เตไม่รู้เลยจริงๆนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าไปเริ่มชอบร่างบางั้แ่เมื่อไรแต่มารู้ตัวอีกทีก็วันที่ไปเที่ยวกับมีนแล้ว คนที่เขาควรจะใส่ควรเป็คนที่อยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่เลยเห็นอะไรนิดหน่อยกลับนึกถึงนิวไปซะหมดความรู้สึกมันเหมือนกับตอนที่เขารู้สึกชอบมีนแรกๆ ไม่มีผิดทำอะไรก็นึกถึงจน่นั้นอ่านหนังสือแทบไม่รู้เื่
ตอนนี้อาการนั้นมันกลับมาอีกแต่ไม่ใช่คนเดิม และเหมือนจะหนักกว่าด้วยเมื่อเขามองเห็นอะไรที่เคยได้ทำกับเพื่อนที่เป็รุ่นพี่ต่างคณะนั่นเป็ต้องเห็นภาพอีกคนซ้อนขึ้นมา
ยิ่งตอนกำลังจะสารภาพยิ่งแล้วใหญ่จู่ๆ มันกลับปากหนักพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น
ย้อนกลับไปเมื่อวาน..
“มีน..เรามีอะไรจะบอก”
“อะไรหรอ”
“คือ..วันนี้ขอบคุณนะที่มาเป็เพื่อน”
“เหมือนกันวันนี้เตเลี้ยงเราตั้งเยอะ เกรงใจเลย”
“ไม่เป็ไร”
“มีอะไรจะพูดเปล่า”
“....”
เตได้แต่เงียบสิ่งที่เตรียมพูดมาทั้งหมดถูกกลืนลงคอไปหมด ไม่ใช่ว่าเขาเขินอายจนพูดไม่ออก แต่เตกำลังลังเลต่างหาก
สิ่งที่เขาทำมันสูญเปล่าเพียงเพราะคนๆ เดียว...นิว
“คือเราชอบมีน...แต่...” จู่ๆก็เกิดความลังเลขึ้นมากะทันหันระหว่างที่เขาอยู่กับมีนความคิดในหัวมันก็ตีกันมั่วไปหมดเพราะมีตัวแปรแบบนิวที่โผล่เข้ามาในความคิดอยู่ตลอดเวลาจนเขาไม่กล้าที่จะสารภาพกับมีนออกไป
“พี่นิวใช่ไหม”
ให้ความเงียบเป็คำตอบ
“ว่าอยู่แล้วเชียวเห็นพวกนายดูสนิทกันเกินเพื่อนมากเลย”
“ขอโทษ”
“ขอโทษเราทำไม เตไม่ได้หักอกเรานะเราสิต้องขอโทษเพราะเรารับความรู้สึกเตไม่ได้”
“อ่า” พอได้ยินแบบนั้นแทนที่จะรู้สึกเ็ปแต่กลับรู้สึกดีเสียอย่างนั้นแต่เตก็ยังอยากสารภาพออกไปอยู่ดีเป็เพราะมีนเลยที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองมากขนาดนี้ ความรู้สึกดีๆและคำชมมีนควรจะได้รับรู้
“เราปลื้มมีนนะ ปลื้มมาตลอดมันเป็คนน่ารักดี” เตพูดมันออกมา
“ขอบคุณนะ เขินเลยอ่ะ”
“เหมือนกัน”
จากคืนนั้นหลังจากที่สารภาพความรู้สึกกับนิวเขาก็ไม่ร่างบางอีกเลยทั้งในคลาสภาษาอังกฤษและตอนเย็นวันพฤหัสบดีครั้งพอโทรไปอีกฝ่ายปล่อยเบลอไม่ยอมรับสาย อีกอาทิตย์หนึ่งก็มีสอบแล้วด้วยเหมือจะหลบหน้ากัน
ยิ่งห่างก็ทำให้รู้ว่าคิดถึงมากขนาดไหนอยากเจอก็ไม่ได้เจอ ครั้งพอจะไปดักรอหน้าหอก็ไม่พบ หากย้อนเวลากลับไปได้เขาจะไม่ใจเร็วสารภาพรักออกไปก่อนเลยไม่เช่นนั้นป่านนี้เราคงได้เจอกันเหมือนเดิม ได้หยอกล้อหรือพูดคุย ใช้เวลาร่วมกันไม่ใช่ห่างหายไปแบบไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้
‘นิว ไปสวนลุมกัน’
‘ไหนบอกว่าจะไปเป็เพื่อนไงถ้าชวน’
