บทที่ 21
มหาเศรษฐีที่ไม่เปิดเผยตัวตน
นักศึกษากว่า 30 คนนั้นทยอยเดินขึ้นไปรับเกียรติบัตรบนเวทีและลงมาซึ่งต่างคนต่างก็เหลือบมองกันด้วยสายตาอิจฉาไปเรื่อย
“โอเค ต่อไปพวกเราจะเริ่มรายการมอบเกียรติบัตรให้แก่นักศึกษาที่บริจาคมากกว่า 10,000 หยวนต่อเลย!”
ทันทีที่เสียงประกาศของอาจารย์คนเดิมสิ้นสุดลง เสียงปรบมือก็ดังขึ้นเพราะความตื่นเต้น และดูเหมือนครั้งนี้มันจะดูร้อนแรงกว่าครั้งไหนๆด้วย
ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้ตั้งหน้าตั้งตารอดูว่าใครคือผู้บริจาคเงินมากกว่า 10,000 หยวนมาั้แ่แรกแล้ว
“และเพราะทั้ง 3 คนนี้ได้บริจาคให้ทางกองทุนเป็จำนวนมาก ดังนั้นทางเราจะประกาศเรียกขึ้นมาทีละคนคนเลย!”
ท่าทีของอาจารย์คนนี้ดูจะมีความสุขมากๆที่ได้เห็นทุกๆคนต่างเฝ้ารอ่นี้กัน นั่นก็เพราะว่าเขานั้นต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับนักศึกษาที่ยากจนเหล่านี้ในปีนี้ แถมยังเป็คนเสนอไอเดียที่จะมอบรางวัลพวกนี้อีกด้วย
ในตอนนี้นั้นเขามองว่าตัวเองนั้นฉลาดสุดๆ เมื่อเทียบกับงานครั้งก่อนๆทั้ง 10 ครั้งที่มีเพียงการกล่าวขอบคุณปากเปล่า ชัดเจนเลยว่าการที่เขายอมเสียเงินหลักร้อยหยวนเพื่อสั่งทำเกียรติบัตรขึ้นมานั้นช่วยกระตุ้นให้การบริจาคนี้น่าสนใจขึ้นเยอะเลย
คุณเองก็น่าจะรู้ว่างานระดมทุนอะไรแบบนี้นั้นเหล่าอาจารย์ผู้ดูแลจะต้องควักเนื้อจ่ายเองแล้วไหนจะยังต้องดูแลคาบที่สอนอีก ดังนั้นแล้วมันถือว่าเป็งานหนักมากๆที่จะต้องคิดทำอะไรไปพร้อมๆกัน ต้องใช้ความระมัดระวังในแต่ละกระบวนการคิดดีๆ
“อาจารย์ บอกพวกเราทีว่าทั้ง 3 คนเป็ใคร?”
บรรยากาศของหอประชุมเล็กนี้นั้นถูกกระตุ้นเรียบร้อยแล้ว และสาวๆบางคนก็ยืนขึ้นพร้อมๆกับมองไปรอบๆเพื่อดูว่าใครน่าจะเหมาะที่จะเป็มหาเศรษฐีทั้ง 3 คนนั้นไปด้วย
“โอเค งั้นเริ่มจากคนแรกสุดเลย ด้วยการบริจาคที่มากถึง 20,000 หยวน! เขาคือ เย่เหลียง! ปรบมือต้อนรับเขาในการขึ้นเวทีครั้งนี้หน่อยครับ!”
ทันทีที่อาจารย์พูดจบ เหล่าผู้ชมทั้งหลายก็พากันปรบมือและมองไปรอบๆเพื่อดูว่าเย่เหลียงคือใคร
“นั่นๆ! ดูทางนั้น!”
