ตอนที่ 11 ซอสบ๊วย
หลังจากหร่วนหยวนหยวนกลับไปไตร่ตรองอยู่หลายวันสุดท้ายก็ตกลงเป็เชฟส่วนตัวของเยี่ยหรงเจิน
แต่หร่วนหยวนหยวนไม่ได้คิดว่า เมื่อเป็เชฟส่วนตัวของเยี่ยหรงเจินแล้ว จะต้องเลิกเป็สตรีมเมอร์แม้เขาจะให้เงินเดือนเธอสูงจนต่อให้เธอไม่เป็สตรีมเมอร์ก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างสบายก็ตาม
ในเมื่อเมฆฝนบนฟ้าไม่อาจคาดเดาได้ มนุษย์จะสุขหรือทุกข์ก็ล้วนคาดไม่ถึงคนจะวางไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียวไปตลอดไม่ได้[1]
หร่วนหยวนหยวนตั้งใจหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างและปรับปรุงสูตรให้เยี่ยหรงเจินที่เป็โรคเบื่ออาหารเป็พิเศษหลังจากทุ่มเทเรี่ยวแรงมหาศาลคิดค้นสูตรเธอยังใส่ความคิดสร้างสรรค์เล็กน้อยของตัวเองเข้าไปบางส่วน
ครั้งที่สองที่มาทำอาหารให้เยี่ยหรงเจินถึงบ้านอาหารทั้งโต๊ะที่หร่วนหยวนหยวนทำแตกต่างจากคราวที่แล้วทั้งหมด แม้จะเป็อาหารเรียกน้ำย่อยที่เธอศึกษามาเป็พิเศษเหมือนกันแต่ไม่มีจานไหนซ้ำกับครั้งก่อน
เธอคิดว่าหากจะรักษาโรคเบื่ออาหารของเยี่ยหรงเจิน จะต้องทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่กับอาหารตลอดเวลาเขาคงไม่สนใจแน่ๆ ถ้าหากอาหารบนโต๊ะมักจะเป็ของเดิมๆ
หร่วนหยวนหยวนพยายามคิดทุกวิถีทาง รวมถึงศึกษาลูกเล่นมายมายเธอไม่รู้ว่าครั้งนี้เยี่ยหรงเจินจะกินเยอะเหมือนครั้งก่อนหรือเปล่า แต่เธอก็ยังพยายามทำอาหารให้หลากหลายจนเต็มโต๊ะใหญ่
หลังจากทำอาหารทุกอย่างเสร็จ หร่วนหยวนหยวนนั่งหน้าโต๊ะเหมือนครั้งก่อนรอเยี่ยหรงเจินลงมาจาก้า ไม่นานนักเขาก็ลงมาอย่างรวดเร็ว
พอเห็นสีสันอาหารบนโต๊ะ เยี่ยหรงเจินเหลือบมองหร่วนหยวนหยวน เอ่ยอย่างราบเรียบ“ดูท่าคุณจะใช้ความคิดไปไม่น้อย ไม่นึกว่าจะไม่มีอาหารจานไหนเหมือนครั้งก่อน”
หร่วนหยวนหยวนคาดไม่ถึงว่าเยี่ยหรงเจินจะสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ จึงอดยิ้มไม่ได้พลันพูดขึ้น “นึกไม่ถึงว่าคุณจะจำได้ ฉันคิดว่าพวกคนใหญ่คนโตมักจะขี้ลืมคิดว่าคุณจำอาหารที่ฉันทำครั้งก่อนไม่ได้ซะอีก”
เยี่ยหรงเจินหลุบตา “ผมเองก็เคยหลงใหลอาหารรสเลิศมุ่งมั่นตามของอร่อยบนโลก แต่น่าเสียดาย…” เขาไม่พูดต่อ แต่หร่วนหยวนหยวนพอเดาต่อได้คงทำนองว่ามีวันหนึ่งเขาพบเหตุการณ์ไม่คาดฝันเลยป่วยเป็โรคเบื่ออาหาร นับจากวันนั้นก็ไม่อยากกินอาหารเธอก็ไม่ได้ซักไซ้ต่ออย่างรู้มารยาท
มิน่าละ ชื่อในเน็ตของเยี่ยหรงเจินถึงเป็คุณเทาเที่ยเธอยังรู้สึกประหลาดใจ คนที่เป็โรคเบื่ออาหาร ทำไมถึงเรียกตัวเองว่าคุณเทาเที่ยคนเคยชื่นชอบอาหาร แต่เพราะเป็โรคเบื่ออาหารเลยกินอาหารรสเลิศพวกนั้นไม่ได้ช่างน่าสงสารจริงๆ
หร่วนหยวนหยวนไม่ได้เผยสีหน้าเห็นใจออกมาเธอรู้ดีว่าคนแบบเยี่ยหรงเจินจะต้องมีความมั่นใจในตนเองสูงแน่นอน และไม่อยากให้คนอื่นเห็นใจแน่ๆ