‘อาทิตย์หน้ามีสอบนะวิชาอังกฤษรอติว’
หลากหลายข้อความที่ส่งไปหาไม่เคยได้รับการตอบกลับมาเลยสักข้อความจนดูเหมือนเขาคุยอยู่คนเดียว ไม่แม้ที่อีกฝ่ายจะกดเข้ามาอ่านเลยด้วยซ้ำ
เตถอนหายใจออกเฮือกใหญ่กระแทกปากกาลงกับโต๊ะเสียงไม่ดังมากแต่ก็พอเรียกความสนใจจากโต๊ะรอบข้างให้หันมามองได้
“เป็อะไรวะเต ยังทำใจเื่มีนไม่ได้หรอ”ธันวาที่รู้เื่จากนิวว่าเพื่อนสนิทไม่สมหวัง เขาได้แต่ตบไหล่ให้กำลังใจ
“เปล่า”
แม้ปากจะบอกไม่แต่การกระทำกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงมือหนาเสยผมที่ปรกใบหน้าขึ้นอย่างรำคาญใจบางทีเขาก็เกลียดความรักที่ทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียน มีแต่เื่ของอีกคนวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาเลย
“ไอธัน มึงลองติดต่อนิวให้หน่อยดิเขาไม่รับสายกู”
“อย่าบอกนะว่าที่หนังหน้าหงอยเป็เพราะพี่นิว”
“อือ”
“ห้ะ? ยังไงนะ”
“คิดถึง”
ธันวากระพริบตาปริบๆนี่เขาพลาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมจู่ ๆ เพื่อนเขากลับบอกคิดถึงรุ่นพี่ต่างคณะแทนที่จะเพ้อถึงมีนอย่างทุกครั้ง แถมยังดูอาการหนักเสียด้วยสิ
“พี่นิวบอกอยู่คณะ” ธันวาบอกหลัง
“เขาตอบมึงหรอ”
ธันวายื่นเครื่องมือสื่อสารไปให้เพื่อนที่เด้งตัวขึ้นมาด้วนความกระตือรือร้นเขามองดูข้อความที่นิวตอบกลับธันวาทันทีหลังจากที่ถามไปส่วนข้อความของเขายังไม่ได้รับคำตอบเลย แบบนี้มาน่าน้อยใจไหมล่ะ
“ป่ะ”
“ไปไหน” ธันวาถามด้วยความสงสัยเพราะจู่ๆเพื่อนก็รีบเก็บกระเป๋าและลุกขึ้นมาชวนไปไหนสักแห่ง
“ไปคณะศิลปกรรม”
เตเข้ามาหานิวถึงคณะหลังจากที่รู้จากเพื่อนสนิทของตัวเองว่านิวอยู่ที่นี่เขามาพร้อมกับธันว่าที่คะยั้นคะยอให้อธิบายเื่ทั้งหมดให้ฟัง เขาจึงเล่าไปคร่าวๆขณะที่เดินทางโต๊ะใต้ตึกของคณะศิลปกรรม เขาไม่ได้มามือไม้เปล่าถือแก้วกาแฟดำที่ร่างบางชอบดื่มมาด้วยเหมือนบทเรียนการจีบที่นิวเคยได้สอนไว้
“มึงว่ากูดูโอเคยัง” เตถามธันวา
“ก็ดี”
“ตัวยังหอมอยู่ใช่ไหม” เพราะนิวชอบคนตัวหอมเขาจึงตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองก่อนจะเข้าไปหาร่างบาง
“เป็เอามากเหมือนกันนะ”
เมื่อมาถึงเขาก็เห็นเป้าหมายนั่งหัวเราะอยู่กับกลุ่มเพื่อนไม่ไกลโดยที่ยังไม่รู้ตัวว่าใครกำลังมาหา รอยยิ้มของนิวทำให้เขาเผลอยิ้มตามไปด้วยอย่างห้ามไม่ได้
“มึงนี่นะชอบใครพอเห็นเขายิ้มแล้วยิ้มตามตลอด” ธันวาเอ่ยขึ้นขณะที่มองหน้าเพื่อนสลับกับมองกลุ่มของรุ่นพี่ต่างคณะ
“นิว” มือหนาสะกิดที่ไหล่แคบผู้ชายในกลุ่มอีกสองคนที่เห็นเขาก็เงียบลงไม่พูดคุยกันต่อพลางส่งสายตาหาเพื่อนร่างบางว่าใคร