ในตอนนั้นเอง ชายที่สูงกลางๆผู้มาพร้อมกับลุคนักเลงก็ลุกขึ้น ปากเคี้ยวหมากฝรั่งและมือล้วงกระเป๋ากางเกงไว้ ร่างที่ดูน่าเกรงขามนั้นเดินตรงเข้ามาทางเวทีตามคำเชิญดังกล่าว
“ว้าว หล่อจัง!” สาวๆบางคนร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
“หล่อตรงไหนน่ะ ยังกับนักฆ่าเลย” แต่หญิงสาวอีกส่วนที่ค่อนข้างหนักแน่นในความจริงก็เอ่ยตัดขึ้นมา
“โอ๊ะ ช่างมันเถอะน่า มีเงินก็หล่อหมดแหละ ฉันจะไปขอวีแชทเขาทีหลัง บางทีฉันอาจจะได้มีโอกาสวางแผนอนาคตในชีวิตกับพ่อมหาเศรษฐีคนนั้นก็ได้นะ” หญิงสาวผู้มีความกระหายเอ่ยด้วยความอยากลอง
ทันทีที่เย่เหลียงขึ้นไปบนเวที อาจารย์ก็ยกตำแหน่งหน้าไมค์ให้เขาซึ่งหมายถึงให้เขาพูดอะไรบางอย่าง
ตัวเขานั้นไม่ใช่คนเรียบร้อยนัก เพราะงั้นเมื่อได้ไมค์แล้วเขาก็พูดออกมาตรงๆเลย “ฉัน เย่เหลียง ฉันก็แค่อยากมีเพื่อนเท่านั้น เพื่อนที่ชมเชยซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจฉัน และฉันหวังว่าจะได้เพื่อนที่ใจกว้างเหมือนกับฉันมาเป็เพื่อนเยอะๆ ในอนาคต พวกเราก็จะได้ทำเื่ดีๆไปด้วยกัน”
ชัดเจนเลยว่าลูกคนรวยอย่างเขานั้นมีครอบครัวที่ดี หากแต่ตัวเองดันเป็พวกอันธพาลซะนี่ การกล่าวสุนทรพจน์ของเขานั้นจึงเป็การเชิญชวนเพื่อหาคนมารองมือรองเท้าเพิ่มเฉยๆ
หลังจากที่เย่เหลียงลงไปแล้ว อาจารย์ก็กล่าวต่อ “โอเค งั้นคนต่อไปเลยเนอะ ผู้บริจาคจำนวนมากคนที่ 2 กับเงินบริจาคถึง 30,000 หยวน!”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อดูเหล่าคนใจร้อนภายในหอประชุมนั้นแล้วจึงพูดเสียงดัง “เธอคือ หลานเสวี่ย นั่นเอง! เชิญหลานเสวี่ยขึ้นมาบนเวทีได้เลย!”
ขณะที่คนทั่วทั้งหอประชุมนั้นกำลังใจจดใจจ่อ ยามที่สิ้นสุดการประกาศชื่อ ทั่วทั้งหอประชุมก็เหมือนกำลังจัดอนเสิร์ต บางคนะโเสียงดัง ส่วนบางคนก็ผิวปากไปด้วย
ท่ามกลางเสียงปรบมือและะโเหล่านี้ หญิงสาวผู้สวมกางเกงยีนผู้มาพร้อมกับผมสีน้ำตาลยาวสลวยก็ปรากฏตัวขึ้นบนเวที
“หลานเสวี่ย ฉันรักเธอ!”
“หลานเสวี่ย ผมรักคุณ!”
ไม่ว่าจะชายหรือหญิง พวกเขาก็ต่างะโออกมาอย่างคลั่งไคล้
แม้แต่อู๋ตี้ที่นั่งอยู่ด้านหลังเองก็ยังต้องตกตะลึง มันเป็ความรู้สึกที่ยากที่จะละสายตาออกจากเธอคนนี้จริงๆ
เธอนั้นสวยมากๆ แต่ไม่ได้สวยแบบผู้หญิงทั่วๆไป นิสัยบางอย่างของเธอมันทำให้ดูพิเศษ ไม่ดูขี้อ่อยหรือหลอกลวงใดๆ
ถึงแม้ว่าเธอจะย้อมผม แต่มันก็ไม่ได้ดูแปลกอะไร ดูเหมือนว่าผมของเธอคงจะเคยเป็สีแดงมาก่อน แม้แต่คนที่เกลียดคนย้อมผมก็ยังไม่รู้สึกแปลกกับเธอเลย
เด็กสาวคนนี้นั้นนับเป็คนที่โด่งดังมากๆภายในมหาลัยแห่งนี้ อยู่ปีเดียวกับอู๋ตี้แต่เธอนั้นอยู่แผนกศิลป์
มีเื่เล่าต่อๆกันมาว่าเธอร้องเพลงได้ดีมากๆแถมยังมีคอนเสิร์ตส่วนตัวอีกด้วย ถึงแม้ว่ามันจะเล็กหากแต่ก็โด่งดังมากๆในเขตมหาลัยแห่งนี้
หลานเสวี่ยนั้นไม่ได้เหมือนคนอื่นๆที่บริจาคเงินเพื่อเกียรติยศ เธอไม่ได้กล่าวอะไรทิ้งท้ายเพียงแค่รีบขึ้นไปรับเกียรติบัตรและเดินลงมาในทันที
ในตอนนั้นทุกสายตาต่างหันไปรอลุ้นกับผู้ที่บริจาคมากที่สุดเป็อันดับแรกพร้อมๆกัน ทุกคนลุ้นจนขนาดบางคนเองก็ะโออกมาด้วย
“แล้วใครคือที่ 1 ล่ะครับ? ให้เขาขึ้นมาบนเวทีสิ”
“ฉันอยากรู้ว่าอันดับแรกเป็ใครแล้วนะ!”
