ัันุ่มนวลผละออกไป
ข้างหูนางมีเสียงลมวูบผ่านบางเบา ตามมาด้วยเสียงะโและเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับประสบกับความเ็ปเหลือคณาดังเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาท
“ใครอยู่ข้างนอก! รีบไสหัวเข้ามาช่วย-อ๊ากกกกก”
พริบตาต่อมาสรรพสำเนียงก็นิ่งสงัด กลิ่นคาวโลหิตเข้มข้นลอยคละคลุ้ง ฉิงเฟิ่งเม้มปากสั่นระริก สะกดกลั้นความรู้สึกอยากอาเจียนลงไป เสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นแ่เบา ขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใกล้จนได้กลิ่นดอกเหมยแทรกกลิ่นคาวโลหิตขึ้นมาบางเบา
“มาเถอะ ข้าจะพาเ้าออกไปจากที่นี่”
เสียงบางสิ่งแหวกอากาศสองครา ข้อเท้าของฉิงเฟิ่งหลุดออกจากพันธนาการ ร่างของนางถูกใครบางคนอุ้มขึ้นอย่างนุ่มนวล กลิ่นดอกเหมยเข้มขึ้น มันทำให้จิตใจสงบลงอย่างน่าประหลาด
“หากอยากฝันร้ายก็ลืมตาเสีย”
เปลือกตาที่กำลังขยับไหวหยุดนิ่ง บางอย่างในน้ำเสียงเฉื่อยชาเจือเกียจคร้านทำให้เปลือกตาสีซีดปิดสนิทดังเดิม แม้จะหลงเหลือความหวาดระแวงเต็มสิบส่วน ทว่าอย่างไรก็เป็เพียงเด็กเท่านั้น เมื่อร่างกายเหนื่อยล้าหนักเข้าก็ไม่อาจทานทน ลมหายใจหนักหน่วงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็จังหวะสม่ำเสมอ หลับไหลไปทั้งอย่างนั้น
แม้ตอนที่อยู่ในห้วงนิทรา ร่างของดรุณีน้อยก็ยังคงสั่นเทิ้ม ผมสีดำดุจหมึกร่วงหล่นลงมาปรกใบหน้าไปกว่าครึ่ง อาภรณ์ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องใช้เงินไม่น้อยเพื่อให้ได้มีร่องรอยขาดวิ่น ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าถูกย้อมด้วยโลหิตสีแดงฉาน ข้อเท้าข้างหนึ่งแดงช้ำ ศีรษะจรดปลายเท้าท่วมท้นด้วยความหวาดกลัว สิ้นหวัง และความเ็ปล้ำลึก ดูเปราะบางราวกับว่าหากเอื้อมมือไปแตะเพียงนิดก็จะแตกสลาย
ในห้วงนิทราอันหนาวเหน็บ ฉิงเฟิ่งคล้ายััได้ถึงความอบอุ่นสายหนึ่งแทรกเข้ามา ร่างกายบอบช้ำพลันรู้สึกเบาสบาย ความเ็ปจางลง รู้สึกดีเสียจนไม่อยากให้ความอบอุ่นนั้นหายไป...
เมื่อฉิงเฟิ่งฟื้นคืนสติอีกครา นางก็พบว่าตนเองอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เสี่ยวเอ้อร์ที่นำอาหารมาให้บอกว่ามีคุณชายน้อยผู้หนึ่งพานางมา ก่อนจากไปได้จ่ายเงินล่วงหน้าไว้หนึ่งเดือน นอกจากกำชับให้ช่วยดูแลนางแล้วก็ไม่ได้ฝากคำพูดใดไว้อีก
ผู้มีพระคุณของนางจากไปโดยที่นางไม่ได้เอ่ยขอบคุณแม้เพียงครึ่งคำ นอกจากถุงใส่เงินปักลายดอกเหมยที่มีเงินทิ้งไว้ให้นางถึงร้อยตำลึงทองแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่นางจะใช้ตามหาคนที่ช่วยนางจากเงื้อมมือเดรัจฉานผู้นั้นได้อีกเลย
กระทั่ง…
“ได้ยินว่าคืนก่อนบุตรชายคนโตของแม่ทัพเฉินจับโจรสารเลวข่มขืนเด็กได้แล้ว”
“บุตรชายคนโตแม่ทัพเฉิน..เฉินซือหยาง เด็กอัจฉริยะผู้นั้นน่ะหรือ”
“จะเป็ใครไปได้อีกเล่า ลือกันว่าสภาพศพเดรัจฉานผู้นั้นเละเทะจนดูแทบไม่ได้เลยล่ะ…”