ครั้งนี้เยี่ยหรงเจินกินอาหารที่หร่วนหยวนหยวนทำจนหมด เขากินอาหารที่วางเต็มโต๊ะตัวใหญ่โดยไม่เหลือไว้เลยสักจากขนาดน้ำซุปยังกินจนเกลี้ยง ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากกินเสร็จเขาเช็ดปากด้วยท่าทางเชื่องช้า ไม่เหมือนคนกินอิ่มแม้แต่น้อยทำให้คนอดสงสัยไม่ได้ว่า ท้องเขายังมีที่เหลืออยู่อีกหรือ
ถึงแม้จะเคยเห็นปริมาณอาหารอันน่าทึ่งที่เยี่ยหรงเจินกินมาแล้ว แต่เมื่อหร่วนหยวนหยวนมองจานเปล่าบนโต๊ะก็อดรู้สึกทึ่งสุดๆ ไม่ได้ เขากินเยอะขนาดนี้ กระเพาะรับไหวจริงๆ เหรอ หรือพูดได้ว่านี่คือพร์ด้านการกินที่ฟ้าประทานให้เป็พิเศษหรือไง
หร่วนหยวนหยวนอยากถามแต่ไม่กล้า ในระหว่างที่ลังเลใจ เยี่ยหรงเจินก็ทำราวกับเขาอ่านความคิดเธอได้เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก “คิดว่าผมกินเก่งใช่ไหม”
หร่วนหยวนหยวนพูดอ้อมๆ “ก็นิดหน่อยค่ะ…”
เยี่ยหรงเจินยิ้มบาง“ผมกินเยอะกว่าคนทั่วไปจริงๆ ครั้งหน้าคุณทำให้เยอะกว่านี้สักหน่อยก็ได้”
หร่วนหยวนหยวนตกตะลึงจนเบิกตากว้าง“คุณยังกินมากกว่านี้ได้เหรอ” อาหารบนโต๊ะที่เธอทำครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อนไม่น้อยนึกไม่ถึงจริงๆ นี่เขายังรู้สึกว่ากินไม่พออีกเหรอ กระเพาะของนายคนนี้เป็หลุมดำหรือไง!
“กระดูกหมูราดซอสบ๊วยที่คุณทำจานนี้รสชาติไม่เหมือนที่ผมเคยกินมาก่อน”เยี่ยหรงเจินโพล่งขึ้นกะทันหัน
หร่วนหยวนหยวนยกยิ้มจนดวงตาเป็ประกายดูน่ารัก “คิดไม่ถึงว่าคุณจะรู้ด้วยนี่เป็ซอสบ๊วยที่ฉันทำและแก้สูตรเองนะ รสชาติไม่เลวใช่ไหมล่ะ”
เยี่ยหรงเจินผงกศีรษะ “มีกลิ่นหอมอ่อน รสเปรี้ยวหวานชุ่มคอกว่าซอสบ๊วยทั่วไป ไม่เลี่ยนเลย”
หร่วนหยวนหยวนยิ้มจนตาหยีแล้วกล่าว “แน่นอนฉันตั้งใจศึกษาเพื่อปรับปรุงรสชาติซอสบ๊วย…แต่สูตรนี้เป็ความลับฉันบอกคุณไม่ได้”
เยี่ยหรงเจินพูดอย่างเรียบเฉย “ถ้าคุณขายซอสบ๊วยสูตรนี้ก็นับว่าเป็ความลับทางการค้า บอกผมไม่ได้เป็ธรรมดาอยู่แล้ว”
หร่วนหยวนหยวนทำตาปริบๆ “เอาไปขายเหรอ ซอสบ๊วยของฉันเอาไปขายได้ด้วยเหรอคะ”
เยี่ยหรงเจินพยักหน้าน้อยๆ “ทำไมจะไม่ได้ รสชาติซอสบ๊วยคุณยังดีกว่าซอสบ๊วยส่วนใหญ่ในท้องตลาดตอนนี้ด้วยซ้ำ”
หร่วนหยวนหยวนชะงักไป ยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพูด“แต่ฉันเป็แค่เน็ตไอดอลตัวเล็กๆ จะขายได้สักเท่าไรกันเชียว”
เยี่ยหรงเจินจ้องหร่วนหยวนหยวน ดวงตาเป็ประกายสดใส “คุณอยากขายเหรอ”
หร่วนหยวนหยวนคิดสองจิตสองใจชั่วครู่“ถ้าทำได้ ฉันอยากทำแน่นอน แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยแต่ละด้าน…”
เยี่ยหรงเจินคลี่ยิ้มให้หร่วนหยวนหยวน “ถ้าคุณอยากขาย ผมพอช่วยคุณได้”