สาวๆบางคนก็เริ่มเก็บอาการไม่ได้แล้ว พวกเธอเริ่มปรายตามองรอบๆตัวเพื่อดูว่ามีใครน่าสงสัยบ้างหรือเปล่า เพราะพวกเธอนั้นต่างก็อยากได้มหาเศรษฐีแบบนี้เป็แฟนกันทั้งนั้น
“เอาล่ะทุกๆท่าน ช่วยเงียบกันก่อนนะ” หลังจากที่อาจารย์สยบความตื่นเต้นของผู้คนไปแล้ว ทั่วทั้งหอประชุมก็เงียบสงัดกันไปทันที แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีเสียงคุยกันอยู่บ้างเป็ระยะๆเพราะว่ายังไงซะพวกเขาก็ยังไม่สามารถเงียบรอดีๆได้
“อันดับหนึ่งนั้น บริจาคมากถึง 136,800 หยวนเลย!”
ทันทีที่เขาพูดออกมา ความเงียบก็ถูกทำลายลงไปอีก
“พระเ้า! มากกว่า 100,000 หยวนอีกเหรอ!? แค่คนเดียวก็บริจาคกว่าครึ่งของยอดรวมแล้ว!”
“แม่เ้าโว้ย นี่มันใครกันวะเนี่ย!?”
“อ๊า ไม่นะ ฉันตกหลุมรักเขาขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็ใคร ฉันก็อยากจะมอบดวงใจแสนซุกซนของฉันให้เขาไปเลย”
อารมณ์ของเหล่าผู้ที่อยู่ภายในหอประชุมนี้อยู่ในจุดสูงสุดกันแล้ว มันเลยทำให้ภาพตรงหน้านี้ดูอลหม่านสุดๆ
หญิงสาวหลายคนวิ่งลงมาจากที่นั่งของตัวเองและมากองกันอยู่บริเวณแท่นพูดแล้ว พวกเธอนั้นพยายามแย่งกันเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ดีที่สุด นั่นก็เพราะว่าถ้ามหาเศรษฐีอันดับหนึ่งจะได้สามารถเห็นพวกเธอได้ชัดเมื่อเขาขึ้นผ่านแท่นนี้มา
“นักศึกษา ช่วยเงียบหน่อยครับ นักศึกษา!” อาจารย์คนเดิมยื่นมือออกไปและพยายามสงบความเหี้ยนกระหายของเด็กสาวทั้งหลายที่ดูเหมือนเข้าฤดูติดสัดกันจนออกนอกหน้า
แต่โชคร้ายที่ผลของมันนั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน เพราะสาวๆพวกนี้นอกจากจะไม่ฟังแล้วตอนนี้ก็แทบจะตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเวทีกันแล้ว
“อย่าตื่นเต้นกันจนเสียสติสิครับ เพราะว่าอันดับหนึ่งน่ะ...ไม่มีชื่อหรอกนะครับ!” ท้ายสุดแล้วอาจารย์ก็พูดออกมา เขารู้เพียงแค่ว่าถ้าเขาไม่พูด หอประชุมได้เละเทะเพราะนางพวกนี้แน่
ภาพตรงหน้านั้นเหมือนทุกๆคนโดนถอดไปชั่วขณะ พวกเขาดูชะงักกันสุดๆก่อนที่วินาทีต่อมาจะเกิดเสียงบ่นออกมาจากทุกสารทิศ
“บ้าอะไรเนี่ย? ไม่มีชื่อ? หมายความว่ายังไงน่ะเห้ย!”
“คนบ้าอะไรไม่มีชื่อ? ผีบริจาคหรือไง!”
“อย่ามาตลกนะอาจารย์! มุกนี้ไม่ขำเลย เพราะงั้นช่วยเรียกอันดับ 1 ออกมาด้วย!”
เมื่ออาจารย์เห็นภาพตรงหน้าเริ่มจะวุ่นวายอีกครั้ง เขาก็รีบพูดขึ้น “ทุกๆท่านใจเย็นก่อน อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่านักศึกษาที่บริจาคกว่า 100,000 หยวนนี้ไม่มีชื่อนะ แต่เขาบริจาคในนามของผู้ไม่ประสงค์บอกนามน่ะ เพราะงั้นแล้วเราเลยไม่รู้ว่าคนคนนี้เป็ใครกันแน่ รู้แค่ว่าเป็เด็กผู้ชาย”
ในตอนนั้นทุกคนต่างตกตะลึงกันอีก พวกเขาสงบเงียบลงจนขนาดที่ว่าหากมีเข็มตกคงได้ยิน
หา? บริจาคในนามของผู้ที่ไม่ประสงค์ออกนาม?