เสียงกระซิบเ่าั้ลอยมากระทบหูฉิงเฟิ่งในเช้าวันหนึ่ง ที่แท้ผู้ที่ช่วยชีวิตนางไว้ก็คือบุตรชายของแม่ทัพเฉิน
เฉินซือหยาง
บุญคุณแม้เพียงน้ำหยดก็ควรตอบแทนให้ได้ดั่งสายธาร บุญคุณช่วยชีวิตในครานี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตอบแทนให้จงได้ หนึ่งปณิธานแรงกล้าพลันเกิดขึ้นในใจดวงน้อย ในชีวิตเคว้งคว้างไร้จุดหมายหาได้ไร้ปลายทางให้เดินไปเฉกเช่นเดิม
หลังจากรักษาตัวจนหายดี ฉิงเฟิ่งก็เดินทางไปที่จวนแม่ทัพเฉิน ทว่ากลับช้าไปหนึ่งก้าว เฉินซือหยางขึ้นเขาเซินซือ เข้าสำนักอิงเยี่ยนไปเสียแล้ว ในยามนั้นนางหาได้รู้ว่าสำนักอิงเยี่ยนคือสถานที่แบบใด ในใจคิดเพียงแต่จะตามไปตอบแทนคุณเท่านั้น
“เด็กน้อยเช่นเ้า อาศัยอะไรคิดว่าตนเองจะเข้าสำนักได้กัน”
“เ้าคิดว่าสำนักอิงเยี่ยนอยากเข้าก็เข้าได้ตามใจงั้นหรือ น่าขันนัก”
“นี่เด็กน้อย หากเ้าอยากเข้าสำนักเรา อีกสิบปีค่อยมาใหม่ก็นับว่าไม่สายเกินไป ยามนั้นไม่แน่ว่าเ้าอาจจะมีพลังยุทธ์แกร่งกล้าแล้วก็เป็ได้”
คนผู้นั้นกล่าวจบก็หันไปหัวเราะกับสหายของตน อีกทั้งั้แ่ต้นจนจบยังกล่าววาจาเสียงดังจนคนในโรงเตี๊ยมได้ยินไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว ยามนี้รอบข้างจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและแววตาขบขันส่งมา
ฉิงเฟิ่งที่ตัวเล็กอยู่แล้วพลันรู้สึกราวกับตนตัวเล็กลงไปอีก นางได้ยินคนในโรงเตี๊ยมพูดว่าบุรุษในอาภรณ์ฟ้าสองคนที่เพิ่งเข้ามาเป็ศิษย์ในสำนักอิงเยี่ยน นางกลัดกลุ้มมาหลายวันได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ รีบเขียนเจตจำนงค์ของตนลงบนกระดาษแล้วนำไปยื่นให้ ไม่คิดว่าจะได้รับเสียงหัวเราะเหยียดหยันคืนกลับมา เวลานี้จึงรู้สึกอับอายนัก
“นี่ นางคงได้ยินเื่ศิษย์น้องเฉินมา แล้วหลงคิดว่าตนเองก็ทำได้เช่นกันกระมัง”
“เพ้ย เทียบกันได้ด้วยหรือ ศิษย์น้องเฉินนับเป็อัจฉริยะในรอบร้อยปี อายุเพียงสิบปีก็เป็ผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์แล้ว ส่วนนาง…หึ ดูอย่างไรก็เป็พวกไร้พลัง”
“ได้ยินเสี่ยวเอ้อร์พูดกันว่านางอยู่ที่นี่คนเดียวด้วยล่ะ”
“เอ๋ แล้วบิดามารดาอยู่ที่ใดเล่า”
“ใครจะรู้…”
เสียงกระซิบกระซาบที่หลั่งไหลผ่านหูประโยคแล้วประโยคเล่าทำให้สีหน้าของดรุณีน้อยที่ตกเป็เป้าสายตาย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ฉิงเฟิ่งก้มหน้า กะพริบดวงตาร้อนผ่าวไล่หยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะร่วงหล่นอยู่รอมร่อ เป็เสี่ยวเอ้อร์ที่คอยดูแลนางตลอดหลายวันเข้ามาดึงนางออกไป นางถูกพากลับขึ้นไปบนห้อง เสี่ยวเอ้อร์มองนางอย่างเห็นใจหนึ่งคราก็รีบร้อนกลับลงไปด้านล่างโดยไม่กล่าวคำใด
ฉิงเฟิ่งยืนมองบานประตูที่ปิดสนิทอยู่เนิ่นนาน ผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวันจึงขยับเขยื้อน ร่างเล็กก้าวทีละก้าวอย่างเชื่องช้าไปนั่งลงตรงซอกเล็ก ๆ ข้างเตียง ขดตัวโอบรอบขาที่ตั้งชัน ดวงตากลมโตไร้ประกายเหม่อมองไปในความว่างเปล่า ความเงียบงันอันหนักอึ้งโรยตัวลงมา
"ฮึก.."