หร่วนหยวนหยวนจ้องหน้าเยี่ยหรงเจิน “คุณจะช่วยฉันเหรอคะ ทำไมล่ะ”
ถึงตอนนี้เธอจะเป็เชฟส่วนตัวของเขา แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็เพียงการจ้างงานเท่านั้นเขาช่วยเธอในฐานะอะไร ทำไมต้องช่วยเธอ เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสา
เยี่ยหรงเจินตอบเสียงเรียบ “เยี่ยซื่อกรุ๊ปทำธุรกิจหลายด้านแต่ยังไม่เคยก้าวเข้าไปในวงการอาหารมาก่อน ก่อนหน้านี้เคยคิดจะเดินหน้าเข้าอุตสาหรกรรมอาหารแต่ยังคงหารือแผนการใหม่ออกมาไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าใช้ซอสบ๊วยของคุณมาเป็ผลิตภัณฑ์ตัวแรกในการเจาะตลาดอาหารก็ไม่เลวเหมือนกัน”
หร่วนหยวนหยวนประหลาดใจจนอ้าปากค้าง ที่แท้เยี่ยหรงเจินก็มีแผนการ! เธอเพิ่งใช้ซอสบ๊วยนี้ทำอาหารให้เขาเป็ครั้งแรกมานึกไม่ถึงว่าเขาจะคิดเป็เื่เป็ราวมากขนาดนี้ในอาหารมื้อหนึ่ง ควรจะกล่าวว่าสมแล้วที่เยี่ยหรงเจินเป็ถึงประธานคนปัจจุบันของเยี่ยซื่อกรุ๊ปมีหัวการค้ามากไปแล้วหรือเปล่า
เธอรู้ว่าเยี่ยหรงเจินไม่มีทางช่วยเธออย่างไม่มีเหตุผลแน่ แต่เกิดจากแรงผลักดันทางผลประโยชน์อย่างที่คิดถ้าหากซอสบ๊วยของเธอประสบความสำเร็จ ถึงเวลานั้นเขาต้องแบ่งผลประโยชน์ให้เธอแน่ๆแต่เธอเองก็รู้ หลังพิงต้นไม้ใหญ่ได้อาศัยความร่มเย็น[2] ถ้าไม่มีเยี่ยซื่อกรุ๊ป เกรงว่าโอกาสที่ซอสบ๊วยของเธอจะประสบความสำเร็จก็ดูเลือนลางถึงแม้สุราดีจะไม่กลัวตรอกลึก[3]แต่ในตลาดมีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกัน เธอเป็เน็ตไอดอลตัวเล็กที่ไม่สำคัญคนหนึ่งจะมีสิทธิอะไรไป่ชิงตำแหน่งได้
“ถ้าคุณเต็มใจร่วมมือกับเยี่ยซื่อกรุ๊ป” เยี่ยหรงเจินจ้องตาหร่วนหยวนหยวนแล้วกล่าวเสียงเรียบ“ผมจะช่วยคุณวางแผนด้วยตัวเอง”
ในฐานะที่เยี่ยหรงเจินเป็ท่านประธานของเยี่ยซื่อกรุ๊ป ปกติแล้วแผนการที่เขาเสนอต้องได้รับประโยชน์มากจนประเมินค่าไม่ได้แต่ตอนนี้กลับรับปากว่าจะช่วยเธอวางแผนอย่างง่ายดาย
หร่วนหยวนหยวนคิดว่าเยี่ยหรงเจินกำลังล้อเล่น แต่สีหน้าเขากลับดูจริงจังสุดๆเสียอย่างนั้น
เธอรู้ว่าโอกาสแบบนี้เทียบได้กับการมีขนมเปี๊ยะตกจากฟ้า เวลาแบบนี้คนทั่วไปจะต้องคว้าโอกาสเอาไว้ให้มั่น
ถึงแม้หร่วนหยวนหยวนจะตื่นเต้นและอยากตอบรับทันที แต่ก่อนจะใช้อารมณ์ชั่ววูบเธอก็อดถามเยี่ยหรงเจินไม่ได้ “…ทำไม”
ทำไมเยี่ยหรงเจินต้องช่วยเธอ
ทำไม
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/Z212c5-ท่านประธานเทาเที่ยที่รัก-?r=search_article
[1]เปรียบเทียบว่าคนเราจะพึ่งทางรอดเพียงทางเดียวไม่ได้
[2] หลังพิงต้นไม้ใหญ่อาศัยความร่มเย็น อุปมาว่ามีที่พึ่งพิงจะทำการใดก็ทำได้ง่าย
[3] เป็สำนวนที่เกิดในเมืองหลูโจวสมัยราชวงศ์ิและราชวงศ์ชิงมีความหมายว่าของชั้นเลิศต่อให้อยู่ห่างไกลผู้คนย่อมต้องพากันเสาะหาจนพบ