่างเขินอายก้มหน้าเอ่ยเสียงเบาออกมาว่า “ข้าแค่หิวมากไปหน่อย”
เฉินเกอยิ้ม ช่วยจับผมของนางให้ไปทัดหูหนิงมู่ฉือมองการกระทำนี้อย่างตกตะลึง ใจเต้นแรง หน้าขึ้นสีแดงก่ำ
เฉินเกอที่เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป มือชะงักนิ่งอยู่กับที่ก่อนจะเอ่ยขอโทษ “ข้าแค่เห็นเจ้ามัวแต่กิน ก็เลย…”
หนิงมู่ฉือยื่นมือไปตบไหล่เฉินเกอ “ไม่เป็นไร!”
หลังจากทานเสร็จนางดับไฟ ลุกขึ้นจูงม้าพร้อมกับเอ่ยว่า “จอมยุทธ์น้อยเฉิน พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”
เฉินเกอลุกขึ้นยืน มองแสงอาทิตย์ที่อาบไล่บนตัวหนิงมู่ฉือจนตัวนางกลายเป็นสีทอง ทำให้ในใจเขารู้สึกอบอุ่นเขารู้สึกราวกับว่าหัวใจที่ถูกฝุ่นเกาะมาหลายปีถูกนางปัดถูจนสะอาดเอี่ยม
เขาเดินไปหาม้าของนาง ยื่นมือไปช่วยนางจูงม้า แต่เจ้าม้ากลับสะบัดหน้าหนีไม่ยอมให้เขาจูงราวกับกำลังเคืองเขาอยู่
หนิงมู่ฉือยิ้มขณะลูบหัวเป่าจูพร้อมกับเอ่ยว่า “จอมยุทธ์น้อยเฉินเดี๋ยวข้าจูงมันเอง เหมือนมันจะไม่ชอบท่านเท่าไหร่”
เฉินเกอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยสายบังเหียนม้าลงเขามองประกายตาเหนื่อยล้าในดวงตาของหนิงมู่ฉือ รู้สึกเป็นห่วงยิ่งนัก “ฉือเอ๋อร์ไม่ได้นอนมาทั้งคืน คงจะเหนื่อยมากแล้วข้างหน้ามีที่ที่สามารถนอนพักได้ พวกเราไปพักที่นั่นกันเถิด”
หนิงมู่ฉือสะดุ้ง นางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนรีบเอ่ยออกมาทันทีว่า “ข้าไม่เป็นไร! ข้าไม่ง่วง!”
เฉินเกอยิ้มบางๆ เดินนำไปข้างหน้า “ฉือเอ๋อร์ไม่ต้องเป็นห่วงข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก”
หนิงมู่ฉือกลอกตา พวกคนเลวก็มักจะบอกว่าตัวเองเป็นคนดีทั้งนั้นแม้เขาดูไม่ใช่คนที่จะฉวยโอกาสกับนาง ทว่าก็ยังไม่วางใจอยู่ดี
นางยิ้มก่อนจะเดินตามไป
หลังจากจ้าวซีเหอเข้าวังตอนกลางคืนก็พักอยู่ในวังคืนหนึ่งเช้าวันต่อมาถึงค่อยเข้าเฝ้าฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน เห็นฮ่องเต้อ่านฎีกาสีหน้าเคร่งเครียดเขาคุกเข่าทำความเคารพ “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินส่งยิ้มให้ “มีเรื่องใดหรือเหตุใดถึงมาหาเราแต่เช้า หรือข้างนอกมันน่าเบื่อเกินไป อยากจะอยู่เป็นเพื่อนเราเจ้าว่ามาเถอะว่ามีธุระใด”
เขามีสีหน้าเคร่งเครียดขณะทูลถาม “ฝ่าบาทกระหม่อมอยากทราบว่าก่อนเกิดเรื่องกับแม่ทัพหนิง อัครมหาเสนาบดีทูลเรื่องใดกับพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่จ้าวซีเหอเอ่ยจบมือที่จับพู่กันของฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินชะงักนิ่งไป ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินวางพู่กันลงมองจ้าวซีเหอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เราเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเราไม่อนุญาตให้เอ่ยถึงเรื่องแม่ทัพหนิงอีก!”
เขามีสีหน้าลำบากใจขณะฟังฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเอ่ยต่อ “เจ้าทำหน้าที่ซื่อจื่อของเจ้าต่อไปเถิด เรื่องบางเรื่องอย่าได้ยื่นมือเข้ามายุ่งอีกอย่างหากไม่มีเรื่องใดแล้ว เจ้าออกไปเถอะ”
หลังจากออกมาจากตำหนักเจินหลงในสมองจ้าวซีเหอขบคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา เขารู้สึกไม่ยินยอมยิ่งนักจึงแอบลอบเข้าไปในตำหนักของพระสนมซูเฟย
หมู่นี้พระสนมซูเฟยดูทำตัวสงบเสงี่ยมยิ่งนักเขามองนางด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ นางที่ปกติมักจะประทินโฉมสวยสดงดงามทว่าตอนนี้แม้แต่หน้าก็ไม่แต่ง ริมฝีปากซีดขาว ท่าทางดูเหม่อลอยไร้ชีวิตชีวา
เขาอาศัยตอนที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกต ลอบเข้าไปในห้องของนาง ค้นหาอยู่นานแต่ก็ไม่เจอเบาะแสใดๆเลย แต่เมื่อเขาเปิดกล่องเครื่องประดับของนางออกดู เขาถึงกับตกตะลึง
ในกล่องเครื่องประดับมีหยกชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อนำมาต่อกันก็พบว่ามันคือหยกชิ้นเดียวกันคือป้ายคำสั่งทหารของราชวงศ์ก่อน!