จากนั้นก็เหมือนก่อนหน้า ความระห่ำเกิดขึ้นอีกครั้งทั่วทุกแห่งแทนที่ความเงียบ
“ให้ตายเถอะ ไม่ว่านี่จะเป็เื่จริงหรือไม่ แต่คนที่มันบริจาคเงินกว่า 1 แสนหยวนแล้วปิดตัวตนไว้นี่มันลึกลับจริงๆเลยแฮะ!”
“ใช่แล้ว ทำตัวมีความลับสุดๆ! ถือเอาการบริจาคครั้งนี้เป็ตัวอวดโดยไม่ระบุงั้นเหรอ! เหอะ นี่มันมหาเศรษฐีชัดๆ! บริจาคยอดสูงๆจนไม่มีใครเอื้อมถึง จากนั้นก็หายจ้อยภายในคำว่า ไม่ประสงค์ออกนาม”
“ฉันรู้สึกว่านี่น่ะคือการอวดเบ่งแบบเห็นได้ชัดเลยนะ ดูอย่างคนที่บริจาค 3,000 หยวนไม่ก็ 2,000 หยวนสิ พวกนี้น่ะคิดว่าตัวเองเยอะแล้ว กลับกลายเป็ว่ามหาเศรษฐีคนนี้หักหน้าพวกเขาซะไม่ใยดีเลย!”
“ใช่เลย เหมือนหมอนั่นตั้งใจจะบอกว่า ฉันน่ะเป็เศษรฐีลึกลับนะ แล้วก็ฉันี้เีที่จะอวดรวยจังเลย เพราะงั้นขอแสดงจุดยืนเงียบๆละกัน”
เสียงพูดทางฝั่งผู้ชายดังขึ้น
“ว้าว~ เป็มหาเศรษฐีที่ดูลึกลับจังเลยนะ เหมือนเป็น้องเล็กในหมู่เศรษฐีเลย การกระทำของเขาหล่อมากๆเลยนะเนี่ย!”
“นั่นสิ ทั้งมีน้ำใจแถมยังดูขี้อายด้วย ต้องเป็หนุ่มน้อยน่ารักแน่ๆเลย บางทีเขาอาจจะเป็หนุ่มสุภาพเหมือนหยกบริสุทธิ์ก็ได้นะ งุ้ยย~~ เหมือนฉันนั่งอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายเลย”
“ฉันชอบเศรษฐีประเภทนี้นะ ดูเจียมเนื้อเจียมตัวดี ทำการใหญ่โดยไม่เหลือทิ้งไว้แม้กระทั่งชื่อ ฉันจะได้พบเขาไหมนะ? อยากจะเทใจให้จังเลย”
“ฉันว่าฉันต้องเป็ลมแน่ๆถ้าเจอเขา ความรักของเขาช่างยิ่งใหญ่จริงๆ”
กลับกันกับทางฝ่ายหญิงที่ดูจะกรี๊ดกร๊าดกันซะเหลือกัน
ครู่หนึ่งทั่วทั้งหอประชุมก็เต็มไปด้วยความลุ่มหลงภายใต้การประกาศเื่การบริจาคของผู้ไม่ประสงค์ออกนามครั้งนี้
ทุกๆคนไม่สามารถควบคุมได้แล้ว ทางด้านอาจารย์ที่ยืนอยู่บนแท่นเองก็ปวดหัวเหมือนกัน เขาไม่คาดคิดว่าจะมีมหาเศรษฐีเลือกที่จะไม่แสดงตัวตนหลังบริจาคเงินกว่าแสนหยวนแล้วแบบนี้ มันยากที่จะเข้าใจว่าทำไมคนคนนึงถึงทำดีขนาดนี้โดยไม่ทิ้งชื่อไว้ภายในสังคมปัจจุบันเช่นนี้ได้?
อย่างไรก็ตาม งานประกาศยอดบริจาคก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป อาจารย์ะโขึ้นอีกครั้ง “นักศึกษาผู้ไม่ประสงค์ออกนาม อยู่ที่นี่ตอนนี้ด้วยหรือเปล่าครับ?”
เหล่าผู้เข้าชมนั้นพากันเงียบ ตอนนี้ทุกๆคนหวังว่าจะได้เห็นตัวจริงของเศรษฐีลึกลับนี้ใจจะขาดแล้ว