“เห้ย”ร่างบางทำหน้าใราวกับเห็นผีเมื่อหันมาเจอเพื่อนรุ่นน้องต่างคณะที่หลายวันมานี้ไม่ได้ไปให้เห็นหน้ามาปรากฏอยู่ด้านหลังรุ่นน้องคนที่ทำให้นิวรู้สึกคิดถึงอยู่ทุกวันหลังจากตัดสินใจไม่ไปพบหน้าอีก“มาได้ไง”
“มอเตอร์ไซค์”
“หวัดดีพี่ หวัดดีครับ”ธันวาก้มหัวทักทายนิวและรุ่นพี่มาดเซอร์อีกสองคนที่ผงกศีรษะรับ
“มาทำไม”
“มาหาคนหลบหน้า”
“ใคร” นิวแสร้งถามทำเป็ไม่รู้ทั้งที่การกระทำของเขาตอนนี้นั่นแหละที่เรียกว่าหลบหน้า
“นายไงนิว”
“ใครหลบหน้านาย เราไม่ได้หลบ”
“หรอ” เป็คำว่าหรอที่ไม่เชื่อในคำพูดของอีกฝ่ายสุดๆ“นี่กาแฟดำ ซื้อให้”
“อ่า..ขอบใจ” นิวรับแก้วกาแฟดำมาแบบงงๆเขายังไม่ทันจะสั่งให้ซื้อมาเลยด้วยซ้ำ
“อาทิตย์หน้ามีสอบภาษาอังกฤษรู้ยังเดี๋ยวติวให้พฤหัสนี้มาด้วย” เตว่า
“ไม่อ่ะ รู้เื่หมดแล้วที่นายสอน”
“ทบทวนให้” เตไม่ยอมแพ้เขาไม่อยากเสียโอกาสที่แอบชอบคนอื่นแล้วมัวแต่เฉยจนแห้วอีกแล้ว
“ใครอ่ะ” เพื่อนของร่างบ้างเอ่ยถามขึ้นมา
“เด็กคณะบริหาร”
“ชื่อ?”
นิวไม่ได้ตอบออกไปเพื่อนของเขาจึงหันไปมองร่างสูงเพื่อขอคำตอบเอง “เต”
“อ๋อออออ” หลังจากได้ยินชื่อของรุ่นน้องต่างคณะสองเพื่อนรักของร่างบางร้องอ๋ออกมาเสียงลากยาวก่อนจะทำสายตามีเลศนัยมองไปที่นิว
“อะไรของพวกมึง”
“ชื่อปริศนาที่อยู่ในหน้ากิตติกรรมประกาศนี่เอง”ผู้ชายผมยาวเอ่ยแซว
เตยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัยดูเหมือนเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องในบทสนทนาของเพื่อนนิวแต่แค่ยังจับใจความไม่ได้ว่าเื่อะไร
“พวกมึงหยุดพูดได้แล้ว”
“อ่ะๆ ยอม...งั้นพวกกูไปก่อน”
บทสนทนาจบเพียงเท่านั้นก่อนที่เพื่อนของนิวทั้งสองจะขอตัวออกไปก่อนปล่อยให้เตอยู่กับนิวตามสบายไม่วายหันไปแซวธันวาด้วยว่าจะอยู่เป็ กขค หรอ
นิสัยกวนคล้ายกันทั้งกลุ่มจริงๆ
“วันพฤหัสนี้อย่าลืมมานะ รอ”
“บอกว่าไม่ไป ตื้อทำไม”
“นายบอกเองไม่ใช่หรอว่าตื้อหน่อยเดี๋ยวก็ใจอ่อน”ดูเหมือนว่าตื้อของเจนิวและตื้อของนิวจะคนละความหมายกัน เพราะนิวหมายถึงร่างสูงตื้อจะให้ไปเรียนในขณะที่เตหมายถึงตื้อเพื่อจะจีบ
อันที่จริงนิวก็พอเข้าใจความหมายของเตแหละ
“ดีเนอะเหมือนสอนให้นายจีบเป็เพื่อที่จะมาใช้กับตัวเอง”
“แล้วให้จีบไหม” เตคนขี้เขินอายคนนั้นหายไปไหนแล้วต่อหน้าเพื่อนของเขาด้วย
“ไม่รู้” นิวทำหน้าตาเฉไฉกลั้นยิ้มจนปวดแก้มไปหมด อันที่จริงเขาเขินทั้งเตทั้งธันวาที่ยังนั่งอยู่ด้วยกันแต่ทำเป็ไม่สนใจบทสนทาเมื่อสักครู่ปล่อยให้เขาและเตได้มีเวลาส่วนนตัวโดยที่ตัวเองก็รับรู้เื่ราวไปด้วย
“กินน้ำที่ให้ไปถือว่าตกลงนะ”
“อันนี้ไม่ได้สอน”
“คิดเอง”
เดี๋ยวนี้มันร้าย!