ฉับพลันหยาดน้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ก็ทะลักทลายราวทำนบแตก ไหล่งองุ้มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“ท่าน…พ่อ…”
เสียงขาดห้วงแหบแห้งดังขึ้นแ่เบา ฉิงเฟิ่งกำแหวนที่ห้อยคอไว้แน่น ความเ็ปเอ่อท้นในอก ความอ้างว้างโอบล้อมรอบกายจนกระทั่งหายใจก็ยังรู้สึกว่าทำได้ลำบากเหลือเกิน
เฟิ่งเอ๋อร์…หนีไปซะ พ่อขอโทษที่ไม่อาจปกป้องเ้า
“ท่านพ่อ..ฮึก..” ไม่มี โลกใบนี้ไม่มีท่านพ่อคอยปกป้องนางอีกแล้ว นางไม่เหลือผู้ใดอีกแล้ว
เสียงร่ำไห้ดังก้องสะท้อนเนิ่นนาน ยามจันทร์กระจ่างลอยเด่นบนผืนนภาจึงได้เงียบหายไปพร้อมกับดรุณีน้อยที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
สิบปีผ่านพ้น
เขาเซินซือเวลานี้คึกคักคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย บ้างนิ่งสงบ บ้างตื่นเต้น บ้างเย่อหยิ่งมั่นใจ ความรู้สึกหลากหลายทว่าเป้าหมายหนึ่งเดียว หลายชีวิตที่นี่ล้วนมาเพื่อแย่งชิงตำแหน่งศิษย์สำนักอิงเยี่ยน แต่ละคนต่างลอบมองกันและกันเพื่อประเมิน
ตรงมุมลับตา ร่างหนึ่งยืนพิงเสาด้วยท่าทีเฉื่อยชา เปลือกตาสีมุกปิดสนิท ลมเย็นเยียบกลางเหมันตฤดูพัดพาอาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวบางเบา ทั้งที่บนกายไร้เสื้อคลุมคลายความหนาวเหน็บดังเช่นผู้อื่น แต่สตรีผู้นี้กลับดูราวกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นในวสันตฤดูอย่างไรอย่างนั้น
“อ้า บนนี้หนาวยิ่งนัก”
เสียงที่สั่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันดังขึ้น เปลือกตาที่ปิดสนิทลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ั์ตาดอกท้อทอประกายง่วงงุนมองคนที่ยืนกอดอกตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า ขบฟันอยู่ครู่หนึ่งก็ขยับปาก
“เ้า…ข้าให้”
มือดุจหยกยื่นเสื้อคลุมขนสัตว์สีฟ้าที่หยิบออกมาจากย่ามใบเล็กให้สตรีที่หันมาตามเสียงเพรียก ดวงตากระจ่างใสมองเสื้อคลุมในมือขาวด้วยท่าทีงุนงง
“ให้ข้าหรือ”
ใบหน้าที่ซ่อนไว้ภายใต้ผ้าโปร่งผืนบาง เหลือไว้เพียงดวงตางดงามขยับขึ้นลงหนึ่งครา
“แล้วเ้าไม่หนาวหรือ”
คราวนี้ใบหน้าใต้ผ้าโปร่งส่ายไปมา
ดวงหน้าพริ้มเพราของคนที่หนาวจนสั่นเทิ้มไปทั้งร่างฉายแววลังเล ก่อนจะแย้มยิ้มจนดวงตาโค้งขึ้นดุจพระจันทร์เสี้ยว
“ขอบใจเ้ามาก ข้ากู้เจียหลิว เ้าเล่า”
สตรีในอาภรณ์ขาวนิ่งงันไปอึดใจก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา
“ฉิงเฟิ่ง”
______________
เอ้ออออ น้องจะเข้าสำนักแล้ว เกียมปวดหัวรัว ๆ 555555 แอบกระซิบว่าตอนนี้มีปมทิ้งไว้อยู่สองเื่ ใครทายถูกบ้างงงงง ปมนึงเดาไม่ยาก แต่อีกปมมีใครอยากลองเดาดูมั้ยยยยย