มันไม่จืดชืด และไม่ปอดแหกอีกแล้วธันวาที่นั่งฟังอยู่ได้แต่คิดว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่
“แล้วที่เพื่อนนายพูดหมายความว่าไงรูปกับกิตติกรรมประกาศอะไร”
“ไม่มีอะไร”
“หรอ” เป็อีกครั้งที่เตตอบคำนี้ออกมาแต่ทำหน้าตาราวกับไม่เชื่ออีกฝ่ายพลันสายตาเหลือบไปเห็นกองกระดาษปึกหนึ่งที่เหมือนว่าจะเป็เล่มวิทยานิพนธ์ของอีกคนที่มีรอยปากกาขีดเขียนอยู่เต็มไปหมด“ขอดูได้ไหม”
“เอาสิ” นิวปล่อยให้ร่างสูงเปิดดูอย่างไม่คิดอะไรก่อนจะหันไปคุยเล่นหยอกล้อกับธันวาบ้างตามประสาคนที่ไม่ได้พบเจอกันนาน
เตเปิดไปหน้ากิตติกรรมประกาศของร่างบางทันทีเขาอ่านรายชื่อที่เ้าของเล่มเขียนขอบคุณร่ายยาวจนมาถึงบรรทัดเกือบสุดท้ายที่เขียนถึงชื่อเขา
‘ขอบคุณเตเพื่อนต่างคณะที่คอยเป็กำลังใจและเป็แรงผลักดันอยู่เป็เพื่อนในวันที่รู้สึกท้อ อีกทั้งยังเป็บุคคลที่ช่วยทำให้เรียนจบ’
อ่านจบรอยยิ้มมุมปากร่างสูงถูกจุดขึ้นมาทันทีไม่ใช่ประโยคข้อความข้างต้น แต่เป็เพราะมีรอยดินสอวาดเป็รูปหัวใจต่อท้ายประโยคต่างหาก
“นิว...”เขาเรียกให้ร่างบางหันมาหา “เป็แฟนกันไหม”
“ห้ะ?” ไม่ใช่แค่นิวใธันวาเองก็เช่นกัน
สีหน้าจริงจังของเตทำให้นิวไปไม่เป็ทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์นี้
“มึงไม่คิดจะจีบอะไรก่อนหรอ”เป็คำถามที่นิวคิดจะพูดเหมือนกันแต่ธันวาชิงถามออกมาก่อน
“ก็สารภาพรักไปแล้วความจริงมาวันนี้อยากได้คำตอบ ปล่อยให้คิดหลายวันแล้วนะ” เตว่า “พร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับฉันไหม”
นิวเงียบไม่พูดอะไรออกมาสักคำจนเตเริ่มใจเสีย
“อือ” ร่างบางส่งเสียงตอบในลำคอก่อนจะพูดประโยคถัดมา“ลองคบกันดูก็ได้”
เพราะนิวใช้เวลาคิดและทบทวนเื่ความรู้สึกของตัวเองมาเป็อย่างดีแล้วว่าคิดยังไงกับเพื่อนรุ่นน้องต่างคณะคนนี้พอห่างก็คิดถึง ได้อยู่ใกล้ก็มีความสุข ลองเริ่มต้นใหม่ไม่เสียหายอะไร
เตลุกดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดทันทีเมื่อตั้งสติได้เขาดีใจจนลืมอายหมดสิ้น ไม่สนหลายสายตาที่มองมา
พอเห็นภาพที่เพื่อนและรุ่นพี่กอดกันเต็มรักขนาดนั้นธันวาก็รู้แล้วว่าเขามาทำไม
“กูมาเป็พยานรักสินะ”